|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
หนังสือราชการ
»
หนังสือราชการ
|
|
หนังสือราชการ เป็นเอกสารที่ถือเป็นหลักฐานสำคัญในการดำเนินการเรื่องต่าง ๆ ดังนั้น ผู้จัดทำหนังสือราชการและผู้รับผิดชอบเกี่ยวกับงานสารบรรณ จึงควรที่จะศึกษาระเบียบ หลักเกณฑ์ และแนวปฏิบัติเกี่ยวกับระบบงานสารบรรณตามที่สำนักนายกรัฐมนตรีกำหนด แล้วดำเนินการให้ถูกต้อง นับตั้งแต่การจัดทำ การเก็บรักษา และการทำลายหนังสือราชการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการจัดทำหนังสือราชการนั้น นอกจากจะต้องเลือกประเภทของรูปแบบหนังสือราชการให้ถูกต้องกับเนื้อหาที่ต้องการจะสื่อสารแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดในการจัดทำหนังสือราชการคือ ภาษาที่ใช้ในหนังสือราชการ จะต้องถูกต้อง ชัดเจน และสามารถสื่อสารได้ตรงตามวัตถุประสงค์ของเนื้อหาอีกด้วย
|
|
คำสำคัญ :
หนังสือราชการ
|
|
กลุ่มบทความ :
กลุ่มงานตามสมรรถนะบุคลากร
|
|
หมวดหมู่ :
กลุ่มงานบริหารงานทั่วไป
|
|
สถิติการเข้าถึง :
เปิดอ่าน
30
ครั้ง | แสดงความคิดเห็น
0
ครั้ง
|
|
ผู้เขียน
ยุคนธร ชำนาญ
วันที่เขียน
7/9/2569 9:29:03
แก้ไขล่าสุดเมื่อ
11/9/2569 0:39:15
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
นักบัญชีก็สร้าง AI ได้
»
Vibe Coding สำหรับงานบัญชียุคใหม่
|
|
นักบัญชีก็สร้าง AI ได้
หากพูดถึงการสร้างโปรแกรมหรือระบบงาน (Application) หลายคนอาจนึกถึงการเขียนโค้ด (Coding) ซึ่งเป็นหน้าที่โดยตรงของฝ่ายไอที (IT) เช่น โปรแกรมเมอร์ (Programmer) สำหรับคนทำงานบัญชีก็ไม่ต่างกัน ที่ผ่านมานักบัญชีเรียนรู้ที่จะใช้งานโปรแกรมบัญชี โปรแกรมประยุกต์ เช่น Excel หรือใช้งานระบบสารสนเทศที่องค์กรจัดเตรียมไว้มากกว่าการเป็นคนพัฒนาเครื่องมือหรือโปรแกรมขึ้นมาใช้เอง แต่การมาถึงของ Generative AI กำลังทำให้ภาพจำนี้เปลี่ยนไป
ในการอบรมเรื่อง AI Vibe Coding for Accounting ได้กล่าวถึงแนวคิดของการนำ AI มาช่วยพัฒนาเครื่องมือหรือกระบวนการทำงาน โดยผู้ใช้งานหรือนักบัญชีไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานการเขียนโค้ด เขียนโปรแกรมในระดับสูงเหมือนในอดีต นักบัญชีสามารถนำเครื่องมือประเภท Agentic AI เช่น Claude Code และ Claude Cowork ให้ทำงานตามคำสั่งหรือความต้องการของตนเองด้วยคำสั่งงานที่เป็นภาษามนุษย์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน จากนั้นจึงให้ AI ช่วยแปลงความต้องการเหล่านั้นให้กลายเป็นเครื่องมือหรือกระบวนการทำงานใหม่ได้ทันที
เหตุใดแนวคิด Vibe Coding จึงน่าสนใจสำหรับนักบัญชี? เพราะในการประกอบธุรกิจ มีรายการค้าเกิดขึ้นในระบบตลอดเวลาก่อให้เกิดเอกสารที่เกี่ยวข้องมากมาย นักบัญชีต้องใช้เวลาในการบันทึกและตรวจสอบมาก อีกทั้งข้อมูลต่าง ๆ อาจถูกจัดเก็บอยู่ในรูปแบบตารางข้อมูล (Excel) หรือมีข้อมูลจากโปรแกรมบัญชี โปรแกรมบริหารทรัพยากรองค์กร ที่ต้องนำมารวมกันเพื่อจัดทำรายงานหรือสร้างสารสนเทศเพื่อใช้ในการตัดสินใจ และงานบัญชีบางงานต้องทำและตรวจสอบซ้ำ ๆ ซึ่งต้องใช้ทรัพยากรและต้นทุน เช่น จำนวนคน และเวลาในการตรวจสอบประมวลผลค่อนข้างมาก หากนักบัญชีสามารถอธิบายขั้นตอนเหล่านี้แก่ AI แล้วให้ AI ช่วยจัดลำดับงาน รวบรวมข้อมูล สอบทานและตรวจสอบ หรือสร้างรายงานตามรูปแบบที่ต้องการได้ ก็จะส่งผลให้ภาระงานประจำบางส่วนลดลงและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้ดียิ่งขึ้นได้
อย่างไรก็ตาม การใช้ AI ในงานบัญชีไม่ได้หมายความว่านักบัญชีจะมอบหมายงานทุกอย่างให้แก่ AI แล้วรอรับรายงานทางการบัญชีในขั้นตอนสุดท้ายเพียงอย่างเดียว เนื่องจากงานบัญชีมีความเกี่ยวข้องกับความถูกต้อง ความครบถ้วน และความน่าเชื่อถือของข้อมูลและสารสนเทศ ดังนั้นนักบัญชียังต้องเข้าใจกระบวนการทางบัญชี การตรวจสอบรายการ และตัดสินใจว่าอะไรสมเหตุสมผลหรือไม่สมเหตุสมผลอยู่เสมอ ดังนั้น ทักษะสำคัญของนักบัญชีในอนาคตอาจไม่ใช่การเขียนโปรแกรมให้ได้เหมือนนักพัฒนาระบบ แต่นักบัญชีต้องเข้าใจขั้นตอนงานของตนเองให้ดีพอที่จะสื่อสารให้ AI เข้าใจได้ เช่น ในแต่ละกระบวนการหรือกิจกรรมที่เกิดขึ้นในกระบวนการทางธุรกิจ นักบัญชีต้องรู้ว่าจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของข้อมูลเกิดขึ้นที่ไหน ผ่านขั้นตอนอะไร ใครควรเป็นผู้ทำและใครเป็นผู้ตรวจสอบ จัดเก็บข้อมูลไว้ที่ไหน และผลลัพธ์ที่ถูกต้องควรมีหน้าตาอย่างไร เป็นต้น
ดังนั้น Vibe Coding จึงอาจไม่ใช่เรื่องของการเขียนโปรแกรมแบบใหม่เพียงอย่างเดียว แต่กำลังเปิดโอกาสให้คนที่รู้จักงานของตนเองดีที่สุดมีส่วนร่วมในการสร้างเครื่องมือที่เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ดีขึ้น
|
|
คำสำคัญ :
คำสำคัญ : งานบัญชี, ปัญญาประดิษฐ์, ระบบสารสนเทศทางการบัญชี, Vibe Coding และ Generative AI
|
|
กลุ่มบทความ :
กลุ่มงานตามสมรรถนะบุคลากร
|
|
หมวดหมู่ :
กลุ่มงานสายวิชาการ
|
|
สถิติการเข้าถึง :
เปิดอ่าน
45
ครั้ง | แสดงความคิดเห็น
0
ครั้ง
|
|
ผู้เขียน
อรทัย ดุษฎีดำเกิง
วันที่เขียน
2/9/2569 14:24:18
แก้ไขล่าสุดเมื่อ
10/9/2569 5:14:57
|
|
|
|
|
|
|
|
|
การจัดการเรียนรู้
»
การจัดการเรียนรู้ตามความถนัดแบบ VAK เพื่อการส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยการนำตนเอง
|
|
บทความนี้นำเสนอแนวคิดการจัดการเรียนรู้ตามความถนัดแบบ VAK (VAK Learning Model) ซึ่งอธิบายช่องทางการรับรู้ข้อมูลที่ผู้เรียนแต่ละคนถนัดแตกต่างกัน 3 รูปแบบ ได้แก่ การเรียนรู้ผ่านการมองเห็น (Visual) การเรียนรู้ผ่านการได้ยิน (Auditory) และการเรียนรู้ผ่านการเคลื่อนไหวและการลงมือทำ (Kinesthetic) โดยได้วิเคราะห์ลักษณะเด่นของผู้เรียนแต่ละประเภท พร้อมเสนอกลยุทธ์การสอนที่สอดคล้องกับแต่ละความถนัด เช่น การใช้แผนภาพและวิดีโอสำหรับผู้เรียนแบบ Visual การอภิปรายกลุ่มและสื่อเสียงสำหรับผู้เรียนแบบ Auditory และการทดลอง บทบาทสมมติ หรือการเรียนรู้ผ่านเกมสำหรับผู้เรียนแบบ Kinesthetic
บทความเน้นว่าหัวใจสำคัญของการนำ VAK ไปใช้มิใช่การจำแนกผู้เรียนแล้วสอนด้วยวิธีเดียว หากแต่เป็นการตระหนักถึงความหลากหลายของผู้เรียนในชั้นเรียน และออกแบบการสอนแบบผสมผสาน (Multimodal Instruction) ที่กระตุ้นทุกช่องทางการรับรู้ไปพร้อมกัน โดยยกตัวอย่างการจัดกิจกรรมเรื่องวัฏจักรของน้ำที่บูรณาการทั้งสามช่องทาง นอกจากนี้ยังได้อภิปรายข้อควรพิจารณาจากข้อถกเถียงทางวิชาการเกี่ยวกับทฤษฎีรูปแบบการเรียนรู้ (Learning Styles) ว่าผู้เรียนส่วนใหญ่เรียนรู้แบบผสมผสานหลายช่องทาง และธรรมชาติของเนื้อหาวิชาเป็นปัจจัยกำหนดช่องทางการเรียนรู้ที่เหมาะสมด้วย บทความสรุปว่า VAK เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์สำหรับผู้สอนในการทบทวนความหลากหลายของวิธีการสอนของตนเอง และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนที่มีความถนัดต่างกันเข้าถึงเนื้อหาได้อย่างทั่วถึง อันเป็นพื้นฐานสำคัญในการส่งเสริมให้ผู้เรียนรู้จักช่องทางการเรียนรู้ที่เหมาะกับตนเองและพัฒนาไปสู่การเรียนรู้ด้วยการนำตนเอง
คำสำคัญ: รูปแบบการเรียนรู้ VAK, การสอนแบบผสมผสาน, ความถนัดในการเรียนรู้, การเรียนรู้ด้วยการนำตนเอง
|
|
คำสำคัญ :
รูปแบบการเรียนรู้ VAK, การสอนแบบผสมผสาน, ความถนัดในการเรียนรู้, การเรียนรู้ด้วยการนำตนเอง
|
|
กลุ่มบทความ :
บทความการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั่วไป
|
|
หมวดหมู่ :
การศึกษา การเรียนการสอน
|
|
สถิติการเข้าถึง :
เปิดอ่าน
43
ครั้ง | แสดงความคิดเห็น
0
ครั้ง
|
|
ผู้เขียน
โสภณ ฟองเพชร
วันที่เขียน
27/8/2569 11:40:44
แก้ไขล่าสุดเมื่อ
10/9/2569 18:47:21
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
HR for Line Leader : เข้าใจคน เข้าใจงาน
»
HR for Line Leader : เข้าใจคน เข้าใจงาน
|
|
HR for Line Leader : เข้าใจคน เข้าใจงาน บทบาทหน้าที่ ในการบริหารงานทรัพยากรบุคคลของ ผู้จัดการ/ผู้นำ/หัวหน้าสายงาน 1. การบริหาร และวางแผนกำลังคนในสายงานที่รับผิดชอบ 2. มีส่วนร่วมในการสัมภาษณ์ คัดเลือกพนักงาน 3. มีส่วนร่วมในการปฐมนิเทศ และต้อนรับพนักงานใหม่ 4. มีหน้าที่ในการประเมินผลการทดลองงาน 5. เป็นพี่เลี้ยงในการสอนงาน การมอบหมาย การควบคุม ติดตามงาน ตลอดจนการอบรมให้ความรู้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชาในรูปแบบต่าง ๆ เช่น OJT , On-boarding , Focus group ,Learning by doing 6. รับผิดชอบการจัดตารางเวลาทำงาน การใช้สิทธิ์วันหยุด วันลาต่าง ๆ ของพนักงาน 7. เป็นผู้พิจารณาอนุมัติการทำงานล่วงเวลา และการทำงานในวันหยุด 8. มีหน้าที่ในการประเมินผลการปฏิบัติงานประจำปี รวมถึงการพัฒนาผู้ใต้บังคับบัญชาให้ได้รับความก้าวหน้า 9. มีหน้าที่ให้คำปรึกษาแนะนำแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา กรณีผลงานต่ำกว่าประสิทธิภาพ 10. มีส่วนในการสร้างแรงจูงใจ สร้างขวัญกำลังใจให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชาเพื่อให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความสุข 11. มีหน้าที่ในการบริหารจัดการ ควบคุม ดูแลด้านวินัยในการทำงานและวินัยความประพฤติต่าง ๆ ให้อยู่ในกฎระเบียบที่องค์กรกำหนด 12. มีหน้าที่ในการลงโทษทางวินัยอย่างเป็นธรรม กรณีที่ผู้ใต้บังคับบัญชาประพฤติผิด 13. เป็นผู้ที่คอยให้ความช่วยเหลือ และแก้ไขปัญหาเมื่อผู้ใต้บังคับบัญชามาขอคำแนะนำ (ซึ่งอาจหมายรวมถึงเรื่องส่วนตัว) 14. เป็นแบบอย่างที่ดีในทุก ๆ ด้าน เพื่อให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเกิดความศรัทธาและไว้วางใจ 15. เป็นผู้ถ่ายทอดนโยบายต่าง ๆ ของผู้บริหารระดับสูงมายังผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อการรับรู้ ข้อมูลข่าวสารของหน่วยงานและองค์กร กลยุทธ์การพัฒนาบุคลากร มีดังนี้ โมเดลการเรียนรู้และพัฒนา 70:20:10 จึงมีประโยชน์ ต่อการพัฒนาบุคลากร (HRD) • ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนายิ่งขึ้นเรื่อย ๆ และต่อยอดการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง • โมเดลนี้เป็นประโยชน์โดยตรงสำหรับกระบวนการพัฒนาทรัพยากรบุคคล • เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้องค์กรประสบความสำเร็จในการส่งเสริมการเรียนรู้ • ส่งเสริมให้บุคลากรมีความก้าวหน้า เพิ่มพูนศักยภาพ ทั้งในส่วนของการทำงานตามหน้าที่ ความรับผิดชอบ และเน้นการฝึกปฏิบัติงานจริง (OJT : On the Job Training) • สนับสนุนการจัดการความรู้ในองค์กร (KM : Knowledge Management) ที่จะทำให้การพัฒนา เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบและมีรากฐานที่มั่นคง วิธีการรักษาบุคลากรในฐานะเป็นผู้นำ/ผู้จัดการ มีดังนี้ 1. สนับสนุน ส่งเสริม ให้กำลังใจ รวมถึงพัฒนาศักยภาพพนักงานอยู่เสมอ 2. สร้างเส้นทางความก้าวหน้าในวิชาชีพให้ชัดเจน และร่วมผลักดันให้ไปสู่เป้าหมาย 3. นำเสนอ ทบทวนสวัสดิการที่มีประโยชน์และมีคุณค่าต่อพนักงาน 4. ดูแลสภาพแวดล้อม สภาพการทำงานให้มีความพร้อมอย่างเหมาะสม เมื่อร่วมงานด้วยแล้วรู้สึกสบายใจ มีความสุขในการทำงาน มี ความพร้อมที่จะทำงาน ไปสู่ความสำเร็จร่วมกัน การสร้างความผูกพัน (Employee Engagement) การมี ส่วนร่วมและผูกพันของบุคลากร มีความสำคัญอย่างไรกับองค์กร บทบาท Line Manager กับการร่วมสร้าง Engagement 1. สร้างการมีส่วนร่วมของพนักงานในองค์กร 2. กระตุ้นให้เกิดความร่วมมือกับองค์กรในทุก ๆ ด้านอย่างสมัครใจและเต็มใจ 3. ร่วมส่งเสริมและสร้างความรู้สึกให้เป็นส่วนหนึ่งขององค์กรอย่างแท้จริง 4. จูงใจให้เกิดแนวคิด Growth Mindset Employee Experience ยกระดับประสบการณ์ของพนักงาน คือ • การสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่พนักงานรู้สึกมี คุณค่าและมีส่วนร่วมกับองค์กร เน้นการทำงานที่ยืดหยุ่นและการตอบสนองความต้องการของพนักงานที่ หลากหลาย • การเน้นที่การสร้างความผูกพันและความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร
|
|
คำสำคัญ :
-
|
|
กลุ่มบทความ :
กลุ่มงานตามสมรรถนะบุคลากร
|
|
หมวดหมู่ :
กลุ่มงานบริหารงานทั่วไป
|
|
สถิติการเข้าถึง :
เปิดอ่าน
97
ครั้ง | แสดงความคิดเห็น
0
ครั้ง
|
|
ผู้เขียน
สุมิตร ชัยเขตร์
วันที่เขียน
31/7/2569 7:54:53
แก้ไขล่าสุดเมื่อ
11/9/2569 0:19:22
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|