การเผยแพร่ความรู้ที่ได้จากการเข้าร่วมงานประชุมวิชาการ/อบรม/สัมมนา >การเขียนงานวิจัยตีพิมพ์ หนังสือ และตำราโดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI)
วันที่เขียน 29/4/2569 12:42:02     แก้ไขล่าสุดเมื่อ 5/10/2569 11:47:00
เปิดอ่าน: 274 ครั้ง

ปัจจุบันการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ในการช่วยเขียนงานวิจัย หนังสือ และตำรา กำลังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดเวลา และยกระดับคุณภาพของผลงานวิชาการอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในยุคที่ข้อมูลมีปริมาณมหาศาลและต้องการการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ จึงทำให้มีผู้ให้บริการและผลิตภัณฑ์ออกมามากมายแข่งขันกัน ซึ่งปัจจุบันมีแพลตฟอร์ม AI ที่นิยมใช้ในงานวิชาการหลายประเภท อาทิเช่น ChatGPT (OpenAI), Claude (Anthropic), Gemini (Google) เป็นต้น แม้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) เป็นเครื่องมือทรงพลังที่ช่วยยกระดับกระบวนการวิจัย ตั้งแต่การออกแบบจนถึงการตีพิมพ์ อย่างไรก็ตามการใช้ AI ควรอยู่ภายใต้หลักจริยธรรม ความรับผิดชอบ และการตรวจสอบโดยนักวิจัย เพื่อให้ผลงานมีความน่าเชื่อถือและเป็นประโยชน์ต่อวงวิชาการอย่างแท้จริง

ปัจจุบันการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ในการช่วยเขียนงานวิจัย หนังสือ และตำรา กำลังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดเวลา และยกระดับคุณภาพของผลงานวิชาการอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในยุคที่ข้อมูลมีปริมาณมหาศาลและต้องการการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ จึงทำให้มีผู้ให้บริการและผลิตภัณฑ์ออกมามากมายแข่งขันกัน ซึ่งปัจจุบันมีแพลตฟอร์ม AI ที่นิยมใช้ในงานวิชาการหลายประเภท อาทิเช่น

  • กลุ่มการสร้างและเรียบเรียงเนื้อหา: ChatGPT (OpenAI), Claude (Anthropic), Gemini (Google)
  • กลุ่มค้นคว้าและสรุปงานวิจัย: Elicit, Scite, Semantic Scholar
  • กลุ่มจัดการบรรณานุกรม: Zotero, Mendeley (เสริมด้วย AI ในการจัดหมวดหมู่และแนะนำเอกสาร)
  • กลุ่มตรวจภาษาและสไตล์วิชาการ: Grammarly, QuillBot
  • กลุ่มวิเคราะห์ข้อมูล: Python (ร่วมกับ AI เช่น Copilot), SPSS (บางส่วนมี AI-assisted analytics)

ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) สามารถช่วยให้งานที่ทำเร็วขึ้นโดยสามารถออกแบบภาพรวมของงานวิจัยและยังช่วยกำหนดหัวข้อที่สำคัญได้ แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคำสั่งที่ป้อนให้แก่ AI เช่น  การกำหนดปัญหาและคำถามวิจัย AI สามารถช่วยระดมแนวคิด (Brainstorming) วิเคราะห์ช่องว่างขององค์ความรู้ (Research gap) และเสนอหัวข้อที่มีความทันสมัย การทบทวนวรรณกรรม (Literature Review) AI ช่วยค้นหา สรุป และจัดกลุ่มบทความจำนวนมากได้รวดเร็ว ลดเวลาการอ่านเอกสารซ้ำซ้อน และช่วยวิเคราะห์แนวโน้มของงานวิจัย การออกแบบการวิจัย (Research Design) AI สามารถเสนอรูปแบบการทดลอง ตัวแปรที่เหมาะสม และแนวทางทางสถิติ เช่น การเลือกแบบทดสอบ (Test) ที่เหมาะสม หรือการออกแบบแบบสอบคำถาม (Questionnaire) การเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล AI ใช้ในการประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) วิเคราะห์เชิงสถิติ ทำ Visualization และตรวจจับ Pattern หรือ Anomaly การเขียนต้นฉบับ (Manuscript Writing) AI ช่วยร่างบทนำ วิธีการ ผลการทดลอง และอภิปรายผล รวมถึงช่วยปรับภาษาให้เป็นเชิงวิชาการ การตรวจสอบและตีพิมพ์ (Review & Publication) AI ใช้ตรวจ Grammar, Plagiarism และช่วยจัดรูปแบบตามวารสารเป้าหมาย ข้อดีของการใช้ AI ช่วยทำให้นักวิจัยลดเวลาในการวางโครงสร้างงาน ทำวิจัยและเขียนต้นฉบับ เพิ่มความครอบคลุมของข้อมูล และสนับสนุนการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก แต่ในข้อดีนั้นก็ยังมีความเสี่ยงและข้อจำกัดที่สำคัญโดยเฉพาะ1) ความถูกต้องของข้อมูล (Accuracy): AI อาจสร้างข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือ “hallucination” 2) จริยธรรมและความโปร่งใส (Ethics): ต้องเปิดเผยการใช้ AI และหลีกเลี่ยง plagiarism 3) ความเป็นเจ้าของผลงาน (Authorship): AI ไม่สามารถเป็นผู้แต่ง ต้องมีมนุษย์รับผิดชอบ 3) การพึ่งพามากเกินไป: อาจลดทักษะการคิดวิเคราะห์ของผู้วิจัย และ 4) ความเป็นส่วนตัวของข้อมูล (Data Privacy): ต้องระวังข้อมูลที่มีความอ่อนไหว

ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI)  เป็นเครื่องมือทรงพลังที่ช่วยยกระดับกระบวนการวิจัย ตั้งแต่การออกแบบจนถึงการตีพิมพ์ อย่างไรก็ตาม การใช้ AI ควรอยู่ภายใต้หลักจริยธรรม ความรับผิดชอบ และการตรวจสอบโดยนักวิจัย เพื่อให้ผลงานมีความน่าเชื่อถือและเป็นประโยชน์ต่อวงวิชาการอย่างแท้จริง

หากนำปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI)มาประยุกต์ใช้ช่วยในงานประจำจะส่งผลในการเพิ่มประสิทธิภาพหลายด้าน อาทิเช่น

  1. เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตผลงานวิชาการ
    เครื่องมือ AI ช่วยสนับสนุนตั้งแต่การค้นคว้าวรรณกรรม (literature review) การสังเคราะห์ข้อมูล การจัดโครงร่างบทความ ไปจนถึงการตรวจสอบภาษา ทำให้อาจารย์สามารถผลิตงานวิจัย บทความตีพิมพ์ หนังสือ และตำราได้รวดเร็วขึ้น และมีคุณภาพตามมาตรฐานวารสารวิชาการระดับสากล
  2. พัฒนาคุณภาพงานเขียนเชิงวิชาการ
    เครื่องมือ AI ช่วยปรับปรุงภาษาอังกฤษเชิงวิชาการ (academic writing) ให้ถูกต้อง ชัดเจน และเป็นมืออาชีพมากขึ้น ลดข้อผิดพลาดด้านไวยากรณ์และโครงสร้าง ส่งผลให้โอกาสการตีพิมพ์ในวารสารที่มีคุณภาพสูงเพิ่มขึ้น
  3. สนับสนุนการออกแบบงานวิจัยอย่างเป็นระบบ
    เครื่องมือ AI สามารถช่วยวิเคราะห์ช่องว่างงานวิจัย (research gap) เสนอแนวคิดหัวข้อวิจัย และช่วยออกแบบระเบียบวิธีวิจัยเบื้องต้น ทำให้อาจารย์สามารถวางแผนงานวิจัยได้มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับประเด็นวิจัยที่ทันสมัย
  4. ประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอน
    ความรู้จากการอบรมสามารถนำไปพัฒนาการสอน เช่น การสอนนักศึกษาให้ใช้ AI อย่างมีจริยธรรมในการค้นคว้าและเขียนรายงาน การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้เชิงวิจัย (research-based learning) และการส่งเสริมทักษะดิจิทัลของผู้เรียน
  5. เพิ่มศักยภาพในการสร้างสื่อการสอนและตำรา
    เครื่องมือ AI ช่วยสร้างเนื้อหา สรุปประเด็นสำคัญ ออกแบบโครงสร้างหนังสือ รวมถึงช่วยสร้างภาพประกอบหรืออินโฟกราฟิก ทำให้อาจารย์สามารถพัฒนาหนังสือและตำราที่ทันสมัย น่าสนใจ และเข้าใจง่ายมากขึ้น
  6. ลดภาระงานซ้ำซ้อนและเพิ่มเวลาเชิงสร้างสรรค์
    งานที่ใช้เวลามาก เช่น การจัดรูปแบบเอกสาร การอ้างอิง หรือการตรวจแก้ภาษา สามารถใช้ AI ช่วยได้ ทำให้อาจารย์มีเวลามากขึ้นสำหรับการคิดเชิงลึก การวิจัยเชิงนวัตกรรม และการพัฒนาผู้เรียน
  7. เสริมสร้างความก้าวหน้าทางวิชาชีพ (Career Advancement)
    ผลงานตีพิมพ์ หนังสือ และตำราที่มีคุณภาพเป็นปัจจัยสำคัญในการประเมินตำแหน่งทางวิชาการ การใช้ AI อย่างเหมาะสมช่วยเพิ่มปริมาณและคุณภาพของผลงาน ส่งผลต่อความก้าวหน้าในสายอาชีพ
  8. ตระหนักถึงจริยธรรมและความเสี่ยงของการใช้ AI
    การอบรมช่วยให้อาจารย์เข้าใจข้อจำกัดของ AI เช่น ความคลาดเคลื่อนของข้อมูล (hallucination) การคัดลอกผลงาน (plagiarism) และประเด็นลิขสิทธิ์ ทำให้สามารถใช้ AI ได้อย่างถูกต้อง โปร่งใส และมีจริยธรรม

 สรุป: การอบรมดังกล่าวช่วยยกระดับศักยภาพของอาจารย์ทั้งด้านการวิจัย การเขียนเชิงวิชาการ การสอน และการพัฒนาตนเอง โดยใช้ AI เป็นเครื่องมือสนับสนุนอย่างมีประสิทธิภาพและรับผิดชอบ ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพของผู้เรียนและความก้าวหน้าทางวิชาการของสถาบันโดยรวม

 

ความคิดเห็นทั้งหมด (0)
ไม่มีข้อมูลตามเงื่อนไขที่ท่านกำหนด
รายการบทความการแลกเปลี่ยนเรียนรู้หมวดหมู่ : กลุ่มงานสายวิชาการ
AI for Modern Educators สำหรับอาจารย์ผู้สอนและบุคลากรสายวิชาการ » AI for Modern Educators สำหรับอาจารย์ผู้สอนและบุคลากรสายวิชาการ
การประยุกต์ใช้ AI เพื่อการจัดการเรียนการสอนและการวิจัยสำหรับ โครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตร AI for Modern Educators สำหรับอาจารย์ผู้สอนและบุคลากรสายวิชาการ การใช้ประยุกต์เพื่อเป็นแนวทางกา...
AI  สายวิชาการ     กลุ่มงานตามสมรรถนะบุคลากร   กลุ่มงานสายวิชาการ
ผู้เขียน ฐิติพรรณ ฉิมสุข  วันที่เขียน 2/10/2569 13:20:03  แก้ไขล่าสุดเมื่อ 5/10/2569 10:51:56   เปิดอ่าน 34  ครั้ง | แสดงความคิดเห็น 0  ครั้ง
การเผยแพร่ความรู้ที่ได้รับจากการอบรม » ความรู้ที่ได้รับจากการเข้าร่วมอบรมในโครงการพัฒนาสมรรถนะด้าน (AI) ให้กับบุคลากรและนักศึกษา มหาวิทยาลัยแม่โจ้
ปัจจุบันปัญญาประดิษฐ์ (AI) มีบทบาทสำคัญในการช่วยพัฒนาการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับผู้เรียนในยุคดิจิทัลมากขึ้น AI สามารถช่วยผู้สอนในการจัดทำเนื้อหา สื่อการเรียนรู้ กิจกรรม และแบบประเม...
การพัฒนาสมรรถนะด้าน (AI)  การพัฒนาสื่อการสอน     กลุ่มงานตามสมรรถนะบุคลากร   กลุ่มงานสายวิชาการ
ผู้เขียน รุ่งกานต์ ใจวงค์ยะ  วันที่เขียน 28/9/2569 9:58:28  แก้ไขล่าสุดเมื่อ 5/10/2569 10:36:02   เปิดอ่าน 53  ครั้ง | แสดงความคิดเห็น 0  ครั้ง
องค์ความรู้ » การเข้าร่วมโครงการพัฒนาสมรรถนะด้าน (AI) ให้กับบุคลากรและนักศึกษา มหาวิทยาลัยแม่โจ้
การเข้าร่วมโครงการพัฒนาสมรรถนะด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) สำหรับบุคลากรและนักศึกษา มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ในหัวข้อ “การประยุกต์ใช้ AI เพื่อการเรียนการสอน การจัดทำเอกสารประกอบการสอนและตำราให้เข้าถึงผู้เรียนยุ...
การใช้ AI  การพัฒนาสื่อการสอน  สมรรถนะด้าน AI     กลุ่มงานตามสมรรถนะบุคลากร   กลุ่มงานสายวิชาการ
ผู้เขียน รัชนีวรรณ วงศ์พระจันทร์  วันที่เขียน 23/9/2569 15:58:21  แก้ไขล่าสุดเมื่อ 5/10/2569 11:11:51   เปิดอ่าน 59  ครั้ง | แสดงความคิดเห็น 0  ครั้ง
เกมการเงิน: นวัตกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความรู้ทางการเงินและส่งเสริมการบริการวิชาการสู่สังคม » บทนำ ในยุคที่สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและการเงินมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ประชาชนจำเป็นต้องเผชิญกับการตัดสินใจทางการเงินที่ซับซ้อนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนการใช้จ่าย การบริหารหนี้สิน การออม การลงทุน และการบริหารความเสี่ยงทางการเงิน ความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) จึงกลายเป็นทักษะที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตและการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของบุคคลและครัวเรือน อย่างไรก็ตาม การพัฒนาความรู้ทางการเงินผ่านการเรียนการสอนแบบบรรยายเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถสร้างความเข้าใจและเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น การนำแนวคิดการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ (Experiential Learning) และการจัดการเรียนรู้แบบเกม (Game-Based Learning) มาประยุกต์ใช้ จึงเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ การคิดวิเคราะห์ และการตัดสินใจในสถานการณ์จำลองที่ใกล้เคียงกับชีวิตจริง เกม การเงิน (Financial Games) จึงได้รับการยอมรับว่าเป็นนวัตกรรมการเรียนรู้ที่ช่วยส่งเสริมความรู้ ทักษะ และพฤติกรรมทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในระบบการศึกษาและการบริการวิชาการแก่สังคม ความสำคัญของเกมการเงิน เกมการเงินเป็นเครื่องมือการเรียนรู้ที่ออกแบบให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาและตัดสินใจทางการเงินภายใต้เงื่อนไขหรือสถานการณ์จำลองต่าง ๆ ซึ่งช่วยให้ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางทฤษฎีกับการประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้อย่างเป็นรูปธรรม การเรียนรู้ผ่านเกมช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจในประเด็นทางการเงินที่สำคัญ ได้แก่ การวางแผนการเงิน การบริหารรายรับรายจ่าย การจัดการหนี้สิน การออม การลงทุน และการบริหารความเสี่ยง นอกจากนี้ยังช่วยพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การตัดสินใจ การแก้ปัญหา และการทำงานร่วมกับผู้อื่น ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในศตวรรษที่ 21 ด้วยเหตุนี้ เกมการเงินจึงไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมเพื่อความสนุกสนาน แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทางการเงินของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิผล บอร์ดเกมการเงินในปัจจุบัน บริษัท ฟินไดซ์ เอ็ดดูเคชั่น จำกัด เป็นผู้พัฒนาเกมการเงินที่มุ่งเน้นการสร้างการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง โดยออกแบบเกมให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางการเงินที่บุคคลต้องเผชิญในชีวิตประจำวัน ซึ่งประกอบด้วยเกมสำคัญ ดังนี้ 1. Calculate your net worth รู้หน้าไม่รู้หนี้ เกมรู้หน้าไม่รู้หนี้มุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับภาระหนี้สินและสถานะทางการเงินที่แท้จริงของบุคคล เกมนี้จะช่วยฝึกทักษะการบริหารสินทรัพย์ การคำนวณความมั่งคั่งสุทธิ และการจัดการสภาพคล่อง ผ่านการจำลองชีวิตจริงได้ 2. Shop Me Please ซื้อฉันเถอะ เกมซื้อฉันเถอะเป็นเกมที่จำลองสถานการณ์การเลือกซื้อสินค้าและบริการภายใต้งบประมาณที่จำกัด ผู้เล่นจะต้องพิจารณาความจำเป็น ความคุ้มค่า และผลกระทบจากการใช้จ่ายแต่ละรายการ เกมนี้ช่วยพัฒนาทักษะการวางแผนการใช้จ่าย การจัดลำดับความสำคัญทางการเงิน และการตัดสินใจบริโภคอย่างมีเหตุผล 3. Risky Lossy มีฉันไว้ อุ่นใจนะ Risky Lossy เป็นเกมที่เสริมสร้างความเข้าใจด้านการบริหารความเสี่ยงและการประกันภัย โดยเฉพาะ ช่วยให้ผู้เล่นเข้าใจว่าการโอนย้ายความเสี่ยงด้วยประกันสามารถปกป้องความมั่งคั่งในชีวิตจริงได้ เน้นการเรียนรู้เรื่องความเสี่ยงและผลตอบแทน 4. The Next Step บันไดภาษี The Next Step เป็นบอร์ดเกมจำลองสถานการณ์ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ออกแบบโดย Findice โดยจำลองกระแสรายได้ รายจ่าย และให้ผู้เล่นวางแผนใช้สิทธิลดหย่อนภาษี เป้าหมายหลักของเกมคือการทำความเข้าใจโครงสร้างอัตราภาษีแบบก้าวหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีเกินความจำเป็น 5. Trade In Trade Out แลกไปแลกมา Trade In Trade Out เป็นการ์ดเกมและบอร์ดเกมจำลองสถานการณ์การแลกเปลี่ยนสิ่งของ (Barter System) ออกแบบมาเพื่อสอนพื้นฐานการเงิน การต่อรอง และความสำคัญของการประเมินมูลค่าสิ่งของ โดยไม่มีเงินตราเป็นสื่อกลาง ผู้เล่นจะต้องสวมบทบาทในยุคที่ยังไม่มีเงินสด และต้องใช้วิธีนำสิ่งของที่มีอยู่ไปแลกเปลี่ยนกับผู้เล่นคนอื่นเพื่อให้ได้ไอเทมที่ต้องการ 6. Trader Hunter หุ้นซิ่งทะลุกระดาน Trader Hunterเป็นเกมจำลองการลงทุนในตลาดหุ้นที่ เกมนี้ช่วยให้ผู้เล่นได้ปูพื้นฐานการลงทุนในหุ้น 8 กลุ่มอุตสาหกรรม เรียนรู้การทำกำไรทั้งสายเก็งกำไรระยะสั้น (Day Trade) และสายออมหุ้นระยะยาวเพื่อรับปันผล (Value Investor) พร้อมสร้างความเข้าใจเรื่องการกระจายความเสี่ยง การวิเคราะห์ข้อมูล และการรับมือกับข่าวสารเหตุการณ์โลกที่มีผลกระทบต่อราคาหุ้น โดยเป้าหมายหลักคือการเรียนรู้วิธีบริหารพอร์ตการลงทุนและเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการลงทุนอย่างมีเหตุผลและการบริหารความเสี่ยงในการลงทุน การประยุกต์ใช้เกมการเงินในงานการศึกษา เกมการเงินสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนทั้งในระดับมัธยมศึกษา อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา โดยเฉพาะในสาขาการเงิน การบัญชี เศรษฐศาสตร์ และบริหารธุรกิจ เนื่องจากช่วยให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริงมากกว่าการจดจำเนื้อหาเชิงทฤษฎี การใช้เกมการเงินในชั้นเรียนช่วยส่งเสริมรูปแบบการเรียนรู้แบบ Active Learning ทำให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้มากขึ้น อีกทั้งยังช่วยพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การสื่อสาร และการทำงานเป็นทีม นอกจากนี้ ผู้สอนยังสามารถใช้เกมเป็นกรณีศึกษาเพื่อเชื่อมโยงกับเนื้อหารายวิชาต่าง ๆ เช่น การวางแผนการเงินส่วนบุคคล การบริหารความเสี่ยง การลงทุน และการเป็นผู้ประกอบการ โดยผลลัพธ์ที่สำคัญคือผู้เรียนสามารถพัฒนาความรู้ทางการเงินควบคู่กับการพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานและการดำรงชีวิตในอนาคต การประยุกต์ใช้เกมการเงินในงานบริการวิชาการ นอกจากประโยชน์ด้านการศึกษาแล้ว เกมการเงินยังสามารถนำไปใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการดำเนินงานบริการวิชาการแก่สังคม โดยเฉพาะการส่งเสริมความรู้ทางการเงินให้แก่ประชาชน นักเรียน ผู้ประกอบการ วิสาหกิจ
  กลุ่มงานตามสมรรถนะบุคลากร   กลุ่มงานสายวิชาการ
ผู้เขียน ประภาพร กิจดำรงธรรม  วันที่เขียน 16/9/2569 15:58:17  แก้ไขล่าสุดเมื่อ 5/10/2569 10:34:42   เปิดอ่าน 71  ครั้ง | แสดงความคิดเห็น 0  ครั้ง