|
รายงานการอบรม ประชุมวิชาการ
»
สรุปเนื้อหาการเข้าร่วมประชุมวิชาการระดับนานาชาติ The 6th International Conference on Science Technology & Innovation (2026)
|
|
งานวิจัยเรื่อง Enhancing industrial vinegar production from coffee pulp: role of aeration rate on acetic acid formation งานวิจัยนี้ศึกษาบทบาทของอัตราการให้อากาศต่อการสร้างกรดอะซิติกในการผลิตน้ำส้มสายชูจากเนื้อกาแฟ โดยศึกษาผลของอัตราการให้อากาศ (Aeration rate) 3 ระดับ คือ 0.5, 1.0 และ 1.5 vvm ต่อการเจริญเติบโตและการผลิตกรดอะซิติกของแบคทีเรีย Acetobacter pasteurianus TISTR 102 ในถังหมักขนาด 10 ลิตร เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้เนื้อกาแฟที่เป็นผลพลอยได้เหลือทิ้ง ผลการทดลองพบว่า อัตราการให้อากาศที่ 1.0 vvm ให้ผลดีที่สุด โดยได้ความเข้มข้นกรดอะซิติกสูงสุด (5.12%) มีความหนาแน่นเซลล์สูงสุด และใช้เวลาหมักสั้นที่สุด (144 ชั่วโมง) เนื่องจากเป็นระดับที่สมดุลระหว่างออกซิเจนและความเสถียรของจุลินทรีย์ การให้อากาศต่ำไป (0.5 vvm) ทำให้ขาดออกซิเจน ส่วนสูงไป (1.5 vvm) ทำให้เกิดแรงเฉือนและปฏิกิริยาออกซิเดชันที่มากเกินไปจนลดประสิทธิภาพลง เมื่อนำเงื่อนไขการหมักที่เหมาะสม (1.0 vvm) ไปขยายขนาดการผลิต (Scale-up) ในถังหมักขนาด 100 ลิตร พบว่าสามารถผลิตกรดอะซิติกได้ 4.48% ซึ่งผ่านเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัยทางอาหารสำหรับการผลิตน้ำส้มสายชู
งานวิจัยเรื่อง Isolation and characterization of a novel Staphylococcus aureus Bacteriophage against antibiotic-resistant Staphylococcus aureus งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหาแนวทางใหม่ในการรักษาโรคติดเชื้อดื้อยา โดยเฉพาะเชื้อดื้อยาเมทิซิลลิน (MRSA) โดยการแยกแบคเทอริโอฟาจ (Bacteriophage) หรือไวรัสที่ทำลายแบคทีเรียจากน้ำเสีย ซึ่งจากผลการทดลอง สามารถแยกแบคเทอริโอฟาจชนิดไลติก (Lytic phage) ได้สำเร็จ ตั้งชื่อว่า "Phage J" จากการส่องกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน (TEM) พบว่ามีส่วนหัวเป็นรูปทรงเหลี่ยม (Icosahedral head) ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 85 นาโนเมตร Phage J มีความเสถียรสูง สามารถทนอุณหภูมิได้ในช่วง 4°C ถึง 37°C ยาวนานถึง 21 วัน มีประสิทธิภาพและความจำเพาะเจาะจงสูงมาก โดยสามารถยับยั้งและทำลายเชื้อ S. aureus ได้ถึง 88.24% (45 จาก 51 สายพันธุ์ที่ทดสอบ) ค่าความเข้มข้นที่เหมาะสมในการเพิ่มปริมาณฟาจ (Optimal MOI) คือ 0.01 และ 0.001 บนอาหาร soft agar และพบว่า Phage J สามารถลดการเจริญเติบโตของแบคทีเรียได้อย่างมีนัยสำคัญตลอดระยะเวลา 8 ชั่วโมง สรุปได้ว่าเป็นตัวเลือกที่มีศักยภาพสูงในการพัฒนาเป็นสารต้านเชื้อดื้อยา
งานวิจัยเรื่อง Marker–trait association analysis reveals ABA signaling–related genes associated with root System architecture in rice under PEG‑induced osmotic stress งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหายีนเด่นที่มีความสัมพันธ์กับลักษณะระบบราก (ความลึกของรากและจำนวนปลายรากแตกแขนง) เพื่อช่วยให้ข้าวหลบหลีกภัยแล้ง โดยศึกษาในประชากรข้าวรุ่น F2 ที่เกิดจากการผสมข้ามพันธุ์ระหว่างข้าวนาลุ่ม "ปทุมธานี 1" และข้าวไร่พื้นเมือง "ข้าวโป่งใคร้" ภายใต้ภาวะเครียดที่ชักนำด้วยสาร PEG 20% ผลการวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ marker-trait association (MTA) พบ Candidate genes ที่สำคัญ 3 ยีน ได้แก่ OsbZIP23, OsHAP5F และ OsZEP โดย ยีน OsbZIP23 และ OsHAP5F มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับจำนวนของปลายราก ในขณะที่ยีน OsZEP และ OsHAP5F สัมพันธ์กับความลึกของราก ซึ่งยีนเหล่านี้สามารถอธิบายความแปรปรวนของลักษณะปรากฏได้ 10.43% – 21.38% นอกจากนี้ยังพบว่าfavorable alleles ที่ได้รับมาจากพ่อแม่พันธุ์ข้าวไร่ "ข้าวโป่งใคร้" สัมพันธ์กับการเพิ่มการแตกแขนงของรากและการยืดตัวของรากในแนวดิ่ง ซึ่งยีนกลุ่มนี้เกี่ยวข้องกับการตอบสนองต่อสิ่งเร้าทางกายภาพและการส่งสัญญาณของกรดแอบไซซิก (ABA) ทำให้เป็นประโยชน์อย่างมากต่อการคัดเลือกสายพันธุ์ข้าวหอมให้ทนแล้งด้วยเครื่องหมายโมเลกุล (MAS)
|
|
คำสำคัญ :
การประชุมวิชาการ 6thICSTI
|
|
กลุ่มบทความ :
กลุ่มงานตามสมรรถนะบุคลากร
|
|
หมวดหมู่ :
กลุ่มงานสายวิชาการ
|
|
สถิติการเข้าถึง :
เปิดอ่าน
232
ครั้ง | แสดงความคิดเห็น
0
ครั้ง
|
|
ผู้เขียน
นฤมล เข็มกลัดเงิน
วันที่เขียน
30/6/2569 13:01:05
แก้ไขล่าสุดเมื่อ
6/7/2569 9:23:45
|
|
|
|
|
|
|
|
|
รายงานการอบรม ประชุมวิชาการ
»
สรุปเนื้อหาการเข้าร่วมประชุมประจำปี 2560 มหาวิทยาลัยแม่โจ้
|
|
การตรวจสอบหาพ่อแม่พันธุ์แตงกวาเพื่อผลิตแตงกวาลูกผสมที่มีลักษณะดีเด่น ในการทดลองได้ทดสอบผสมพันธุ์ระหว่างพ่อพันธุ์ที่มีดอกเป็นดอกกระเทยทั้งหมด 23 พันธุ์และพันธุ์แม่ที่มีแต่ดอกเพศเมียจำนวน 2 พันธุ์ พบว่าสายพันธุ์ลูกผสม 3 คู่ผสมให้ผลผลิตสู มีลักษณะดีเด่นที่ดีกว่าพ่อแม่ อาจเป็นเพราะสายพันธุ์พ่อแม่ที่ใช้สำหรับคู่ผสมนี้มีฐานพันธุกรรมที่แตกต่างกันมาก สำหรับการศึกษาความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมของฝรั่งในแปลงรวบรวมพันธุ์ของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ด้วยเทคนิค RAPD พบว่าฝรั่งพันธุ์สาลี่ทองและพันธุ์กิมจูมีความใกล้ชิดทางพันธุกรรมมากที่สุด คือ 0.96 สอดคล้องกับลักษณะฟีโนไทป์ที่มีความหนาเนื้อ จำนวนเมล็ดน้อยใกล้เคียงกันกัน ส่วนพันธุ์ที่มีความแตกต่างทางพันธุกรรมมากที่สุด คือ ฝรั่งพันธุ์จิตรลดา และพันธุ์หวานพิรุณ ซึ่งฝรั่งพันธุ์จิตรลดาจะมีความแตกต่างจากฝรั่งพันธุ์อื่นๆ เนื่องจากมีลักษณะใบหยิก และมีผลขนาดเล็ก เมื่อแสดงผลในรูปแผนภูมิความสัมพันธ์ (dendrogram) สามารถแบ่งฝรั่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ซึ่งค่าความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมนี้สามารถนำไปใช้ประกอบการคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ในโครงการปรับปรุงพันธุ์ฝรั่ง เพราะพันธุ์พ่อและแม่ที่มีฐานทางพันธุกรรมต่างกัน เมื่อนำมาผสมกันลูกผสมที่ได้จะมีโอกาสเกิดความดีเด่นของลูกผสม (Heterosis) ในอัตราสูง
|
|
คำสำคัญ :
|
|
กลุ่มบทความ :
กลุ่มงานตามสมรรถนะบุคลากร
|
|
หมวดหมู่ :
กลุ่มงานสายวิชาการ
|
|
สถิติการเข้าถึง :
เปิดอ่าน
3452
ครั้ง | แสดงความคิดเห็น
0
ครั้ง
|
|
ผู้เขียน
นฤมล เข็มกลัดเงิน
วันที่เขียน
5/9/2561 13:58:57
แก้ไขล่าสุดเมื่อ
6/7/2569 1:11:28
|
|
|
|
|
|
|
รายงานการอบรม ประชุมวิชาการ
»
การประเมินความปลอดภัยทางชีวภาพทางด้านอาหารของพืชดัดแปลงพันธุกรรม
|
|
ประเทศไทยมีการนำเข้าพืชดัดแปลงพันธุกรรม เช่น ถั่วเหลืองต้านทานยาปราบวัชพืช และข้าวโพดต้านทานหนอนเจาะฝัก มาเพื่อใช้ประโยชน์หลายด้าน ทั้งเพื่อใช้เป็นอาหารสัตว์ หรือใช้ในอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร ซึ่งในกระบวนการนำเข้าพืชดัดแปลงพันธุกรรมเหล่านี้จะต้องผ่านการตรวจสอบการประเมินความปลอดภัยทางชีวภาพทางด้านอาหารก่อน โดยกระบวนการประเมินเกิดจากความร่วมมือกันระหว่างองค์การอาหารและยา (อย.) และ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ซึ่ง สวทช.จะต้องคณะผู้เชี่ยวชาญมาประเมินพืชดัดแปลงพันธุกรรมนั้น โดยมีกรอบประเด็นการประเมินอยู่ 4 ด้านคือ ด้านชีววิทยาโมเลกุล ด้านโภชนาการ ด้านการก่อพิษ และการก่อภูมิแพ้ การประเมินจะประเมินบนพื้นฐานความเทียบเท่าโดยสาระสำคัญ (substantial equivalence)โดยพืชดัดแปลงพันธุกรรมที่จะนำเข้านั้นจะต้องมียีน ลักษณะการแสดงออก การถ่ายทอดทางพันธุกรรมเป็นไปตามคุณสมบัติของพืชดัดแปลงพันธุกรรมนั้น พร้อมทั้งมีสารอาหารที่ครบถ้วนไม่แตกต่างจากพืชคู่เทียบ(ไม่มีการตัดแปลงพันธุกรรม) และโปรตีนที่เกิดจากยีนที่ใส่เข้าไปจะต้องไม่ก่อให้เกิดพิษและก่อภูมิแพ้ หรือไม่มีหลักฐานชี้นำที่จะก่อพิษและก่อภูมิแพ้เมื่อเทียบกับฐานข้อมูลสารพิษและสารก่อภูมิแพ้
|
|
คำสำคัญ :
|
|
กลุ่มบทความ :
กลุ่มงานตามสมรรถนะบุคลากร
|
|
หมวดหมู่ :
กลุ่มงานสายวิชาการ
|
|
สถิติการเข้าถึง :
เปิดอ่าน
4501
ครั้ง | แสดงความคิดเห็น
0
ครั้ง
|
|
ผู้เขียน
นฤมล เข็มกลัดเงิน
วันที่เขียน
15/3/2559 9:46:06
แก้ไขล่าสุดเมื่อ
6/7/2569 1:18:27
|
|
|
|
|
|
|
|