|
|
|
|
|
|
|
|
|
องค์ความรู้จากการฝึกอบรม
»
การประเมินผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (SROI) สำหรับงานวิจัยและโครงการบริการวิชาการ
|
|
การประเมินผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (Social Return on Investment: SROI) เป็นแนวทางสำคัญในการประเมินคุณค่าและผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานด้านการวิจัยและโครงการบริการวิชาการ โดยมุ่งเน้นการวิเคราะห์ผลลัพธ์ (Outcome) และผลกระทบ (Impact) ที่เกิดขึ้นต่อผู้รับประโยชน์ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ชุมชน สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม มากกว่าการพิจารณาเพียงจำนวนกิจกรรมหรือการใช้จ่ายงบประมาณ ทั้งนี้ SROI เป็นกระบวนการที่นำผลลัพธ์ทางสังคมและสิ่งแวดล้อมมาแปลงเป็นมูลค่าทางการเงิน โดยใช้ Financial Proxy และนำมาเปรียบเทียบกับมูลค่าการลงทุน เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าการลงทุน 1 บาท สามารถสร้างคุณค่าทางสังคมได้มากน้อยเพียงใด
กระบวนการประเมิน SROI ประกอบด้วย การกำหนดขอบเขตการประเมิน การวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การจัดทำเส้นทางการเปลี่ยนแปลง (Impact Pathway) การกำหนดตัวชี้วัดผลลัพธ์ การแปลงผลลัพธ์เป็นมูลค่าทางการเงิน และการพิจารณาปัจจัยที่อาจส่งผลต่อมูลค่าผลประโยชน์ ได้แก่ Deadweight, Attribution, Displacement และ Drop-off ก่อนนำมาคำนวณอัตราผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน โดยหัวใจสำคัญของการประเมินไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข SROI เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงคุณภาพของข้อมูล ความเหมาะสมของตัวชี้วัด แหล่งที่มาของ Financial Proxy และความสมเหตุสมผลของสมมติฐานที่ใช้ในการประเมิน
การประยุกต์ใช้ SROI กับงานวิจัยและโครงการบริการวิชาการสามารถดำเนินการได้ตั้งแต่ก่อนเริ่มโครงการ ระหว่างดำเนินโครงการ หลังดำเนินโครงการ และในระยะติดตามผลกระทบ เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงทรัพยากร กิจกรรม ผลผลิต ผลลัพธ์ และผลกระทบได้อย่างเป็นระบบ ผลการประเมินสามารถนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจด้านงบประมาณ การพัฒนาตัวชี้วัด การปรับปรุงและขยายผลโครงการ ตลอดจนการสื่อสารคุณค่าของงานวิจัยและบริการวิชาการต่อผู้บริหารและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ดังนั้น SROI จึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้มหาวิทยาลัยสามารถแสดงให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมว่าเงินลงทุนทางวิชาการก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและสร้างคุณค่าให้แก่สังคมอย่างไร
|
|
คำสำคัญ :
Financial Proxy Impact Outcome Social Return on Investment SROI Stakeholder งานวิจัย บริการวิชาการ ผลตอบแทนทางสังคม
|
|
กลุ่มบทความ :
บทความการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั่วไป
|
|
หมวดหมู่ :
การบริหารจัดการ การจัดการความรู้
|
|
สถิติการเข้าถึง :
เปิดอ่าน
97
ครั้ง | แสดงความคิดเห็น
0
ครั้ง
|
|
ผู้เขียน
นภัสวรรณ กันศิริ
วันที่เขียน
14/9/2569 9:21:54
แก้ไขล่าสุดเมื่อ
23/10/2569 19:59:12
|
|
|
องค์ความรู้จากการฝึกอบรม
»
การประเมินผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (SROI) สำหรับงานวิจัยและโครงการบริการวิชาการ
|
|
การประเมินผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (Social Return on Investment: SROI) เป็นแนวทางสำคัญในการประเมินคุณค่าและผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานด้านการวิจัยและโครงการบริการวิชาการ โดยมุ่งเน้นการวิเคราะห์ผลลัพธ์ (Outcome) และผลกระทบ (Impact) ที่เกิดขึ้นต่อผู้รับประโยชน์ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ชุมชน สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม มากกว่าการพิจารณาเพียงจำนวนกิจกรรมหรือการใช้จ่ายงบประมาณ ทั้งนี้ SROI เป็นกระบวนการที่นำผลลัพธ์ทางสังคมและสิ่งแวดล้อมมาแปลงเป็นมูลค่าทางการเงิน โดยใช้ Financial Proxy และนำมาเปรียบเทียบกับมูลค่าการลงทุน เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าการลงทุน 1 บาท สามารถสร้างคุณค่าทางสังคมได้มากน้อยเพียงใด
กระบวนการประเมิน SROI ประกอบด้วย การกำหนดขอบเขตการประเมิน การวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การจัดทำเส้นทางการเปลี่ยนแปลง (Impact Pathway) การกำหนดตัวชี้วัดผลลัพธ์ การแปลงผลลัพธ์เป็นมูลค่าทางการเงิน และการพิจารณาปัจจัยที่อาจส่งผลต่อมูลค่าผลประโยชน์ ได้แก่ Deadweight, Attribution, Displacement และ Drop-off ก่อนนำมาคำนวณอัตราผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน โดยหัวใจสำคัญของการประเมินไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข SROI เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงคุณภาพของข้อมูล ความเหมาะสมของตัวชี้วัด แหล่งที่มาของ Financial Proxy และความสมเหตุสมผลของสมมติฐานที่ใช้ในการประเมิน
การประยุกต์ใช้ SROI กับงานวิจัยและโครงการบริการวิชาการสามารถดำเนินการได้ตั้งแต่ก่อนเริ่มโครงการ ระหว่างดำเนินโครงการ หลังดำเนินโครงการ และในระยะติดตามผลกระทบ เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงทรัพยากร กิจกรรม ผลผลิต ผลลัพธ์ และผลกระทบได้อย่างเป็นระบบ ผลการประเมินสามารถนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจด้านงบประมาณ การพัฒนาตัวชี้วัด การปรับปรุงและขยายผลโครงการ ตลอดจนการสื่อสารคุณค่าของงานวิจัยและบริการวิชาการต่อผู้บริหารและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ดังนั้น SROI จึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้มหาวิทยาลัยสามารถแสดงให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมว่าเงินลงทุนทางวิชาการก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและสร้างคุณค่าให้แก่สังคมอย่างไร
|
|
คำสำคัญ :
Financial Proxy Impact Outcome Social Return on Investment SROI Stakeholder งานวิจัย บริการวิชาการ ผลตอบแทนทางสังคม
|
|
กลุ่มบทความ :
บทความการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั่วไป
|
|
หมวดหมู่ :
การบริหารจัดการ การจัดการความรู้
|
|
สถิติการเข้าถึง :
เปิดอ่าน
97
ครั้ง | แสดงความคิดเห็น
0
ครั้ง
|
|
ผู้เขียน
นภัสวรรณ กันศิริ
วันที่เขียน
14/9/2569 9:21:54
แก้ไขล่าสุดเมื่อ
23/10/2569 19:59:12
|
|
|
องค์ความรู้จากการฝึกอบรม
»
การประเมินผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (SROI) สำหรับงานวิจัยและโครงการบริการวิชาการ
|
|
การประเมินผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (Social Return on Investment: SROI) เป็นแนวทางสำคัญในการประเมินคุณค่าและผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานด้านการวิจัยและโครงการบริการวิชาการ โดยมุ่งเน้นการวิเคราะห์ผลลัพธ์ (Outcome) และผลกระทบ (Impact) ที่เกิดขึ้นต่อผู้รับประโยชน์ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ชุมชน สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม มากกว่าการพิจารณาเพียงจำนวนกิจกรรมหรือการใช้จ่ายงบประมาณ ทั้งนี้ SROI เป็นกระบวนการที่นำผลลัพธ์ทางสังคมและสิ่งแวดล้อมมาแปลงเป็นมูลค่าทางการเงิน โดยใช้ Financial Proxy และนำมาเปรียบเทียบกับมูลค่าการลงทุน เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าการลงทุน 1 บาท สามารถสร้างคุณค่าทางสังคมได้มากน้อยเพียงใด
กระบวนการประเมิน SROI ประกอบด้วย การกำหนดขอบเขตการประเมิน การวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การจัดทำเส้นทางการเปลี่ยนแปลง (Impact Pathway) การกำหนดตัวชี้วัดผลลัพธ์ การแปลงผลลัพธ์เป็นมูลค่าทางการเงิน และการพิจารณาปัจจัยที่อาจส่งผลต่อมูลค่าผลประโยชน์ ได้แก่ Deadweight, Attribution, Displacement และ Drop-off ก่อนนำมาคำนวณอัตราผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน โดยหัวใจสำคัญของการประเมินไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข SROI เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงคุณภาพของข้อมูล ความเหมาะสมของตัวชี้วัด แหล่งที่มาของ Financial Proxy และความสมเหตุสมผลของสมมติฐานที่ใช้ในการประเมิน
การประยุกต์ใช้ SROI กับงานวิจัยและโครงการบริการวิชาการสามารถดำเนินการได้ตั้งแต่ก่อนเริ่มโครงการ ระหว่างดำเนินโครงการ หลังดำเนินโครงการ และในระยะติดตามผลกระทบ เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงทรัพยากร กิจกรรม ผลผลิต ผลลัพธ์ และผลกระทบได้อย่างเป็นระบบ ผลการประเมินสามารถนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจด้านงบประมาณ การพัฒนาตัวชี้วัด การปรับปรุงและขยายผลโครงการ ตลอดจนการสื่อสารคุณค่าของงานวิจัยและบริการวิชาการต่อผู้บริหารและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ดังนั้น SROI จึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้มหาวิทยาลัยสามารถแสดงให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมว่าเงินลงทุนทางวิชาการก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและสร้างคุณค่าให้แก่สังคมอย่างไร
|
|
คำสำคัญ :
Financial Proxy Impact Outcome Social Return on Investment SROI Stakeholder งานวิจัย บริการวิชาการ ผลตอบแทนทางสังคม
|
|
กลุ่มบทความ :
บทความการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั่วไป
|
|
หมวดหมู่ :
การบริหารจัดการ การจัดการความรู้
|
|
สถิติการเข้าถึง :
เปิดอ่าน
97
ครั้ง | แสดงความคิดเห็น
0
ครั้ง
|
|
ผู้เขียน
นภัสวรรณ กันศิริ
วันที่เขียน
14/9/2569 9:21:54
แก้ไขล่าสุดเมื่อ
23/10/2569 19:59:12
|
|
|
องค์ความรู้จากการฝึกอบรม
»
การประเมินผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (SROI) สำหรับงานวิจัยและโครงการบริการวิชาการ
|
|
การประเมินผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (Social Return on Investment: SROI) เป็นแนวทางสำคัญในการประเมินคุณค่าและผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานด้านการวิจัยและโครงการบริการวิชาการ โดยมุ่งเน้นการวิเคราะห์ผลลัพธ์ (Outcome) และผลกระทบ (Impact) ที่เกิดขึ้นต่อผู้รับประโยชน์ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ชุมชน สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม มากกว่าการพิจารณาเพียงจำนวนกิจกรรมหรือการใช้จ่ายงบประมาณ ทั้งนี้ SROI เป็นกระบวนการที่นำผลลัพธ์ทางสังคมและสิ่งแวดล้อมมาแปลงเป็นมูลค่าทางการเงิน โดยใช้ Financial Proxy และนำมาเปรียบเทียบกับมูลค่าการลงทุน เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าการลงทุน 1 บาท สามารถสร้างคุณค่าทางสังคมได้มากน้อยเพียงใด
กระบวนการประเมิน SROI ประกอบด้วย การกำหนดขอบเขตการประเมิน การวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การจัดทำเส้นทางการเปลี่ยนแปลง (Impact Pathway) การกำหนดตัวชี้วัดผลลัพธ์ การแปลงผลลัพธ์เป็นมูลค่าทางการเงิน และการพิจารณาปัจจัยที่อาจส่งผลต่อมูลค่าผลประโยชน์ ได้แก่ Deadweight, Attribution, Displacement และ Drop-off ก่อนนำมาคำนวณอัตราผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน โดยหัวใจสำคัญของการประเมินไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข SROI เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงคุณภาพของข้อมูล ความเหมาะสมของตัวชี้วัด แหล่งที่มาของ Financial Proxy และความสมเหตุสมผลของสมมติฐานที่ใช้ในการประเมิน
การประยุกต์ใช้ SROI กับงานวิจัยและโครงการบริการวิชาการสามารถดำเนินการได้ตั้งแต่ก่อนเริ่มโครงการ ระหว่างดำเนินโครงการ หลังดำเนินโครงการ และในระยะติดตามผลกระทบ เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงทรัพยากร กิจกรรม ผลผลิต ผลลัพธ์ และผลกระทบได้อย่างเป็นระบบ ผลการประเมินสามารถนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจด้านงบประมาณ การพัฒนาตัวชี้วัด การปรับปรุงและขยายผลโครงการ ตลอดจนการสื่อสารคุณค่าของงานวิจัยและบริการวิชาการต่อผู้บริหารและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ดังนั้น SROI จึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้มหาวิทยาลัยสามารถแสดงให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมว่าเงินลงทุนทางวิชาการก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและสร้างคุณค่าให้แก่สังคมอย่างไร
|
|
คำสำคัญ :
Financial Proxy Impact Outcome Social Return on Investment SROI Stakeholder งานวิจัย บริการวิชาการ ผลตอบแทนทางสังคม
|
|
กลุ่มบทความ :
บทความการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั่วไป
|
|
หมวดหมู่ :
การบริหารจัดการ การจัดการความรู้
|
|
สถิติการเข้าถึง :
เปิดอ่าน
97
ครั้ง | แสดงความคิดเห็น
0
ครั้ง
|
|
ผู้เขียน
นภัสวรรณ กันศิริ
วันที่เขียน
14/9/2569 9:21:54
แก้ไขล่าสุดเมื่อ
23/10/2569 19:59:12
|
|
|
การ KM เพื่อเผยแพร่ผลของการนำความรู้ที่ได้จากการเข้าร่วมอบรมสัมมนา
»
องค์ความรู้ (KM) เรื่องกาวกั้นสีจากกลอย
|
|
องค์ความรู้เรื่องการพัฒนากาวกั้นสีจากกลอย
การพัฒนากาวกั้นสีจากกลอยเป็นการนำทรัพยากรท้องถิ่นของจังหวัดแพร่มาประยุกต์ใช้ร่วมกับองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และชีวนวัตกรรม เพื่อสร้างวัสดุกั้นสีจากธรรมชาติสำหรับใช้ในการผลิตผ้าหม้อห้อมและผ้าบาติก โดยมีแนวคิดสำคัญในการลดการใช้เทียนและวัสดุสังเคราะห์ พร้อมทั้งเพิ่มมูลค่าให้กับวัตถุดิบในท้องถิ่น
องค์ความรู้เริ่มจากการคัดเลือกหัวกลอยแก่จัด นำมาปอกเปลือก ล้างทำความสะอาด และลดสารพิษด้วยการแช่น้ำปูนใสเป็นเวลา 24 ชั่วโมง จากนั้นนำมาบด กรอง และทำแห้งที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 24 ชั่วโมง จนได้แป้งกลอยดิบที่มีคุณภาพเหมาะสมสำหรับนำไปพัฒนาต่อ กระบวนการดังกล่าวช่วยลดสารพิษในหัวกลอยและทำให้ได้แป้งที่มีเนื้อเนียน สีอ่อน และมีกลิ่นลดลง
จากนั้นนำแป้งกลอยมาดัดแปรด้วยเอนไซม์กลุ่มอะไมเลส เพื่อปรับคุณสมบัติของแป้งให้สามารถขึ้นรูปเป็นกาวกั้นสีได้ โดยศึกษาปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ปริมาณแป้งกลอย ปริมาณเอนไซม์ และปริมาณน้ำมันพืช ผ่านการออกแบบการทดลองแบบ CCD ผลการทดลองพบว่าสูตรที่เหมาะสมประกอบด้วยแป้งกลอย 15% (w/v) เอนไซม์ 0.75 U/mL และน้ำมันพืช 5% (v/v) โดยใช้เวลาในการย่อย 24 ชั่วโมง สูตรดังกล่าวให้สมบัติด้านการยึดเกาะ การหลุดล้าง และความเข้มของสีที่เหมาะสม และเมื่อนำไปทดลองผลิตจริงและขยายขนาดการผลิต 1 กิโลกรัม พบว่าค่าที่ได้มีความใกล้เคียงกับค่าที่แบบจำลองคาดการณ์ แสดงถึงความเหมาะสมและเสถียรภาพของสูตร
องค์ความรู้ด้านการใช้กาวกั้นสีจากกลอยสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการพิมพ์ลายผ้าได้ทั้งการสกรีนผ่านบล็อกฉลุลายและการใช้แป้นไม้ปั๊มลายแบบดั้งเดิม เมื่อนำกาวไปพิมพ์บนผ้าแล้วต้องผึ่งลมในที่ร่มจนกาวแห้ง จากนั้นจึงนำผ้าไปย้อมด้วยสีหม้อห้อมธรรมชาติ เมื่อย้อมได้สีตามต้องการจึงล้างกาวออกด้วยน้ำสะอาด ทำให้เกิดลวดลายบนผ้าที่มีความแตกต่างระหว่างบริเวณที่กาวกั้นสีกับบริเวณที่รับสี
องค์ความรู้ดังกล่าวยังถูกนำไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบ ได้แก่ ผ้าเช็ดหน้า BANDANA และ “ย่ามน้อย” โดยใช้ลาย “ดอกยมหิน” ซึ่งเป็นดอกไม้ประจำจังหวัดแพร่ เป็นลวดลายอัตลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ยังมีการทดลองนำกาวกลอยไปใช้กับแม่พิมพ์ไม้แกะสำหรับปั๊มลายแทนการใช้เทียน เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้กับกระบวนการผลิตของชุมชน
องค์ความรู้ที่ได้จากการดำเนินงานประกอบด้วย 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ การผลิตกาวกั้นสีจากแป้งกลอยด้วยเอนไซม์ การออกแบบและหาสภาวะที่เหมาะสมของสูตรกาวด้วยการทดลองแบบ CCD การใช้ชีวนวัตกรรมในกระบวนการก่อหม้อย้อมธรรมชาติ การเตรียมผ้าก่อนย้อมด้วยกระบวนการทางชีวภาพ และการออกแบบลวดลายที่สะท้อนอัตลักษณ์ของจังหวัดแพร่ โดยองค์ความรู้เหล่านี้สามารถจัดทำเป็นขั้นตอนมาตรฐานและถ่ายทอดให้ผู้ผลิตในชุมชนสามารถนำไปใช้ได้จริง
ผลที่ได้รับจากการพัฒนาองค์ความรู้ คือ ได้สูตรกาวกั้นสีจากกลอยที่สามารถนำไปใช้ในการผลิตผ้าหม้อห้อมและผลิตภัณฑ์สิ่งทอได้จริง สามารถผลิตผลิตภัณฑ์ต้นแบบและขยายการผลิตในระดับ 1 กิโลกรัมได้ อีกทั้งยังได้ผลิตภัณฑ์ผ้าเช็ดหน้า BANDANA และย่ามน้อยที่ใช้ลายดอกยมหิน และสามารถนำองค์ความรู้ไปถ่ายทอดให้กับนวัตกรจากวิสาหกิจชุมชนจำนวน 3 คน เพื่อให้เกิดการนำไปใช้และต่อยอดในอาชีพ
การถ่ายทอดองค์ความรู้ถือเป็นส่วนสำคัญของการพัฒนา เนื่องจากช่วยเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์กับภูมิปัญญาท้องถิ่น ทำให้ชุมชนสามารถนำวัสดุธรรมชาติที่มีอยู่ในพื้นที่มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม ลดการพึ่งพาวัสดุจากภายนอก และสร้างทางเลือกในการผลิตสิ่งทอที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังมีศักยภาพในการพัฒนาต่อยอดสู่การผลิตเชิงพาณิชย์และการสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนในอนาคต
โดยสรุป องค์ความรู้เรื่องกาวกั้นสีจากกลอยเป็นองค์ความรู้ที่เกิดจากการผสมผสานระหว่างทรัพยากรท้องถิ่น ภูมิปัญญาการทำผ้าหม้อห้อม และเทคโนโลยีชีวภาพ สามารถพัฒนาหัวกลอยให้เป็นผลิตภัณฑ์กาวกั้นสีจากธรรมชาติที่นำไปใช้สร้างลวดลายบนผ้าได้จริง องค์ความรู้นี้จึงมีทั้งคุณค่าด้านการอนุรักษ์ภูมิปัญญา การเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบท้องถิ่น การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน และการส่งเสริมการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามแนวทางเศรษฐกิจ BCG
|
|
คำสำคัญ :
หม้อหม้อบาติก กาวกลอย เอนไซม์ CCD
|
|
กลุ่มบทความ :
บทความการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั่วไป
|
|
หมวดหมู่ :
วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี
|
|
สถิติการเข้าถึง :
เปิดอ่าน
95
ครั้ง | แสดงความคิดเห็น
0
ครั้ง
|
|
ผู้เขียน
ณัฐพร จันทร์ฉาย
วันที่เขียน
12/9/2569 11:33:31
แก้ไขล่าสุดเมื่อ
21/10/2569 21:49:51
|
|
|
การ KM เพื่อเผยแพร่ผลของการนำความรู้ที่ได้จากการเข้าร่วมอบรมสัมมนา
»
การสกัดสารสำคัญพร้อมใช้ Tryptanthrin จากพืชห้อมจากกระบวนการ Metagenomic ด้วยไมโครเวฟร่วมเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบแผ่นเจลสมุนไพรบรรเทาอาการหวัด ลดไข้ ตามหลัก BCG Model
|
|
การถ่ายทอดองค์ความรู้จากงานวิจัยดำเนินการในพื้นที่จังหวัดแพร่ ได้แก่ บ้านนาตองและบ้านนาคูหา ตำบลสวนเขื่อน บ้านแม่ลัว ตำบลป่าแดง บ้านน้ำจ้อม ตำบลช่อแฮ และตำบลทุ่งโฮ้ง อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นเกษตรกรและชุมชนผู้ปลูกพืชให้สีครามและพืชห้อม ซึ่งเป็นทรัพยากรชีวภาพที่มีความสำคัญต่อวิถีชีวิตและเศรษฐกิจของพื้นที่ การถ่ายทอดมุ่งให้ชุมชนสามารถนำองค์ความรู้จากงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในการเพิ่มมูลค่าพืชห้อมและพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่มีศักยภาพต่อยอดในอนาคต
องค์ความรู้ที่ถ่ายทอดครอบคลุมกระบวนการนำพืชห้อมมาใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับการสกัดสารสำคัญ Tryptanthrin โดยให้ความรู้เกี่ยวกับการเตรียมวัตถุดิบ การสกัดสารสำคัญด้วยเทคโนโลยีไมโครเวฟร่วม การเลือกใช้ตัวทำละลายที่เหมาะสม ตลอดจนการนำสารสกัดที่ได้มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบแผ่นเจลสมุนไพรบรรเทาอาการหวัดและลดไข้ โดยถ่ายทอดขั้นตอนการเตรียมตำรับ การกำหนดสัดส่วนของส่วนประกอบ การผสมสารสกัดให้กระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ การเตรียมเนื้อเจลและการขึ้นรูปเป็นแผ่นเจล รวมถึงการควบคุมคุณสมบัติทางกายภาพของผลิตภัณฑ์ เช่น ความสม่ำเสมอ ความยืดหยุ่น ความชุ่มชื้น ความสามารถในการยึดเกาะ และความคงรูป เพื่อให้เหมาะสมต่อการใช้งาน ทั้งนี้ ผลการพัฒนาพบว่าสูตร H8 มีศักยภาพด้านคุณสมบัติทางกายภาพและความเหมาะสมในการใช้งาน จึงสามารถนำมาใช้เป็นต้นแบบสำหรับการถ่ายทอดองค์ความรู้แก่ชุมชน นอกจากนี้ ยังถ่ายทอดหลักการวิเคราะห์ต้นทุนและผลตอบแทน เพื่อให้เกษตรกรสามารถประเมินความคุ้มค่าของการนำพืชห้อมมาแปรรูปและพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม รวมถึงแนวคิดการพัฒนากระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามแนวทาง BCG Model
ผลที่ได้รับจากการถ่ายทอดองค์ความรู้ทำให้เกษตรกรและชุมชนเกิดความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการเพิ่มมูลค่าพืชห้อมจากวัตถุดิบทางการเกษตรไปสู่สารสกัดและผลิตภัณฑ์สมุนไพร สามารถเรียนรู้กระบวนการผลิตแผ่นเจลสมุนไพรต้นแบบและเห็นแนวทางการนำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ร่วมกับทรัพยากรและภูมิปัญญาท้องถิ่น นอกจากนี้ ชุมชนยังมีความรู้ด้านการคำนวณต้นทุนและผลตอบแทน ซึ่งช่วยให้สามารถพิจารณาความเป็นไปได้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในเชิงเศรษฐกิจ เกิดแนวคิดในการสร้างมูลค่าเพิ่มและพัฒนาผลิตภัณฑ์จากพืชห้อมอย่างเป็นระบบ อันนำไปสู่การสร้างโอกาสในการเพิ่มรายได้และความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก ทั้งยังสอดคล้องกับ BCG Model ในด้านการใช้ทรัพยากรชีวภาพอย่างคุ้มค่า การเพิ่มมูลค่าผลผลิต และการพัฒนากระบวนการผลิตที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นพื้นฐานในการเสริมสร้างความสามารถของชุมชนในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสนับสนุนเป้าหมาย SDG 13: Climate Action
|
|
คำสำคัญ :
Tryptanthrin ห้อม (Strobilanthes cusia) เมตาจีโนมิกส์ การสกัดด้วยไมโครเวฟ เจลสมุนไพร
|
|
กลุ่มบทความ :
บทความการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั่วไป
|
|
หมวดหมู่ :
วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี
|
|
สถิติการเข้าถึง :
เปิดอ่าน
59
ครั้ง | แสดงความคิดเห็น
0
ครั้ง
|
|
ผู้เขียน
ณัฐพร จันทร์ฉาย
วันที่เขียน
12/9/2569 11:21:56
แก้ไขล่าสุดเมื่อ
23/10/2569 23:48:00
|
|
|
การ KM เพื่อเผยแพร่ผลของการนำความรู้ที่ได้จากการเข้าร่วมอบรมสัมมนา
»
พันธุ์ห้อมในประเทศไทย และการใช้ Microwave/Ultrasonic ในการสกัดสารสำคัญ
|
|
พืชห้อม (Strobilanthes spp.) เป็นทรัพยากรชีวภาพท้องถิ่นที่มีความสำคัญต่อภูมิปัญญาการย้อมสีครามของประเทศไทย และมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นวัตถุดิบชีวภาพมูลค่าสูงจากสารสำคัญ ได้แก่ indigo, indirubin และ tryptanthrin อย่างไรก็ตาม ข้อมูลด้านความหลากหลายทางพันธุกรรม การจำแนกชนิดพันธุ์ และศักยภาพการสะสมสารสำคัญของห้อมไทยยังมีจำกัด งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจทรัพยากรพันธุกรรม จำแนกชนิดพันธุ์ด้วยเทคนิค DNA barcoding พัฒนาฐานข้อมูลพันธุกรรม และประเมินศักยภาพการสกัดสารสำคัญด้วยเทคนิค Microwave-assisted extraction (MAE) และ Ultrasonic-assisted extraction (UAE) ร่วมกับการวิเคราะห์ด้วย HPLC-DAD โดยรวบรวมตัวอย่างห้อมจาก 8 จังหวัดภาคเหนือ และวิเคราะห์บริเวณคลอโรพลาสต์ psbA–trnH ผลการศึกษาจากตัวอย่าง 9 ตัวอย่างสามารถจำแนกได้ 3 กลุ่ม ได้แก่ Strobilanthes cusia (Nees) Kuntze, Baphicacanthus cusia (Nees) Bremek. และ Strobilanthes auriculata Bremek. โดยมีความคล้ายคลึงของลำดับเบส 97–99% และผลการวิเคราะห์สายสัมพันธ์ทางวิวัฒนาการสอดคล้องกับการจำแนกชนิดพันธุ์ นอกจากนี้ ได้จัดทำ Hom Genetic Database ซึ่งรวบรวมข้อมูลแหล่งที่มา ลักษณะสัณฐานวิทยา และข้อมูลทางพันธุกรรมเพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์และตรวจสอบอัตลักษณ์วัตถุดิบ ผลการสกัดพบว่า UAE มีประสิทธิภาพสูงกว่า MAE โดยให้ปริมาณสารสูงกว่าเฉลี่ย 11.4% สภาวะที่เหมาะสมคือเอทานอล 70% อุณหภูมิ 30°C เป็นเวลา 60 นาที ให้สารสกัดหยาบ 19.62% และพบ indigo, indirubin และ tryptanthrin ในปริมาณ 24.4492 ± 0.0251, 9.0568 ± 0.0028 และ 0.5384 ± 0.0028 mg/g crude extract ตามลำดับ ผลการศึกษาสะท้อนศักยภาพของพืชห้อมไทยทั้งด้านความหลากหลายทางพันธุกรรมและการเป็นแหล่งสารชีวภาพมูลค่าสูง ซึ่งสามารถนำไปใช้สนับสนุนการอนุรักษ์ทรัพยากรพันธุกรรมพืชและการพัฒนาเศรษฐกิจ BCG อย่างยั่งยืน
|
|
คำสำคัญ :
คำสำคัญ: ห้อม, Strobilanthes cusia, DNA Barcoding, psbA–trnH, Tryptanthrin, ฐานข้อมูลพันธุกรรม, การสกัดสารชีวภาพ
|
|
กลุ่มบทความ :
บทความการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั่วไป
|
|
หมวดหมู่ :
วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี
|
|
สถิติการเข้าถึง :
เปิดอ่าน
58
ครั้ง | แสดงความคิดเห็น
0
ครั้ง
|
|
ผู้เขียน
ณัฐพร จันทร์ฉาย
วันที่เขียน
11/9/2569 6:10:45
แก้ไขล่าสุดเมื่อ
24/10/2569 8:49:51
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
นักบัญชีก็สร้าง AI ได้
»
Vibe Coding สำหรับงานบัญชียุคใหม่
|
|
นักบัญชีก็สร้าง AI ได้
หากพูดถึงการสร้างโปรแกรมหรือระบบงาน (Application) หลายคนอาจนึกถึงการเขียนโค้ด (Coding) ซึ่งเป็นหน้าที่โดยตรงของฝ่ายไอที (IT) เช่น โปรแกรมเมอร์ (Programmer) สำหรับคนทำงานบัญชีก็ไม่ต่างกัน ที่ผ่านมานักบัญชีเรียนรู้ที่จะใช้งานโปรแกรมบัญชี โปรแกรมประยุกต์ เช่น Excel หรือใช้งานระบบสารสนเทศที่องค์กรจัดเตรียมไว้มากกว่าการเป็นคนพัฒนาเครื่องมือหรือโปรแกรมขึ้นมาใช้เอง แต่การมาถึงของ Generative AI กำลังทำให้ภาพจำนี้เปลี่ยนไป
ในการอบรมเรื่อง AI Vibe Coding for Accounting ได้กล่าวถึงแนวคิดของการนำ AI มาช่วยพัฒนาเครื่องมือหรือกระบวนการทำงาน โดยผู้ใช้งานหรือนักบัญชีไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานการเขียนโค้ด เขียนโปรแกรมในระดับสูงเหมือนในอดีต นักบัญชีสามารถนำเครื่องมือประเภท Agentic AI เช่น Claude Code และ Claude Cowork ให้ทำงานตามคำสั่งหรือความต้องการของตนเองด้วยคำสั่งงานที่เป็นภาษามนุษย์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน จากนั้นจึงให้ AI ช่วยแปลงความต้องการเหล่านั้นให้กลายเป็นเครื่องมือหรือกระบวนการทำงานใหม่ได้ทันที
เหตุใดแนวคิด Vibe Coding จึงน่าสนใจสำหรับนักบัญชี? เพราะในการประกอบธุรกิจ มีรายการค้าเกิดขึ้นในระบบตลอดเวลาก่อให้เกิดเอกสารที่เกี่ยวข้องมากมาย นักบัญชีต้องใช้เวลาในการบันทึกและตรวจสอบมาก อีกทั้งข้อมูลต่าง ๆ อาจถูกจัดเก็บอยู่ในรูปแบบตารางข้อมูล (Excel) หรือมีข้อมูลจากโปรแกรมบัญชี โปรแกรมบริหารทรัพยากรองค์กร ที่ต้องนำมารวมกันเพื่อจัดทำรายงานหรือสร้างสารสนเทศเพื่อใช้ในการตัดสินใจ และงานบัญชีบางงานต้องทำและตรวจสอบซ้ำ ๆ ซึ่งต้องใช้ทรัพยากรและต้นทุน เช่น จำนวนคน และเวลาในการตรวจสอบประมวลผลค่อนข้างมาก หากนักบัญชีสามารถอธิบายขั้นตอนเหล่านี้แก่ AI แล้วให้ AI ช่วยจัดลำดับงาน รวบรวมข้อมูล สอบทานและตรวจสอบ หรือสร้างรายงานตามรูปแบบที่ต้องการได้ ก็จะส่งผลให้ภาระงานประจำบางส่วนลดลงและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้ดียิ่งขึ้นได้
อย่างไรก็ตาม การใช้ AI ในงานบัญชีไม่ได้หมายความว่านักบัญชีจะมอบหมายงานทุกอย่างให้แก่ AI แล้วรอรับรายงานทางการบัญชีในขั้นตอนสุดท้ายเพียงอย่างเดียว เนื่องจากงานบัญชีมีความเกี่ยวข้องกับความถูกต้อง ความครบถ้วน และความน่าเชื่อถือของข้อมูลและสารสนเทศ ดังนั้นนักบัญชียังต้องเข้าใจกระบวนการทางบัญชี การตรวจสอบรายการ และตัดสินใจว่าอะไรสมเหตุสมผลหรือไม่สมเหตุสมผลอยู่เสมอ ดังนั้น ทักษะสำคัญของนักบัญชีในอนาคตอาจไม่ใช่การเขียนโปรแกรมให้ได้เหมือนนักพัฒนาระบบ แต่นักบัญชีต้องเข้าใจขั้นตอนงานของตนเองให้ดีพอที่จะสื่อสารให้ AI เข้าใจได้ เช่น ในแต่ละกระบวนการหรือกิจกรรมที่เกิดขึ้นในกระบวนการทางธุรกิจ นักบัญชีต้องรู้ว่าจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของข้อมูลเกิดขึ้นที่ไหน ผ่านขั้นตอนอะไร ใครควรเป็นผู้ทำและใครเป็นผู้ตรวจสอบ จัดเก็บข้อมูลไว้ที่ไหน และผลลัพธ์ที่ถูกต้องควรมีหน้าตาอย่างไร เป็นต้น
ดังนั้น Vibe Coding จึงอาจไม่ใช่เรื่องของการเขียนโปรแกรมแบบใหม่เพียงอย่างเดียว แต่กำลังเปิดโอกาสให้คนที่รู้จักงานของตนเองดีที่สุดมีส่วนร่วมในการสร้างเครื่องมือที่เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ดีขึ้น
|
|
คำสำคัญ :
คำสำคัญ : งานบัญชี, ปัญญาประดิษฐ์, ระบบสารสนเทศทางการบัญชี, Vibe Coding และ Generative AI
|
|
กลุ่มบทความ :
กลุ่มงานตามสมรรถนะบุคลากร
|
|
หมวดหมู่ :
กลุ่มงานสายวิชาการ
|
|
สถิติการเข้าถึง :
เปิดอ่าน
94
ครั้ง | แสดงความคิดเห็น
0
ครั้ง
|
|
ผู้เขียน
อรทัย ดุษฎีดำเกิง
วันที่เขียน
2/9/2569 14:24:18
แก้ไขล่าสุดเมื่อ
24/10/2569 0:37:47
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
รายงานการอบรม ประชุมวิชาการ
»
สรุปเนื้อหาการเข้าร่วมประชุมวิชาการระดับนานาชาติ The 6th International Conference on Science Technology & Innovation (2026)
|
|
งานวิจัยเรื่อง Enhancing industrial vinegar production from coffee pulp: role of aeration rate on acetic acid formation งานวิจัยนี้ศึกษาบทบาทของอัตราการให้อากาศต่อการสร้างกรดอะซิติกในการผลิตน้ำส้มสายชูจากเนื้อกาแฟ โดยศึกษาผลของอัตราการให้อากาศ (Aeration rate) 3 ระดับ คือ 0.5, 1.0 และ 1.5 vvm ต่อการเจริญเติบโตและการผลิตกรดอะซิติกของแบคทีเรีย Acetobacter pasteurianus TISTR 102 ในถังหมักขนาด 10 ลิตร เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้เนื้อกาแฟที่เป็นผลพลอยได้เหลือทิ้ง ผลการทดลองพบว่า อัตราการให้อากาศที่ 1.0 vvm ให้ผลดีที่สุด โดยได้ความเข้มข้นกรดอะซิติกสูงสุด (5.12%) มีความหนาแน่นเซลล์สูงสุด และใช้เวลาหมักสั้นที่สุด (144 ชั่วโมง) เนื่องจากเป็นระดับที่สมดุลระหว่างออกซิเจนและความเสถียรของจุลินทรีย์ การให้อากาศต่ำไป (0.5 vvm) ทำให้ขาดออกซิเจน ส่วนสูงไป (1.5 vvm) ทำให้เกิดแรงเฉือนและปฏิกิริยาออกซิเดชันที่มากเกินไปจนลดประสิทธิภาพลง เมื่อนำเงื่อนไขการหมักที่เหมาะสม (1.0 vvm) ไปขยายขนาดการผลิต (Scale-up) ในถังหมักขนาด 100 ลิตร พบว่าสามารถผลิตกรดอะซิติกได้ 4.48% ซึ่งผ่านเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัยทางอาหารสำหรับการผลิตน้ำส้มสายชู
งานวิจัยเรื่อง Isolation and characterization of a novel Staphylococcus aureus Bacteriophage against antibiotic-resistant Staphylococcus aureus งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหาแนวทางใหม่ในการรักษาโรคติดเชื้อดื้อยา โดยเฉพาะเชื้อดื้อยาเมทิซิลลิน (MRSA) โดยการแยกแบคเทอริโอฟาจ (Bacteriophage) หรือไวรัสที่ทำลายแบคทีเรียจากน้ำเสีย ซึ่งจากผลการทดลอง สามารถแยกแบคเทอริโอฟาจชนิดไลติก (Lytic phage) ได้สำเร็จ ตั้งชื่อว่า "Phage J" จากการส่องกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน (TEM) พบว่ามีส่วนหัวเป็นรูปทรงเหลี่ยม (Icosahedral head) ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 85 นาโนเมตร Phage J มีความเสถียรสูง สามารถทนอุณหภูมิได้ในช่วง 4°C ถึง 37°C ยาวนานถึง 21 วัน มีประสิทธิภาพและความจำเพาะเจาะจงสูงมาก โดยสามารถยับยั้งและทำลายเชื้อ S. aureus ได้ถึง 88.24% (45 จาก 51 สายพันธุ์ที่ทดสอบ) ค่าความเข้มข้นที่เหมาะสมในการเพิ่มปริมาณฟาจ (Optimal MOI) คือ 0.01 และ 0.001 บนอาหาร soft agar และพบว่า Phage J สามารถลดการเจริญเติบโตของแบคทีเรียได้อย่างมีนัยสำคัญตลอดระยะเวลา 8 ชั่วโมง สรุปได้ว่าเป็นตัวเลือกที่มีศักยภาพสูงในการพัฒนาเป็นสารต้านเชื้อดื้อยา
งานวิจัยเรื่อง Marker–trait association analysis reveals ABA signaling–related genes associated with root System architecture in rice under PEG‑induced osmotic stress งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหายีนเด่นที่มีความสัมพันธ์กับลักษณะระบบราก (ความลึกของรากและจำนวนปลายรากแตกแขนง) เพื่อช่วยให้ข้าวหลบหลีกภัยแล้ง โดยศึกษาในประชากรข้าวรุ่น F2 ที่เกิดจากการผสมข้ามพันธุ์ระหว่างข้าวนาลุ่ม "ปทุมธานี 1" และข้าวไร่พื้นเมือง "ข้าวโป่งใคร้" ภายใต้ภาวะเครียดที่ชักนำด้วยสาร PEG 20% ผลการวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ marker-trait association (MTA) พบ Candidate genes ที่สำคัญ 3 ยีน ได้แก่ OsbZIP23, OsHAP5F และ OsZEP โดย ยีน OsbZIP23 และ OsHAP5F มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับจำนวนของปลายราก ในขณะที่ยีน OsZEP และ OsHAP5F สัมพันธ์กับความลึกของราก ซึ่งยีนเหล่านี้สามารถอธิบายความแปรปรวนของลักษณะปรากฏได้ 10.43% – 21.38% นอกจากนี้ยังพบว่าfavorable alleles ที่ได้รับมาจากพ่อแม่พันธุ์ข้าวไร่ "ข้าวโป่งใคร้" สัมพันธ์กับการเพิ่มการแตกแขนงของรากและการยืดตัวของรากในแนวดิ่ง ซึ่งยีนกลุ่มนี้เกี่ยวข้องกับการตอบสนองต่อสิ่งเร้าทางกายภาพและการส่งสัญญาณของกรดแอบไซซิก (ABA) ทำให้เป็นประโยชน์อย่างมากต่อการคัดเลือกสายพันธุ์ข้าวหอมให้ทนแล้งด้วยเครื่องหมายโมเลกุล (MAS)
|
|
คำสำคัญ :
การประชุมวิชาการ 6thICSTI
|
|
กลุ่มบทความ :
กลุ่มงานตามสมรรถนะบุคลากร
|
|
หมวดหมู่ :
กลุ่มงานสายวิชาการ
|
|
สถิติการเข้าถึง :
เปิดอ่าน
409
ครั้ง | แสดงความคิดเห็น
0
ครั้ง
|
|
ผู้เขียน
นฤมล เข็มกลัดเงิน
วันที่เขียน
30/6/2569 13:01:05
แก้ไขล่าสุดเมื่อ
23/10/2569 18:51:47
|
|
|
|
|
การประชุมวิชาการระดับนานาชาติ The 6th International Conference on Science, Technology & Innovation (2026)
»
ENCAPSULATION OF PHENOLIC COMPOUNDS FROM STROBILANTHES CUSIA LEAVES AND CHARACTERIZATION และ ENCAPSULATION OF BEETROOT EXTRACT USING SODIUM ALGINATE/SODIUM ALGINATE-CASEIN SODIUM SALT: STUDY OF PHYSICAL AND CHEMICAL PROPERTIES
|
|
ENCAPSULATION OF PHENOLIC COMPOUNDS FROM STROBILANTHES CUSIA LEAVES AND CHARACTERIZATION
Strobilanthes cusia (Hom) is commonly used as a traditional medicine with widespread health benefits. The present investigation aimed to determine the effectiveness of phenolics extracted from Hom leaves using the ultrasonic assisted extraction (UAE) method. The lyophilized Hom extract (HE) was analyzed for total phenolic contents and examined for antioxidants. The HE was encapsulated with sodium alginate as the single wall material and with sodium alginate-gum arabic as the combination wall material to enhance the shelf life and stability of the phenolics. Additionally, hydrogel patches incorporating the encapsulated HE were developed to study the antipyretic property. The effects of type and concentration of encapsulating agents on encapsulation efficiency and cooling performance of the hydrogel patches were evaluated. The encapsulation efficiency was analyzed and characterized the encapsules using Fourier-transform infrared spectroscopy (FTIR) and scanning electron microscopy (SEM) analyses corroborated the effectiveness of the encapsulation process. Results indicated that HE contained total phenolics of 97.38±0.19 mgGAE/g. Moreover, HE had an IC50 value against the DPPH scavenging assay of 0.182±0.53 g/ml. The highest encapsulation efficiency (87.95%) was achieved using combination wall of 1% sodium alginate and gum arabic. Morphological analysis using SEM revealed the surface particle aggregation of the hydrogel patches. Furthermore, FTIR analysis confirmed the interaction between HE and encapsulating agents, indicating successful microencapsulation. These findings suggest that encapsulation is a promising strategy to enhance the stability and efficacy of HM for pharmaceutical applications.
ENCAPSULATION OF BEETROOT EXTRACT USING SODIUM ALGINATE/SODIUM ALGINATE-CASEIN SODIUM SALT: STUDY OF PHYSICAL AND CHEMICAL PROPERTIES
This study aimed to develop microcapsules containing beetroot extract (BE) to enhance the stability of phenolic compounds during storage and thermal exposure. Beetroot extract was obtained using microwave-assisted extraction, resulting in an extraction yield of 9.58%. The total phenolic content (TPC) of the crude extract was determined to be 25.12±0.23 mg GAE/g extract. To improve the stability of phenolic compounds, BE was microencapsulated using natural wall materials. Sodium alginate was employed as a single wall material, while a combination of sodium alginate and casein sodium salt was used as a mixed wall system. The encapsulation efficiency and physicochemical characteristics of the resulting microcapsules were investigated. Among the tested formulations, microcapsules prepared using 3.0% (w/v) sodium alginate exhibited a more spherical morphology and smoother surface characteristics compared with other formulations. However, the optimized mixed-wall formulation using 3.0% (w/v) sodium alginate combined with 1.0% (w/v) casein sodium salt and crosslinked in 5.0% (w/v) CaCl2 solution demonstrated the thermal stability and the low degradation of phenolic compounds during thermal treatment and had higher encapsulation efficiency than single wall formulation. After 14 days of storage, the total phenolic contents of microcapsules prepared with single-wall alginate and mixed-wall sodium alginate–casein sodium salt systems were 23.18±0.23 and 24.59±0.16 mg GAE/g extract, respectively. These findings indicate that microencapsulation of BE using natural biopolymeric wall materials can effectively reduce polyphenol degradation and improve the thermal stability and shelf life of beetroot phenolics, thereby enhancing the potential applications of BE in food, pharmaceutical, and nutraceutical products.
|
|
คำสำคัญ :
นานาชาติ ประชุมICSTI2026
|
|
กลุ่มบทความ :
กลุ่มงานตามสมรรถนะบุคลากร
|
|
หมวดหมู่ :
กลุ่มงานสายวิชาการ
|
|
สถิติการเข้าถึง :
เปิดอ่าน
247
ครั้ง | แสดงความคิดเห็น
0
ครั้ง
|
|
ผู้เขียน
ฐิติพรรณ ฉิมสุข
วันที่เขียน
8/6/2569 14:57:22
แก้ไขล่าสุดเมื่อ
24/10/2569 2:00:15
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|