รายการบทความการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั้งหมด
นางพิมพร มะโนชัย » หลักการทำงานเครื่อง Single Reaction Chamber (SRC) และเครื่อง Direct Mercury Analyzer (DMA)
คำสำคัญ :
กลุ่มบทความ : กลุ่มงานตามสมรรถนะบุคลากร
หมวดหมู่ : กลุ่มงานช่วยวิชาการ
สถิติการเข้าถึง : เปิดอ่าน 27  ครั้ง | แสดงความคิดเห็น 0  ครั้ง
ผู้เขียน พิมพร มะโนชัย  วันที่เขียน 28/9/2569 17:51:40  แก้ไขล่าสุดเมื่อ 2/10/2569 4:29:13
การเผยแพร่ความรู้ที่ได้รับจากการอบรม » ความรู้ที่ได้รับจากการเข้าร่วมอบรมในโครงการพัฒนาสมรรถนะด้าน (AI) ให้กับบุคลากรและนักศึกษา มหาวิทยาลัยแม่โจ้
ปัจจุบันปัญญาประดิษฐ์ (AI) มีบทบาทสำคัญในการช่วยพัฒนาการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับผู้เรียนในยุคดิจิทัลมากขึ้น AI สามารถช่วยผู้สอนในการจัดทำเนื้อหา สื่อการเรียนรู้ กิจกรรม และแบบประเมิน รวมทั้งช่วยต่อยอดสื่อการสอนเดิมให้มีความน่าสนใจและทันสมัยยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยลดเวลาในการเตรียมการสอน สนับสนุนการค้นคว้าข้อมูลใหม่ ๆ และเพิ่มความหลากหลายของรูปแบบการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับบริบทของผู้เรียน การนำ AI มาใช้อย่างเหมาะสมจึงช่วยส่งเสริมทั้งประสิทธิภาพการทำงานของผู้สอนและประสบการณ์การเรียนรู้ของผู้เรียน อย่างไรก็ตาม ผู้สอนยังคงมีบทบาทสำคัญในการกำกับ ตรวจสอบความถูกต้อง และพิจารณาความเหมาะสมของเนื้อหาก่อนนำไปใช้จริง รวมถึงต้องคำนึงถึงจริยธรรมและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลควบคู่กันไป
คำสำคัญ : การพัฒนาสมรรถนะด้าน (AI)  การพัฒนาสื่อการสอน  
กลุ่มบทความ : กลุ่มงานตามสมรรถนะบุคลากร
หมวดหมู่ : กลุ่มงานสายวิชาการ
สถิติการเข้าถึง : เปิดอ่าน 40  ครั้ง | แสดงความคิดเห็น 0  ครั้ง
ผู้เขียน รุ่งกานต์ ใจวงค์ยะ  วันที่เขียน 28/9/2569 9:58:28  แก้ไขล่าสุดเมื่อ 2/10/2569 11:55:42
การเผยแพร่ความรู้ที่ได้จากการเข้าร่วมประชุมวิชาการ/อบรม/สัมมนา » อบรมหลักสูตรพัฒนาผู้ประเมินฯ ระดับหลักสูตรตามเกณฑ์ AUN-QA version 4 รุ่นที่ 22
อบรมหลักสูตรพัฒนาผู้ประเมินฯ ระดับหลักสูตรตามเกณฑ์ AUN-QA version 4 รุ่นที่ 22 ในวันที่ 2-4 กันยายน 2569 เวลา 8.30 น. - 16.30 น. แบบออนไลน์ ผ่านระบบ Zoom Meeting จัดโดยที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย
คำสำคัญ : AUN-QA version 4  ผู้ประเมินฯ ระดับหลักสูตร  
กลุ่มบทความ : กลุ่มงานตามสมรรถนะบุคลากร
หมวดหมู่ : กลุ่มงานสายวิชาการ
สถิติการเข้าถึง : เปิดอ่าน 29  ครั้ง | แสดงความคิดเห็น 0  ครั้ง
ผู้เขียน พิกุล ศรีดารัตน์  วันที่เขียน 28/9/2569 0:12:59  แก้ไขล่าสุดเมื่อ 1/10/2569 18:26:56
สรุปรายงานจากการอบรม » การศึกษาลักษณะเชิงคุณภาพของข้าว
ลักษณะเชิงคุณภาพ (quanlitative traits) เป็นลักษณะที่มียีนควบคุมเพียง 1-2 คู่ สภาพแวดล้อมแทบไม่มีอิทธิพลต่อการปรากฏของฟีโนไทป์ แต่ละฟีโนไทป์มาจากจีโนไทป์จำนวนน้อย และความสัมพันธ์ระหว่างฟีโนไทป์กับจีโนไทป์เป็นความสัมพันธ์แบบง่าย คือ สามารถระบุจีโนไทป์ของสมาชิกแต่ละตัวได้จากฟีโนไทป์ของสมาชิกนั้นหรือจากฟีโนไทป์ของลูก เนื่องจากมียีนควบคุมน้อยคู่และสิ่งแวดล้อมไม่มีอิทธิพลต่อฟีโนไทป์ทำให้สามารถแบ่งกลุ่มลักษณะเชิงคุณภาพได้อย่างชัดเจนตามยีนที่มีอยู่ เช่น ลักษณะผิวเมล็ด แบ่งฟีโนไทป์ได้ 2 ชนิด คือ เมล็ดเรียบ และเมล็ดย่น ลักษณะผิวเมล็ดมียีนควบคุม 1 คู่ มีแอลลีลอยู่ 2 ชนิด คือ R เป็นแอลลีลเด่นนำลักษณะเมล็ดเรียบ และ r เป็นแอลลีลด้อยนำลักษณะเมล็ดย่น ดังนั้นถ้าถั่วลันเตามีจีโนไทป์ R- จะมีผิวเมล็ดเรียบ แต่ถ้ามีจีโนไทป์ rr จะมีผิวเมล็ดย่น หากศึกษาลักษณะเชิงคุณภาพจะสามารถหาอัตราส่วนได้เนื่องจากแบ่งกลุ่มฟีโนไทป์ได้ชัดเจน และสามารถบอกรูปแบบการทำงานร่วมกันของยีนได้จากอัตราส่วนที่ปรากฏ เช่น ถ้ารุ่น F2 มีอัตราส่วน 3 : 1 แสดงว่าควบคุมด้วยยีน 1 คู่ และทำงานร่วมกันแบบข่มสมบูรณ์ เป็นต้น
คำสำคัญ : การศึกษาลักษณะเชิงคุณภาพของข้าว, พันธุศาสตร์  
กลุ่มบทความ : กลุ่มงานตามสมรรถนะบุคลากร
หมวดหมู่ : กลุ่มงานช่วยวิชาการ
สถิติการเข้าถึง : เปิดอ่าน 29  ครั้ง | แสดงความคิดเห็น 0  ครั้ง
ผู้เขียน วริศรา สุวรรณ  วันที่เขียน 26/9/2569 14:50:40  แก้ไขล่าสุดเมื่อ 1/10/2569 16:58:24
สรุปรายงานจากการอบรม » การใช้กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องผ่าน (TEM) ในงานด้านพันธุศาสตร์
กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องผ่าน (TEM) เป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการศึกษาชีววิทยาและพันธุศาสตร์ในระดับโครงสร้างขนาดเล็ก โดยสามารถใช้ศึกษารายละเอียดของโครโมโซม โครมาติน นิวเคลียส การแบ่งเซลล์ และโครงสร้างภายในเซลล์ ตลอดจนใช้ร่วมกับเทคนิคทางพันธุศาสตร์สมัยใหม่เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างกับหน้าที่ของสารพันธุกรรม การประยุกต์ใช้ TEM จึงช่วยเพิ่มความเข้าใจเกี่ยวกับกลไกทางพันธุกรรมและสนับสนุนทั้งงานวิจัยและการจัดการเรียนการสอนด้านพันธุศาสตร์
คำสำคัญ : การใช้กล้องจุลทรรศน์, กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องผ่าน (TEM), พันธุศาสตร์  
กลุ่มบทความ : กลุ่มงานตามสมรรถนะบุคลากร
หมวดหมู่ : กลุ่มงานช่วยวิชาการ
สถิติการเข้าถึง : เปิดอ่าน 34  ครั้ง | แสดงความคิดเห็น 0  ครั้ง
ผู้เขียน วริศรา สุวรรณ  วันที่เขียน 24/9/2569 19:15:33  แก้ไขล่าสุดเมื่อ 2/10/2569 6:14:27
BRICS: การรับมือในอนาคต » BRICS กับประเทศไทย: โอกาส ความเสี่ยง และการรับมือในอนาคต
BRICS เป็นกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศที่มีบทบาทเพิ่มขึ้นในระบบเศรษฐกิจและการเมืองโลก โดยเฉพาะการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศกำลังพัฒนาและกลุ่มประเทศโลกใต้ (Global South) การขยายตัวของ BRICS ทำให้เกิดทั้งโอกาสและความท้าทายต่อประเทศไทยในด้านการค้า การลงทุน การเงิน เทคโนโลยี พลังงาน และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ปัจจุบันประเทศไทยมีสถานะเป็นประเทศหุ้นส่วนของ BRICS จึงเป็นโอกาสในการขยายความร่วมมือกับประเทศสมาชิกและสร้างตลาดใหม่ให้กับภาคธุรกิจไทย อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยจำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างเศรษฐกิจโลก ความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ การแข่งขันด้านเทคโนโลยี และการเปลี่ยนแปลงของระบบการค้าและการเงินระหว่างประเทศ แนวทางสำคัญคือการรักษาสมดุลความสัมพันธ์กับประเทศต่าง ๆ การกระจายตลาดและการลงทุน การพัฒนาขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนการใช้บทบาทของไทยในการเชื่อมโยง BRICS กับอาเซียน เพื่อเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจและเสริมสร้างความสามารถในการรับมือกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกในอนาคต
คำสำคัญ : BRICS  การค้าและการลงทุน  การรับมือในอนาคต  ประเทศไทย  ภูมิรัฐศาสตร์  เศรษฐกิจโลก  
กลุ่มบทความ : บทความการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั่วไป
หมวดหมู่ : การศึกษา การเรียนการสอน
สถิติการเข้าถึง : เปิดอ่าน 2262  ครั้ง | แสดงความคิดเห็น 0  ครั้ง
ผู้เขียน ชัยวัฒน์ ใบไม้  วันที่เขียน 24/9/2569 16:29:54  แก้ไขล่าสุดเมื่อ 29/9/2569 1:35:11
การลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในองค์กร » การลดคาร์บอนฟรุ๊ตปริ้นในองค์กร
การลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในองค์กรเป็นแนวทางสำคัญในการลดผลกระทบจากการดำเนินงานขององค์กรต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมุ่งเน้นการประเมินและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การใช้ไฟฟ้าและพลังงาน การเดินทางและการขนส่ง การใช้ทรัพยากร การจัดซื้อจัดจ้าง และการจัดการของเสีย องค์กรสามารถดำเนินการได้โดยเริ่มจากการสำรวจแหล่งกำเนิดก๊าซเรือนกระจกและจัดทำข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร จากนั้นกำหนดเป้าหมายและมาตรการลดการปล่อย เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การใช้พลังงานหมุนเวียน การลดการใช้วัสดุและทรัพยากรที่ไม่จำเป็น การส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และการสร้างความตระหนักแก่บุคลากร การดำเนินงานอย่างต่อเนื่องและมีระบบติดตามประเมินผลจะช่วยให้องค์กรสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดต้นทุนการดำเนินงาน และสนับสนุนการดำเนินงานขององค์กรไปสู่ความยั่งยืนและเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนในอนาคต
คำสำคัญ : ก๊าซเรือนกระจก  การจัดการพลังงาน  การลดคาร์บอน  ความยั่งยืน  คาร์บอนฟุตพริ้นท์  องค์กรสีเขียว  
กลุ่มบทความ : กลุ่มงานตามสมรรถนะบุคลากร
หมวดหมู่ : กลุ่มงานการเจ้าหน้าที่
สถิติการเข้าถึง : เปิดอ่าน 84  ครั้ง | แสดงความคิดเห็น 0  ครั้ง
ผู้เขียน ชัยวัฒน์ ใบไม้  วันที่เขียน 24/9/2569 16:26:51  แก้ไขล่าสุดเมื่อ 2/10/2569 9:23:51
องค์ความรู้ » การเข้าร่วมโครงการพัฒนาสมรรถนะด้าน (AI) ให้กับบุคลากรและนักศึกษา มหาวิทยาลัยแม่โจ้
การเข้าร่วมโครงการพัฒนาสมรรถนะด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) สำหรับบุคลากรและนักศึกษา มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ในหัวข้อ “การประยุกต์ใช้ AI เพื่อการเรียนการสอน การจัดทำเอกสารประกอบการสอนและตำราให้เข้าถึงผู้เรียนยุคใหม่” มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาความรู้และทักษะในการประยุกต์ใช้ Generative AI เพื่อสนับสนุนการจัดการเรียนการสอน โดยใช้ Gemini เป็นเครื่องมือหลักในการฝึกปฏิบัติ และสามารถประยุกต์ชุดคำสั่งกับ ChatGPT หรือเครื่องมือ AI อื่นได้ เนื้อหาครอบคลุมการใช้ AI เพื่อสร้าง Interactive Simulation, Interactive Learning Object, Case Study กิจกรรมการเรียนรู้ แบบทดสอบ เครื่องมือประเมินผล และ Rubric รวมถึงการนำสื่อการสอนเดิมมาพัฒนาเป็นประสบการณ์การเรียนรู้รูปแบบใหม่ นอกจากนี้ ยังได้เรียนรู้การใช้ NotebookLM, Canva, Claude และ Perplexity เพื่อช่วยจัดโครงสร้างเนื้อหา พัฒนาสื่อการสอน และปรับปรุงเนื้อหาวิชาการให้ทันสมัย โดยผู้สอนยังคงมีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบความถูกต้องและความเหมาะสมของเนื้อหา ความรู้ที่ได้รับสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาสื่อ กิจกรรม และการประเมินผลการเรียนรู้ ช่วยลดระยะเวลาในการเตรียมการสอน เพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน ตลอดจนสามารถถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้าน AI แก่บุคลากรภายในหลักสูตรและคณะ เพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
คำสำคัญ : การใช้ AI  การพัฒนาสื่อการสอน  สมรรถนะด้าน AI  
กลุ่มบทความ : กลุ่มงานตามสมรรถนะบุคลากร
หมวดหมู่ : กลุ่มงานสายวิชาการ
สถิติการเข้าถึง : เปิดอ่าน 45  ครั้ง | แสดงความคิดเห็น 0  ครั้ง
ผู้เขียน รัชนีวรรณ วงศ์พระจันทร์  วันที่เขียน 23/9/2569 15:58:21  แก้ไขล่าสุดเมื่อ 2/10/2569 2:53:41
AI FOR BUSINESS RESEARCH » AI FOR BUSINESS RESEARCH
การเข้าร่วมกิจกรรม AI for Business Research ช่วยเสริมสร้างความรู้และทักษะในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เพื่อสนับสนุนงานวิจัยทางธุรกิจ โดยสามารถนำ AI มาใช้ในการสืบค้น รวบรวม คัดกรอง และวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับแนวโน้มตลาด พฤติกรรมผู้บริโภค ความต้องการของลูกค้า และข้อมูลคู่แข่งได้อย่างรวดเร็วและเป็นระบบ ส่งผลให้ลดระยะเวลาในการทำงาน ลดขั้นตอนการจัดการข้อมูลซ้ำซ้อน และเพิ่มความครอบคลุมของข้อมูลที่ใช้ประกอบการวิเคราะห์ นอกจากนี้ ยังสามารถนำ AI มาช่วยสรุปเอกสาร จัดทำรายงาน วิเคราะห์ความคิดเห็นจากลูกค้า และเรียบเรียงข้อมูลเพื่อการนำเสนอแก่ผู้บริหาร อันเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนกลยุทธ์ การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ รวมถึงการตัดสินใจทางธุรกิจที่อาศัยข้อมูลเป็นสำคัญ ทั้งนี้ การใช้งาน AI ควรมีการตรวจสอบความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูล และคำนึงถึงการรักษาความลับขององค์กรควบคู่กันไป เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการปฏิบัติงานและการพัฒนาองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ
คำสำคัญ : การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์  การวิเคราะห์ข้อมูล  การวิจัยทางธุรกิจ  ประสิทธิภาพการทำงาน  ปัญญาประดิษฐ์  
กลุ่มบทความ : กลุ่มงานตามสมรรถนะบุคลากร
หมวดหมู่ : กลุ่มงานเทคโนโลยีสารสนเทศ
สถิติการเข้าถึง : เปิดอ่าน 79  ครั้ง | แสดงความคิดเห็น 0  ครั้ง
ผู้เขียน เพ็ญศิริ หน่อแก้ว  วันที่เขียน 23/9/2569 14:13:49  แก้ไขล่าสุดเมื่อ 2/10/2569 7:27:55
องค์ความรู้ » AI Integration for Enhanced Documentation and Workflow Processes Solution การบูรณาการ AI ในการสร้างผังงานเพื่อยกระดับคุณภาพงานเอกสารและขั้นตอนปฏิบัติงาน
การอบรมเรื่อง การบูรณาการปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อสร้างผังงาน สำหรับเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการทำงานและเอกสารทางวิชาการ เนื้อหาเริ่มต้นจากการปูพื้นฐานความสำคัญของ Flowchart และ Workflow ในฐานะเครื่องมือช่วยลดความผิดพลาดและสร้างมาตรฐานการทำงานที่เป็นระบบ ส่วนสำคัญของเอกสารคือการแนะนำเครื่องมือสมัยใหม่ เช่น Mermaid.live, PlantUML และ Napkin AI ซึ่งช่วยเปลี่ยนข้อความให้เป็นภาพกราฟิกหรือไดอะแกรมได้โดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังมีการสาธิตขั้นตอนปฏิบัติจริงผ่านกรณีศึกษาต่าง ๆ เช่น การเสนอเอกสารราชการและการยืมหนังสือห้องสมุด เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้ในองค์กรได้อย่างเป็นรูปธรรม สรุปได้ว่าแหล่งข้อมูลนี้มุ่งเน้นการใช้ นวัตกรรมดิจิทัล มาลดระยะเวลาการทำงานและยกระดับคุณภาพงานในยุคปัจจุบันให้มีความเป็นมืออาชีพยิ่งขึ้น
คำสำคัญ : การบูรณาการ AI (AI Integration)  การยกระดับคุณภาพงาน (Process Enhancement)  ผังงานและขั้นตอนการทำงาน (Flowchart & Workflow)  
กลุ่มบทความ : บทความการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั่วไป
หมวดหมู่ : เรื่องทั่วไป
สถิติการเข้าถึง : เปิดอ่าน 57  ครั้ง | แสดงความคิดเห็น 0  ครั้ง
ผู้เขียน อัมภา สันทราย  วันที่เขียน 18/9/2569 11:35:48  แก้ไขล่าสุดเมื่อ 1/10/2569 16:32:34
การประเมินมูลค่าผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (Social Return on Investment: SROI) เพื่อการพัฒนางานวิจัยและโครงการบริการวิชาการอย่างยั่งยืน » การประเมินมูลค่าผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (Social Return on Investment: SROI) เพื่อการพัฒนางานวิจัยและโครงการบริการวิชาการอย่างยั่งยืน
บทความนี้นำเสนอแนวทางการประเมินมูลค่าผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (Social Return on Investment: SROI) ซึ่งเป็นเครื่องมือในการวัดและประเมินผลกระทบครอบคลุม 3 มิติ ได้แก่ มนุษย์/สังคม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ (Triple Bottom Line) โดยแปลงผลลัพธ์ที่ไม่ใช่ตัวเงินให้เป็นมูลค่าทางการเงิน (Monetized Value) เพื่อเปรียบเทียบกับเงินลงทุน เนื้อหาครอบคลุมหลักการสำคัญ 7 ประการตามมาตรฐานสากล (Social Value International) การวางแผนผลกระทบผ่านห่วงโซ่คุณค่า (Impact Pathway / Theory of Change) เทคนิคการประเมินมูลค่าแทน (Financial Proxy) และการปรับลดปัจจัยผลลัพธ์ที่ไม่เกี่ยวข้อง (Deadweight, Attribution, Displacement, Drop-off) เพื่อป้องกันการกล่าวอ้างเกินจริง นอกจากนี้ ยังอธิบายหลักการคำนวณทางการเงินรวมถึงการประยุกต์ใช้ SROI กับงานวิจัยและโครงการบริการวิชาการเชิงพื้นที่ เช่น การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน การท่องเที่ยวโดยชุมชน เกษตรอินทรีย์ และนวัตกรรมสุขภาพ เพื่อช่วยเพิ่มความโปร่งใส สื่อสารคุณค่าของโครงการต่อผู้ให้ทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
คำสำคัญ :
กลุ่มบทความ : กลุ่มงานตามสมรรถนะบุคลากร
หมวดหมู่ : กลุ่มงานช่วยวิชาการ
สถิติการเข้าถึง : เปิดอ่าน 50  ครั้ง | แสดงความคิดเห็น 0  ครั้ง
ผู้เขียน ทิพย์สุดา ปุกมณี  วันที่เขียน 17/9/2569 16:57:50  แก้ไขล่าสุดเมื่อ 1/10/2569 7:17:09
เกมการเงิน: นวัตกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความรู้ทางการเงินและส่งเสริมการบริการวิชาการสู่สังคม » บทนำ ในยุคที่สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและการเงินมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ประชาชนจำเป็นต้องเผชิญกับการตัดสินใจทางการเงินที่ซับซ้อนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนการใช้จ่าย การบริหารหนี้สิน การออม การลงทุน และการบริหารความเสี่ยงทางการเงิน ความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) จึงกลายเป็นทักษะที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตและการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของบุคคลและครัวเรือน อย่างไรก็ตาม การพัฒนาความรู้ทางการเงินผ่านการเรียนการสอนแบบบรรยายเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถสร้างความเข้าใจและเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น การนำแนวคิดการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ (Experiential Learning) และการจัดการเรียนรู้แบบเกม (Game-Based Learning) มาประยุกต์ใช้ จึงเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ การคิดวิเคราะห์ และการตัดสินใจในสถานการณ์จำลองที่ใกล้เคียงกับชีวิตจริง เกม การเงิน (Financial Games) จึงได้รับการยอมรับว่าเป็นนวัตกรรมการเรียนรู้ที่ช่วยส่งเสริมความรู้ ทักษะ และพฤติกรรมทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในระบบการศึกษาและการบริการวิชาการแก่สังคม ความสำคัญของเกมการเงิน เกมการเงินเป็นเครื่องมือการเรียนรู้ที่ออกแบบให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาและตัดสินใจทางการเงินภายใต้เงื่อนไขหรือสถานการณ์จำลองต่าง ๆ ซึ่งช่วยให้ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางทฤษฎีกับการประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้อย่างเป็นรูปธรรม การเรียนรู้ผ่านเกมช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจในประเด็นทางการเงินที่สำคัญ ได้แก่ การวางแผนการเงิน การบริหารรายรับรายจ่าย การจัดการหนี้สิน การออม การลงทุน และการบริหารความเสี่ยง นอกจากนี้ยังช่วยพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การตัดสินใจ การแก้ปัญหา และการทำงานร่วมกับผู้อื่น ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในศตวรรษที่ 21 ด้วยเหตุนี้ เกมการเงินจึงไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมเพื่อความสนุกสนาน แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทางการเงินของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิผล บอร์ดเกมการเงินในปัจจุบัน บริษัท ฟินไดซ์ เอ็ดดูเคชั่น จำกัด เป็นผู้พัฒนาเกมการเงินที่มุ่งเน้นการสร้างการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง โดยออกแบบเกมให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางการเงินที่บุคคลต้องเผชิญในชีวิตประจำวัน ซึ่งประกอบด้วยเกมสำคัญ ดังนี้ 1. Calculate your net worth รู้หน้าไม่รู้หนี้ เกมรู้หน้าไม่รู้หนี้มุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับภาระหนี้สินและสถานะทางการเงินที่แท้จริงของบุคคล เกมนี้จะช่วยฝึกทักษะการบริหารสินทรัพย์ การคำนวณความมั่งคั่งสุทธิ และการจัดการสภาพคล่อง ผ่านการจำลองชีวิตจริงได้ 2. Shop Me Please ซื้อฉันเถอะ เกมซื้อฉันเถอะเป็นเกมที่จำลองสถานการณ์การเลือกซื้อสินค้าและบริการภายใต้งบประมาณที่จำกัด ผู้เล่นจะต้องพิจารณาความจำเป็น ความคุ้มค่า และผลกระทบจากการใช้จ่ายแต่ละรายการ เกมนี้ช่วยพัฒนาทักษะการวางแผนการใช้จ่าย การจัดลำดับความสำคัญทางการเงิน และการตัดสินใจบริโภคอย่างมีเหตุผล 3. Risky Lossy มีฉันไว้ อุ่นใจนะ Risky Lossy เป็นเกมที่เสริมสร้างความเข้าใจด้านการบริหารความเสี่ยงและการประกันภัย โดยเฉพาะ ช่วยให้ผู้เล่นเข้าใจว่าการโอนย้ายความเสี่ยงด้วยประกันสามารถปกป้องความมั่งคั่งในชีวิตจริงได้ เน้นการเรียนรู้เรื่องความเสี่ยงและผลตอบแทน 4. The Next Step บันไดภาษี The Next Step เป็นบอร์ดเกมจำลองสถานการณ์ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ออกแบบโดย Findice โดยจำลองกระแสรายได้ รายจ่าย และให้ผู้เล่นวางแผนใช้สิทธิลดหย่อนภาษี เป้าหมายหลักของเกมคือการทำความเข้าใจโครงสร้างอัตราภาษีแบบก้าวหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีเกินความจำเป็น 5. Trade In Trade Out แลกไปแลกมา Trade In Trade Out เป็นการ์ดเกมและบอร์ดเกมจำลองสถานการณ์การแลกเปลี่ยนสิ่งของ (Barter System) ออกแบบมาเพื่อสอนพื้นฐานการเงิน การต่อรอง และความสำคัญของการประเมินมูลค่าสิ่งของ โดยไม่มีเงินตราเป็นสื่อกลาง ผู้เล่นจะต้องสวมบทบาทในยุคที่ยังไม่มีเงินสด และต้องใช้วิธีนำสิ่งของที่มีอยู่ไปแลกเปลี่ยนกับผู้เล่นคนอื่นเพื่อให้ได้ไอเทมที่ต้องการ 6. Trader Hunter หุ้นซิ่งทะลุกระดาน Trader Hunterเป็นเกมจำลองการลงทุนในตลาดหุ้นที่ เกมนี้ช่วยให้ผู้เล่นได้ปูพื้นฐานการลงทุนในหุ้น 8 กลุ่มอุตสาหกรรม เรียนรู้การทำกำไรทั้งสายเก็งกำไรระยะสั้น (Day Trade) และสายออมหุ้นระยะยาวเพื่อรับปันผล (Value Investor) พร้อมสร้างความเข้าใจเรื่องการกระจายความเสี่ยง การวิเคราะห์ข้อมูล และการรับมือกับข่าวสารเหตุการณ์โลกที่มีผลกระทบต่อราคาหุ้น โดยเป้าหมายหลักคือการเรียนรู้วิธีบริหารพอร์ตการลงทุนและเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการลงทุนอย่างมีเหตุผลและการบริหารความเสี่ยงในการลงทุน การประยุกต์ใช้เกมการเงินในงานการศึกษา เกมการเงินสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนทั้งในระดับมัธยมศึกษา อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา โดยเฉพาะในสาขาการเงิน การบัญชี เศรษฐศาสตร์ และบริหารธุรกิจ เนื่องจากช่วยให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริงมากกว่าการจดจำเนื้อหาเชิงทฤษฎี การใช้เกมการเงินในชั้นเรียนช่วยส่งเสริมรูปแบบการเรียนรู้แบบ Active Learning ทำให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้มากขึ้น อีกทั้งยังช่วยพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การสื่อสาร และการทำงานเป็นทีม นอกจากนี้ ผู้สอนยังสามารถใช้เกมเป็นกรณีศึกษาเพื่อเชื่อมโยงกับเนื้อหารายวิชาต่าง ๆ เช่น การวางแผนการเงินส่วนบุคคล การบริหารความเสี่ยง การลงทุน และการเป็นผู้ประกอบการ โดยผลลัพธ์ที่สำคัญคือผู้เรียนสามารถพัฒนาความรู้ทางการเงินควบคู่กับการพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานและการดำรงชีวิตในอนาคต การประยุกต์ใช้เกมการเงินในงานบริการวิชาการ นอกจากประโยชน์ด้านการศึกษาแล้ว เกมการเงินยังสามารถนำไปใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการดำเนินงานบริการวิชาการแก่สังคม โดยเฉพาะการส่งเสริมความรู้ทางการเงินให้แก่ประชาชน นักเรียน ผู้ประกอบการ วิสาหกิจ
คำสำคัญ :
กลุ่มบทความ : กลุ่มงานตามสมรรถนะบุคลากร
หมวดหมู่ : กลุ่มงานสายวิชาการ
สถิติการเข้าถึง : เปิดอ่าน 65  ครั้ง | แสดงความคิดเห็น 0  ครั้ง
ผู้เขียน ประภาพร กิจดำรงธรรม  วันที่เขียน 16/9/2569 15:58:17  แก้ไขล่าสุดเมื่อ 1/10/2569 17:02:26
การบูรณาการ AI ในการสร้างผังงาน (Flowchart & Workflow) เพื่อยกระดับคุณภาพงานเอกสารและขั้นตอนปฏิบัติงาน » การบูรณาการ AI ในการสร้างผังงาน (Flowchart & Workflow) เพื่อยกระดับคุณภาพงานเอกสารและขั้นตอนปฏิบัติงาน
บทความนี้นำเสนอแนวทางการบูรณาการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาประยุกต์ใช้ในการสร้างผังงาน (Flowchart) และกระบวนการทำงาน (Workflow) เพื่อยกระดับคุณภาพงานเอกสารและขั้นตอนการปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษา เนื้อหาครอบคลุมความสำคัญ ประโยชน์ และแนวทางการจัดทำผังงานอย่างเป็นระบบ พร้อมถ่ายทอดทักษะการใช้เครื่องมือ AI สมัยใหม่ ได้แก่ การใช้ ChatGPT ร่วมกับ Mermaid.live และ Diagrams.net (PlantUML) สำหรับสร้างผังงานจากข้อความ (Text-to-Diagram) การใช้ Napkin AI ในการเปลี่ยนข้อความขั้นตอนงานเป็นภาพอินโฟกราฟิกแบบอัตโนมัติ (Text-to-Visual) ตลอดจนการประยุกต์ใช้ Google AI Studio ในการแปลงเนื้อหาเป็นเสียงบรรยาย (Text-to-Speech) เพื่อสร้างสื่อคู่มือการทำงานดิจิทัล การเรียนรู้และประยุกต์ใช้เครื่องมือเหล่านี้ช่วยลดเวลา ลดความผิดพลาด เพิ่มความชัดเจน และสร้างมาตรฐานการปฏิบัติงานที่โปร่งใส อันเป็นพื้นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรไปสู่องค์กรดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ
คำสำคัญ :
กลุ่มบทความ : กลุ่มงานตามสมรรถนะบุคลากร
หมวดหมู่ : กลุ่มงานช่วยวิชาการ
สถิติการเข้าถึง : เปิดอ่าน 54  ครั้ง | แสดงความคิดเห็น 0  ครั้ง
ผู้เขียน ทิพย์สุดา ปุกมณี  วันที่เขียน 16/9/2569 13:49:25  แก้ไขล่าสุดเมื่อ 2/10/2569 10:39:54
การใช้งานระบบ e-GP สำหรับการจัดซื้อจัดจ้าง..โดยวิธีคัดเลือก และวิธีเฉพาะเจาะจง และการอุทธรณ์ » การใช้งานระบบ e-GP สำหรับการจัดซื้อจัดจ้าง..โดยวิธีคัดเลือก และวิธีเฉพาะเจาะจง และการอุทธรณ์
การใช้งานระบบ e-GP สำหรับการจัดซื้อจัดจ้าง..โดยวิธีคัดเลือก และวิธีเฉพาะเจาะจง และการอุทธรณ์
คำสำคัญ :
กลุ่มบทความ : กลุ่มงานตามสมรรถนะบุคลากร
หมวดหมู่ : กลุ่มงานคลังและพัสดุ
สถิติการเข้าถึง : เปิดอ่าน 86  ครั้ง | แสดงความคิดเห็น 0  ครั้ง
ผู้เขียน ภาวิณี กลีบจำปา  วันที่เขียน 15/9/2569 20:28:57  แก้ไขล่าสุดเมื่อ 2/10/2569 10:25:10
หลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติการกำหนดราคากลางงานก่อสร้างและราคากลางพัสดุ ที่ถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบหนังสือเวียน และแนวทางปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง » หลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติการกำหนดราคากลางงานก่อสร้างและราคากลางพัสดุ ที่ถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบหนังสือเวียน และแนวทางปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง
หลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติการกำหนดราคากลางงานก่อสร้างและราคากลางพัสดุ ที่ถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบหนังสือเวียน และแนวทางปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง
คำสำคัญ :
กลุ่มบทความ : กลุ่มงานตามสมรรถนะบุคลากร
หมวดหมู่ : กลุ่มงานคลังและพัสดุ
สถิติการเข้าถึง : เปิดอ่าน 36  ครั้ง | แสดงความคิดเห็น 0  ครั้ง
ผู้เขียน ภาวิณี กลีบจำปา  วันที่เขียน 15/9/2569 20:26:31  แก้ไขล่าสุดเมื่อ 2/10/2569 11:11:51
คู่มือการปฏิบัติงาน » การประชุมคณะกรรมการประจำคณะบริหารธุรกิจ ด้วยระบบประชุมอิเล็กทรอนิกส์ (e-Meeting) ของหน่วยสารบรรณ งานบริหารและธุรการ สำนักงานคณบดีคณะบริหารธุรกิจ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยแม่โจ้
คู่มือการปฏิบัติงานเรื่อง การประชุมคณะกรรมการประจำคณะบริหารธุรกิจ ด้วยระบบประชุมอิเล็กทรอนิกส์ (e-Meeting) ของหน่วยสารบรรณ งานบริหารและธุรการ สำนักงานคณบดีคณะบริหารธุรกิจ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เล่มนี้ จัดทำขึ้นเพื่อให้บุคลากรผู้รับผิดชอบในการปฏิบัติงานด้านการประชุมคณะกรรมการประจำคณะบริหารธุรกิจ ของหน่วยสารบรรณ งานบริหารและธุรการ สำนักงานคณบดี คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้รับความรู้ความเข้าใจในกระบวนการปฏิบัติงานประชุม โดยใช้ระบบประชุมอิเล็กทรอนิกส์ (e-Meeting) เพื่อให้การปฏิบัติงานมีมาตรฐานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน นอกจากนี้ ยังเป็นคู่มือสำหรับผู้ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเลขานุการที่ประชุม โดยทำหน้าที่ในการสร้างและแก้ไขข้อมูลการประชุม คณะกรรมการประจำคณะบริหารธุรกิจ ที่ได้รับการกำหนดให้เป็นผู้ช่วยเลขานุการ ในการประชุมครั้งนั้น ๆ
คำสำคัญ : คู่มือการปฎิบัติงาน  ประชุมคณะกรรมการประจำคณะ  
กลุ่มบทความ : กลุ่มงานตามสมรรถนะบุคลากร
หมวดหมู่ : กลุ่มงานบริหารงานทั่วไป
สถิติการเข้าถึง : เปิดอ่าน 50  ครั้ง | แสดงความคิดเห็น 0  ครั้ง
ผู้เขียน ยุคนธร ชำนาญ  วันที่เขียน 14/9/2569 11:02:41  แก้ไขล่าสุดเมื่อ 1/10/2569 21:06:10
องค์ความรู้จากการฝึกอบรม » การประเมินผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (SROI) สำหรับงานวิจัยและโครงการบริการวิชาการ
การประเมินผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (Social Return on Investment: SROI) เป็นแนวทางสำคัญในการประเมินคุณค่าและผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานด้านการวิจัยและโครงการบริการวิชาการ โดยมุ่งเน้นการวิเคราะห์ผลลัพธ์ (Outcome) และผลกระทบ (Impact) ที่เกิดขึ้นต่อผู้รับประโยชน์ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ชุมชน สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม มากกว่าการพิจารณาเพียงจำนวนกิจกรรมหรือการใช้จ่ายงบประมาณ ทั้งนี้ SROI เป็นกระบวนการที่นำผลลัพธ์ทางสังคมและสิ่งแวดล้อมมาแปลงเป็นมูลค่าทางการเงิน โดยใช้ Financial Proxy และนำมาเปรียบเทียบกับมูลค่าการลงทุน เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าการลงทุน 1 บาท สามารถสร้างคุณค่าทางสังคมได้มากน้อยเพียงใด กระบวนการประเมิน SROI ประกอบด้วย การกำหนดขอบเขตการประเมิน การวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การจัดทำเส้นทางการเปลี่ยนแปลง (Impact Pathway) การกำหนดตัวชี้วัดผลลัพธ์ การแปลงผลลัพธ์เป็นมูลค่าทางการเงิน และการพิจารณาปัจจัยที่อาจส่งผลต่อมูลค่าผลประโยชน์ ได้แก่ Deadweight, Attribution, Displacement และ Drop-off ก่อนนำมาคำนวณอัตราผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน โดยหัวใจสำคัญของการประเมินไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข SROI เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงคุณภาพของข้อมูล ความเหมาะสมของตัวชี้วัด แหล่งที่มาของ Financial Proxy และความสมเหตุสมผลของสมมติฐานที่ใช้ในการประเมิน การประยุกต์ใช้ SROI กับงานวิจัยและโครงการบริการวิชาการสามารถดำเนินการได้ตั้งแต่ก่อนเริ่มโครงการ ระหว่างดำเนินโครงการ หลังดำเนินโครงการ และในระยะติดตามผลกระทบ เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงทรัพยากร กิจกรรม ผลผลิต ผลลัพธ์ และผลกระทบได้อย่างเป็นระบบ ผลการประเมินสามารถนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจด้านงบประมาณ การพัฒนาตัวชี้วัด การปรับปรุงและขยายผลโครงการ ตลอดจนการสื่อสารคุณค่าของงานวิจัยและบริการวิชาการต่อผู้บริหารและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ดังนั้น SROI จึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้มหาวิทยาลัยสามารถแสดงให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมว่าเงินลงทุนทางวิชาการก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและสร้างคุณค่าให้แก่สังคมอย่างไร
คำสำคัญ : Financial Proxy  Impact  Outcome  Social Return on Investment  SROI  Stakeholder  งานวิจัย  บริการวิชาการ  ผลตอบแทนทางสังคม  
กลุ่มบทความ : บทความการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั่วไป
หมวดหมู่ : การบริหารจัดการ การจัดการความรู้
สถิติการเข้าถึง : เปิดอ่าน 55  ครั้ง | แสดงความคิดเห็น 0  ครั้ง
ผู้เขียน นภัสวรรณ กันศิริ  วันที่เขียน 14/9/2569 9:21:54  แก้ไขล่าสุดเมื่อ 2/10/2569 10:53:59
การ KM เพื่อเผยแพร่ผลของการนำความรู้ที่ได้จากการเข้าร่วมอบรมสัมมนา » ผ้าซิ่นตีนจกพญาเมืองลองไทยโทนคราม
การบูรณาการวิทยาศาสตร์สีธรรมชาติกับภูมิปัญญาสิ่งทอเพื่อสร้างคุณค่าและอัตลักษณ์ท้องถิ่น ผ้าซิ่นตีนจกพญาเมืองลองนับเป็นหนึ่งในมรดกทางภูมิปัญญาด้านสิ่งทอที่สะท้อนอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของเมืองลอง จังหวัดแพร่ ทั้งในด้านลวดลาย เทคนิคการทอ และองค์ความรู้ที่สั่งสมและถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางบริบทของการเปลี่ยนแปลงด้านรสนิยมและตลาดผลิตภัณฑ์สิ่งทอร่วมสมัย การอนุรักษ์ภูมิปัญญาเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการทำให้ผ้าพื้นถิ่นสามารถดำรงอยู่และสร้างคุณค่าได้อย่างต่อเนื่อง จึงเกิดแนวคิดในการนำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และการออกแบบมาบูรณาการกับภูมิปัญญาการทอผ้าพื้นถิ่น เพื่อพัฒนาผ้าซิ่นตีนจกให้สามารถสื่อสารอัตลักษณ์ของพื้นที่ในรูปแบบที่ร่วมสมัยมากขึ้น แนวคิดสำคัญของการพัฒนาครั้งนี้ คือการนำ “ห้อม” ซึ่งเป็นพืชและทุนทางวัฒนธรรมสำคัญของจังหวัดแพร่ มาพัฒนาเป็นฐานขององค์ความรู้ด้านสีธรรมชาติ โดยบูรณาการความรู้เกี่ยวกับพืชห้อม วิทยาศาสตร์ของสี กระบวนการเตรียมสี การย้อม และภูมิปัญญาการทอผ้าพื้นถิ่น เข้าด้วยกัน กระบวนการดังกล่าวนำไปสู่การพัฒนาแนวคิด “ไทยโทนคราม” ซึ่งมิได้หมายถึงสีครามเพียงสีเดียว แต่เป็นการสร้างชุดเฉดสีที่มีความหลากหลายของน้ำหนักและมิติของสี เพื่อให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับผ้าซิ่นตีนจกพญาเมืองลองได้อย่างเหมาะสม องค์ความรู้ที่เกิดขึ้นจึงอยู่ที่การเชื่อมโยงระหว่าง ทรัพยากรธรรมชาติ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ โดยใช้กระบวนการทดลองและพัฒนาเฉดสีอย่างเป็นระบบ จนได้ สีไทยโทนครามจำนวน 10 เฉดสี ที่สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์สิ่งทอได้จริง การกำหนดชุดสีดังกล่าวช่วยให้การใช้สีธรรมชาติมีทิศทางและสามารถสื่อสารเป็นระบบมากขึ้น ขณะเดียวกันยังเปิดโอกาสให้ช่างทอสามารถนำชุดสีไปประยุกต์ร่วมกับโครงสร้าง ลวดลาย และเทคนิคการทอของผ้าซิ่นตีนจกพญาเมืองลอง โดยยังคงรักษารากฐานของภูมิปัญญาดั้งเดิมไว้ จากองค์ความรู้ดังกล่าว ได้มีการนำสีไทยโทนครามทั้ง 10 เฉดมาประยุกต์ใช้จริงในการสร้างสรรค์ “ผ้าซิ่นตีนจกพญาเมืองลองไทยโทนคราม” โดยกำหนดให้เฉดสีครามเป็นองค์ประกอบสำคัญของผืนผ้า พร้อมผสานเข้ากับลวดลายและเทคนิคการทออันเป็นเอกลักษณ์ของเมืองลอง ผลงานที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนสีของผ้าซิ่นตีนจก แต่เป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง “ลวดลายพญาเมืองลอง” “สีครามจากห้อม” และ “ภูมิปัญญาการทอพื้นถิ่น” ให้เกิดเป็นผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ที่มีเรื่องราวและความหมายเฉพาะพื้นที่ ความสำคัญขององค์ความรู้นี้จึงอยู่ที่ กระบวนการยกระดับภูมิปัญญาด้วยองค์ความรู้ทางวิชาการ กล่าวคือ วิทยาศาสตร์ไม่ได้เข้ามาแทนที่ภูมิปัญญาท้องถิ่น แต่ทำหน้าที่สนับสนุนให้ภูมิปัญญาสามารถพัฒนาและสร้างคุณค่าในบริบทใหม่ได้มากขึ้น การนำความรู้ด้านสีธรรมชาติเข้ามาศึกษาและทดลองอย่างเป็นระบบ ช่วยให้ทรัพยากรท้องถิ่นอย่างห้อมสามารถถูกนำมาใช้ในมิติที่กว้างกว่าเดิม ขณะเดียวกันภูมิปัญญาการทอผ้าก็ทำหน้าที่เป็นฐานในการแปลงองค์ความรู้เรื่องสีให้กลายเป็นผลงานสิ่งทอที่มีคุณค่าทั้งด้านความงาม วัฒนธรรม และการใช้ประโยชน์ องค์ความรู้ดังกล่าวยังมีความสำคัญในมิติของ การสร้างอัตลักษณ์สีของพื้นที่ เพราะ “ครามจากห้อม” สามารถทำหน้าที่เป็นมากกว่าสีที่ใช้ในกระบวนการผลิต หากได้รับการพัฒนาและสื่อสารอย่างต่อเนื่อง สีครามสามารถกลายเป็นองค์ประกอบหนึ่งของภาพจำด้านวัฒนธรรมของจังหวัดแพร่และเมืองลอง เชื่อมโยงผู้คน ทรัพยากรธรรมชาติ ภูมิปัญญา และผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นเข้าด้วยกัน การพัฒนาชุดสีไทยโทนครามจึงเป็นการสร้าง “ภาษาของสี” ที่ช่วยให้ผลิตภัณฑ์สามารถสื่อสารเรื่องราวของท้องถิ่นได้อย่างเป็นรูปธรรม ในด้านการถ่ายทอด องค์ความรู้ไม่ได้หยุดอยู่ที่การสร้างผลงานต้นแบบ แต่สามารถนำไปแลกเปลี่ยนและถ่ายทอดแก่ผู้เกี่ยวข้องในกระบวนการผลิต ตั้งแต่ผู้ผลิตสีธรรมชาติ ช่างทอ ผู้พัฒนาผลิตภัณฑ์ ตลอดจนกลุ่มผู้ประกอบการและชุมชน การถ่ายทอดดังกล่าวทำให้องค์ความรู้เกิดการหมุนเวียนจาก ห้องปฏิบัติการและกระบวนการวิชาการไปสู่การปฏิบัติจริงในชุมชน และในทางกลับกัน ประสบการณ์จากผู้ปฏิบัติยังสามารถนำกลับมาใช้ในการปรับปรุงและพัฒนาองค์ความรู้ให้เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ ผลจากการพัฒนาจึงก่อให้เกิดต้นแบบ ผ้าซิ่นตีนจกพญาเมืองลองไทยโทนคราม ที่มีองค์ประกอบของอัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่างชัดเจน พร้อมชุดสีไทยโทนคราม 10 เฉด และหลักฐานของกระบวนการพัฒนาและการนำองค์ความรู้ไปใช้ประโยชน์ ผลงานดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านจาก “ผ้าพื้นถิ่น” สู่ “ผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมเชิงสร้างสรรค์” โดยยังคงรักษารากฐานทางภูมิปัญญาไว้ ขณะเดียวกันก็เพิ่มศักยภาพในการสร้างความแตกต่างและมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ ในมิติทางเศรษฐกิจ องค์ความรู้เรื่องไทยโทนครามสามารถต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์สิ่งทอร่วมสมัยได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งผ้าซิ่น เสื้อผ้า ผ้าคลุมไหล่ ผ้าพันคอ และผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์อื่น ๆ ซึ่งสามารถพัฒนาให้ตอบสนองกลุ่มผู้บริโภคสมัยใหม่โดยยังคงเรื่องราวของท้องถิ่นไว้ ส่วนในมิติทางวัฒนธรรม การใช้สีครามจากห้อมร่วมกับลวดลายพญาเมืองลองช่วยสร้างเรื่องเล่าใหม่ให้กับผืนผ้า ทำให้ผู้บริโภคสามารถรับรู้ถึงที่มาและอัตลักษณ์ของพื้นที่ผ่านผลิตภัณฑ์ได้มากกว่าการรับรู้ในฐานะ “ผ้าทอที่มีความสวยงาม” เพียงอย่างเดียว องค์ความรู้จากการพัฒนาผ้าซิ่นตีนจกพญาเมืองลองไทยโทนครามจึงสามารถสรุปเป็นกระบวนการสำคัญได้ว่า ห้อม → วิทยาศาสตร์สีธรรมชาติ → ไทยโทนคราม 10 เฉด → ภูมิปัญญาการทอ → ผ้าซิ่นตีนจกพญาเมืองลอง → ผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมสร้างสรรค์ → คุณค่าทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม กระบวนการนี้แสดงให้เห็นว่า การพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างยั่งยืนไม่ใช่การหยุดอยู่กับการอนุรักษ์รูปแบบเดิม แต่คือการนำองค์ความรู้ใหม่เข้ามาเสริมศักยภาพ โดยไม่ทำลายรากฐานและความหมายของภูมิปัญญาเดิม องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์สีจึงทำหน้าที่เป็นเครื่องมือในการเพิ่มศักยภาพให้กับภูมิปัญญาการทอ ขณะที่ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นฐานสำคัญในการสร้างคุณค่าและความหมายให้กับองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ท้ายที่สุด “ผ้าซิ่นตีนจกพญาเมืองลองไทยโทนคราม” จึงมิใช่เพียงผลิตภัณฑ์ต้นแบบหนึ่งผืน หากแต่เป็น ผลลัพธ์ของการบูรณาการศาสตร์ระหว่างวิทยาศาสตร์ ศิลปะ การออกแบบ และภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่นำไปสู่การสร้างนวัตกรรมจากฐานวัฒนธรรม สามารถถ่ายทอด ใช้ประโยชน์ และต่อยอดได้จริง ทั้งในระดับชุมชน ระดับผลิตภัณฑ์ และระดับการสร้างอัตลักษณ์ของพื้นที่ อันเป็นแนวทางสำคัญในการยกระดับทุนทางวัฒนธรรมให้สามารถดำรงอยู่และสร้างคุณค่าได้ในสังคมร่วมสมัย ประโยคสรุปสำหรับเผยแพร่ “ผ้าซิ่นตีนจกพญาเมืองลองไทยโทนคราม คือการบูรณาการวิทยาศาสตร์สีจากห้อมเข้ากับภูมิปัญญาการทอผ้าพื้นถิ่น พัฒนาสู่ชุดสีไทยโทนคราม 10 เฉด และสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมร่วมสมัยที่สะท้อนอัตลักษณ์เมืองลอง เพิ่มคุณค่าให้ภูมิปัญญาท้องถิ่น และสร้างโอกาสในการต่อยอดสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน” การบูรณาการวิทยาศาสตร์สีธรรมชาติกับภูมิปัญญาสิ่งทอเพื่อสร้างคุณค่าและอัตลักษณ์ท้องถิ่น ผ้าซิ่นตีนจกพญาเมืองลองนับเป็นหนึ่งในมรดกทางภูมิปัญญาด้านสิ่งทอที่สะท้อนอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของเมืองลอง จังหวัดแพร่ ทั้งในด้านลวดลาย เทคนิคการทอ และองค์ความรู้ที่สั่งสมและถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางบริบทของการเปลี่ยนแปลงด้านรสนิยมและตลาดผลิตภัณฑ์สิ่งทอร่วมสมัย การอนุรักษ์ภูมิปัญญาเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการทำให้ผ้าพื้นถิ่นสามารถดำรงอยู่และสร้างคุณค่าได้อย่างต่อเนื่อง จึงเกิดแนวคิดในการนำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และการออกแบบมาบูรณาการกับภูมิปัญญาการทอผ้าพื้นถิ่น เพื่อพัฒนาผ้าซิ่นตีนจกให้สามารถสื่อสารอัตลักษณ์ของพื้นที่ในรูปแบบที่ร่วมสมัยมากขึ้น แนวคิดสำคัญของการพัฒนาครั้งนี้ คือการนำ “ห้อม” ซึ่งเป็นพืชและทุนทางวัฒนธรรมสำคัญของจังหวัดแพร่ มาพัฒนาเป็นฐานขององค์ความรู้ด้านสีธรรมชาติ โดยบูรณาการความรู้เกี่ยวกับพืชห้อม วิทยาศาสตร์ของสี กระบวนการเตรียมสี การย้อม และภูมิปัญญาการทอผ้าพื้นถิ่น เข้าด้วยกัน กระบวนการดังกล่าวนำไปสู่การพัฒนาแนวคิด “ไทยโทนคราม” ซึ่งมิได้หมายถึงสีครามเพียงสีเดียว แต่เป็นการสร้างชุดเฉดสีที่มีความหลากหลายของน้ำหนักและมิติของสี เพื่อให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับผ้าซิ่นตีนจกพญาเมืองลองได้อย่างเหมาะสม องค์ความรู้ที่เกิดขึ้นจึงอยู่ที่การเชื่อมโยงระหว่าง ทรัพยากรธรรมชาติ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ โดยใช้กระบวนการทดลองและพัฒนาเฉดสีอย่างเป็นระบบ จนได้ สีไทยโทนครามจำนวน 10 เฉดสี ที่สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์สิ่งทอได้จริง การกำหนดชุดสีดังกล่าวช่วยให้การใช้สีธรรมชาติมีทิศทางและสามารถสื่อสารเป็นระบบมากขึ้น ขณะเดียวกันยังเปิดโอกาสให้ช่างทอสามารถนำชุดสีไปประยุกต์ร่วมกับโครงสร้าง ลวดลาย และเทคนิคการทอของผ้าซิ่นตีนจกพญาเมืองลอง โดยยังคงรักษารากฐานของภูมิปัญญาดั้งเดิมไว้ จากองค์ความรู้ดังกล่าว ได้มีการนำสีไทยโทนครามทั้ง 10 เฉดมาประยุกต์ใช้จริงในการสร้างสรรค์ “ผ้าซิ่นตีนจกพญาเมืองลองไทยโทนคราม” โดยกำหนดให้เฉดสีครามเป็นองค์ประกอบสำคัญของผืนผ้า พร้อมผสานเข้ากับลวดลายและเทคนิคการทออันเป็นเอกลักษณ์ของเมืองลอง ผลงานที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนสีของผ้าซิ่นตีนจก แต่เป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง “ลวดลายพญาเมืองลอง” “สีครามจากห้อม” และ “ภูมิปัญญาการทอพื้นถิ่น” ให้เกิดเป็นผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ที่มีเรื่องราวและความหมายเฉพาะพื้นที่ ความสำคัญขององค์ความรู้นี้จึงอยู่ที่ กระบวนการยกระดับภูมิปัญญาด้วยองค์ความรู้ทางวิชาการ กล่าวคือ วิทยาศาสตร์ไม่ได้เข้ามาแทนที่ภูมิปัญญาท้องถิ่น แต่ทำหน้าที่สนับสนุนให้ภูมิปัญญาสามารถพัฒนาและสร้างคุณค่าในบริบทใหม่ได้มากขึ้น การนำความรู้ด้านสีธรรมชาติเข้ามาศึกษาและทดลองอย่างเป็นระบบ ช่วยให้ทรัพยากรท้องถิ่นอย่างห้อมสามารถถูกนำมาใช้ในมิติที่กว้างกว่าเดิม ขณะเดียวกันภูมิปัญญาการทอผ้าก็ทำหน้าที่เป็นฐานในการแปลงองค์ความรู้เรื่องสีให้กลายเป็นผลงานสิ่งทอที่มีคุณค่าทั้งด้านความงาม วัฒนธรรม และการใช้ประโยชน์ องค์ความรู้ดังกล่าวยังมีความสำคัญในมิติของ การสร้างอัตลักษณ์สีของพื้นที่ เพราะ “ครามจากห้อม” สามารถทำหน้าที่เป็นมากกว่าสีที่ใช้ในกระบวนการผลิต หากได้รับการพัฒนาและสื่อสารอย่างต่อเนื่อง สีครามสามารถกลายเป็นองค์ประกอบหนึ่งของภาพจำด้านวัฒนธรรมของจังหวัดแพร่และเมืองลอง เชื่อมโยงผู้คน ทรัพยากรธรรมชาติ ภูมิปัญญา และผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นเข้าด้วยกัน การพัฒนาชุดสีไทยโทนครามจึงเป็นการสร้าง “ภาษาของสี” ที่ช่วยให้ผลิตภัณฑ์สามารถสื่อสารเรื่องราวของท้องถิ่นได้อย่างเป็นรูปธรรม ในด้านการถ่ายทอด องค์ความรู้ไม่ได้หยุดอยู่ที่การสร้างผลงานต้นแบบ แต่สามารถนำไปแลกเปลี่ยนและถ่ายทอดแก่ผู้เกี่ยวข้องในกระบวนการผลิต ตั้งแต่ผู้ผลิตสีธรรมชาติ ช่างทอ ผู้พัฒนาผลิตภัณฑ์ ตลอดจนกลุ่มผู้ประกอบการและชุมชน การถ่ายทอดดังกล่าวทำให้องค์ความรู้เกิดการหมุนเวียนจาก ห้องปฏิบัติการและกระบวนการวิชาการไปสู่การปฏิบัติจริงในชุมชน และในทางกลับกัน ประสบการณ์จากผู้ปฏิบัติยังสามารถนำกลับมาใช้ในการปรับปรุงและพัฒนาองค์ความรู้ให้เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ ผลจากการพัฒนาจึงก่อให้เกิดต้นแบบ ผ้าซิ่นตีนจกพญาเมืองลองไทยโทนคราม ที่มีองค์ประกอบของอัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่างชัดเจน พร้อมชุดสีไทยโทนคราม 10 เฉด และหลักฐานของกระบวนการพัฒนาและการนำองค์ความรู้ไปใช้ประโยชน์ ผลงานดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านจาก “ผ้าพื้นถิ่น” สู่ “ผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมเชิงสร้างสรรค์” โดยยังคงรักษารากฐานทางภูมิปัญญาไว้ ขณะเดียวกันก็เพิ่มศักยภาพในการสร้างความแตกต่างและมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ ในมิติทางเศรษฐกิจ องค์ความรู้เรื่องไทยโทนครามสามารถต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์สิ่งทอร่วมสมัยได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งผ้าซิ่น เสื้อผ้า ผ้าคลุมไหล่ ผ้าพันคอ และผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์อื่น ๆ ซึ่งสามารถพัฒนาให้ตอบสนองกลุ่มผู้บริโภคสมัยใหม่โดยยังคงเรื่องราวของท้องถิ่นไว้ ส่วนในมิติทางวัฒนธรรม การใช้สีครามจากห้อมร่วมกับลวดลายพญาเมืองลองช่วยสร้างเรื่องเล่าใหม่ให้กับผืนผ้า ทำให้ผู้บริโภคสามารถรับรู้ถึงที่มาและอัตลักษณ์ของพื้นที่ผ่านผลิตภัณฑ์ได้มากกว่าการรับรู้ในฐานะ “ผ้าทอที่มีความสวยงาม” เพียงอย่างเดียว องค์ความรู้จากการพัฒนาผ้าซิ่นตีนจกพญาเมืองลองไทยโทนครามจึงสามารถสรุปเป็นกระบวนการสำคัญได้ว่า ห้อม → วิทยาศาสตร์สีธรรมชาติ → ไทยโทนคราม 10 เฉด → ภูมิปัญญาการทอ → ผ้าซิ่นตีนจกพญาเมืองลอง → ผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมสร้างสรรค์ → คุณค่าทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม กระบวนการนี้แสดงให้เห็นว่า การพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างยั่งยืนไม่ใช่การหยุดอยู่กับการอนุรักษ์รูปแบบเดิม แต่คือการนำองค์ความรู้ใหม่เข้ามาเสริมศักยภาพ โดยไม่ทำลายรากฐานและความหมายของภูมิปัญญาเดิม องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์สีจึงทำหน้าที่เป็นเครื่องมือในการเพิ่มศักยภาพให้กับภูมิปัญญาการทอ ขณะที่ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นฐานสำคัญในการสร้างคุณค่าและความหมายให้กับองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ท้ายที่สุด “ผ้าซิ่นตีนจกพญาเมืองลองไทยโทนคราม” จึงมิใช่เพียงผลิตภัณฑ์ต้นแบบหนึ่งผืน หากแต่เป็น ผลลัพธ์ของการบูรณาการศาสตร์ระหว่างวิทยาศาสตร์ ศิลปะ การออกแบบ และภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่นำไปสู่การสร้างนวัตกรรมจากฐานวัฒนธรรม สามารถถ่ายทอด ใช้ประโยชน์ และต่อยอดได้จริง ทั้งในระดับชุมชน ระดับผลิตภัณฑ์ และระดับการสร้างอัตลักษณ์ของพื้นที่ อันเป็นแนวทางสำคัญในการยกระดับทุนทางวัฒนธรรมให้สามารถดำรงอยู่และสร้างคุณค่าได้ในสังคมร่วมสมัย ประโยคสรุปสำหรับเผยแพร่ “ผ้าซิ่นตีนจกพญาเมืองลองไทยโทนคราม คือการบูรณาการวิทยาศาสตร์สีจากห้อมเข้ากับภูมิปัญญาการทอผ้าพื้นถิ่น พัฒนาสู่ชุดสีไทยโทนคราม 10 เฉด และสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมร่วมสมัยที่สะท้อนอัตลักษณ์เมืองลอง เพิ่มคุณค่าให้ภูมิปัญญาท้องถิ่น และสร้างโอกาสในการต่อยอดสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน”
คำสำคัญ : ผ้าซิ่นตีนจกพญาเมืองลองไทยโทนคราม หม้อห้อมย้อมธรรมชาติ พญาเมืองลอง ไทยโทนคราม  
กลุ่มบทความ : บทความการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั่วไป
หมวดหมู่ : วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี
สถิติการเข้าถึง : เปิดอ่าน 51  ครั้ง | แสดงความคิดเห็น 0  ครั้ง
ผู้เขียน ณัฐพร จันทร์ฉาย  วันที่เขียน 12/9/2569 11:56:57  แก้ไขล่าสุดเมื่อ 30/9/2569 13:30:08
การ KM เพื่อเผยแพร่ผลของการนำความรู้ที่ได้จากการเข้าร่วมอบรมสัมมนา » การสร้างอัตลักษณ์ชุมชนตำบลแม่ทรายผ่านเครื่องแต่งกายพื้นถิ่นผ้าหม้อห้อมลาย “แม่ทราย”
องค์ความรู้จากโครงการนี้เกิดจากการนำ ทุนทางวัฒนธรรมของจังหวัดแพร่ คือ “ผ้าหม้อห้อม” มาผสมผสานกับ เรื่องราวและบริบททางสังคมของตำบลแม่ทราย ซึ่งเป็นชุมชนที่เกิดจากการอพยพและการตั้งถิ่นฐานของผู้คนจากหลากหลายพื้นที่ จึงนำไปสู่แนวคิดการสร้างอัตลักษณ์ร่วมขึ้นใหม่ผ่านเครื่องแต่งกายและลวดลายประจำชุมชน 1. องค์ความรู้ด้านการสร้างอัตลักษณ์ชุมชน การสร้างอัตลักษณ์ไม่จำเป็นต้องเกิดจากประเพณีที่มีมาแต่ดั้งเดิมเท่านั้น แต่สามารถพัฒนาขึ้นจาก ประวัติศาสตร์ ความทรงจำ และประสบการณ์ร่วมของคนในชุมชน โดยนำเรื่องราวการย้ายถิ่นและการสร้างบ้านแปงเมืองของชาวแม่ทรายมาถ่ายทอดเป็นสัญลักษณ์ “แม่และลูก” ซึ่งสื่อถึงความผูกพัน การดูแล การสืบทอด และการอยู่ร่วมกันของผู้คนต่างถิ่นจนกลายเป็นชุมชนเดียวกัน 2. องค์ความรู้ด้านการออกแบบลวดลาย ลวดลาย “แม่ทรายคู่ลูก” เป็นการพัฒนาลวดลายเฉพาะถิ่นจากแนวคิดเชิงสัญลักษณ์ โดยผสมผสานรูปแบบศิลปวัฒนธรรมล้านนาเข้ากับอัตลักษณ์ร่วมสมัยของชุมชน ลวดลายสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับบริเวณ ตีนซิ่น ชายเสื้อ ผ้าพาดไหล่ หรือผ้าคล้องคอ เพื่อทำหน้าที่เป็นเครื่องหมายที่บ่งบอกความเป็น “แม่ทราย” 3. องค์ความรู้ด้านการพัฒนาผ้าหม้อห้อม ผ้าหม้อห้อมไม่ได้เป็นเพียงวัสดุสำหรับการตัดเย็บเครื่องแต่งกาย แต่สามารถทำหน้าที่เป็น สื่อกลางในการเล่าเรื่องและสร้างความหมายทางวัฒนธรรม การนำลายแม่ทรายมาพิมพ์ สกรีน หรือประยุกต์บนผ้าหม้อห้อม ช่วยเพิ่มคุณค่าจาก “ผ้าพื้นถิ่น” ให้กลายเป็น “ผลิตภัณฑ์ที่มีเรื่องราวและอัตลักษณ์เฉพาะพื้นที่” 4. องค์ความรู้ด้านการออกแบบเครื่องแต่งกาย เครื่องแต่งกายแม่ทรายควรมีองค์ประกอบที่สะท้อนทั้ง ความเป็นพื้นถิ่น ความร่วมสมัย และการสวมใส่ได้จริง โดยต้นแบบประกอบด้วย ชุดสตรี เช่น เสื้อพื้นถิ่นและซิ่นหม้อห้อมที่มีลายแม่ทรายบริเวณตีนซิ่น ชุดบุรุษ ที่ใช้ผ้าหม้อห้อมเป็นองค์ประกอบหลัก และสามารถประยุกต์ผ้าทอหรือลวดลายท้องถิ่นเป็นผ้าคาดเอว ผ้าพาดไหล่/ผ้าคล้องคอ สำหรับใช้เป็นองค์ประกอบร่วมของชุด การกำหนด สี ลวดลาย และรูปแบบการแต่งกายร่วมกัน เพื่อให้เกิดภาพจำของชุมชน 5. องค์ความรู้ด้านการมีส่วนร่วมของชุมชน หัวใจสำคัญของการสร้างอัตลักษณ์คือ การให้คนในพื้นที่มีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นทาง ตั้งแต่การรวบรวมประวัติและเรื่องเล่า การสนทนากลุ่ม การออกแบบลวดลาย การทดลองผลิต การตัดเย็บ และการจัดกิจกรรมประเพณี การมีส่วนร่วมดังกล่าวทำให้เครื่องแต่งกายไม่ได้เป็นเพียงผลงานที่ออกแบบโดยบุคคลภายนอก แต่เป็น “อัตลักษณ์ที่ชุมชนร่วมกันสร้างและยอมรับ” 6. องค์ความรู้ด้านการสร้างประเพณีใหม่ เครื่องแต่งกายสามารถเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้าง “ประเพณีแม่ทราย” โดยกำหนดให้มีการสวมใส่ชุดแม่ทรายในวันสำคัญของชุมชน การจัดขบวนแห่ การเล่าเรื่องประวัติการตั้งถิ่นฐาน การย้อมห้อมร่วมกัน และการแสดงพื้นบ้านประยุกต์ กิจกรรมเหล่านี้จะช่วยสร้างพื้นที่ให้คนในชุมชนได้เรียนรู้และถ่ายทอดเรื่องราวร่วมกัน จนเกิดเป็นกิจกรรมที่สามารถสืบทอดต่อไปได้ 7. องค์ความรู้ด้านการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เมื่อเครื่องแต่งกายและลวดลายแม่ทรายได้รับการพัฒนาเป็นอัตลักษณ์ของพื้นที่ สามารถต่อยอดเป็น ผลิตภัณฑ์ชุมชนและสินค้า OTOP เช่น เสื้อผ้า ผ้าพันคอ กระเป๋า ของที่ระลึก และผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ รวมถึงพัฒนาเป็นกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เช่น การเรียนรู้การย้อมห้อม การทดลองพิมพ์ลาย และการเรียนรู้เรื่องราวของชุมชน กล่าวได้ว่า องค์ความรู้สำคัญของโครงการคือ การเปลี่ยน “ความหลากหลายของผู้คน” ให้กลายเป็น “ความเป็นหนึ่งเดียวของชุมชน” ผ่านการออกแบบอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม โดยใช้ผ้าหม้อห้อมเป็นฐาน และใช้ลวดลาย “แม่ทรายคู่ลูก” เป็นสัญลักษณ์แทนความสัมพันธ์ การตั้งถิ่นฐาน และการสืบทอดของคนในตำบลแม่ทราย ผลลัพธ์จึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่การได้ “ชุดประจำตำบล” เท่านั้น แต่เป็นกระบวนการสร้าง ความหมาย ความทรงจำ และความภาคภูมิใจร่วมของคนในพื้นที่ ซึ่งสามารถพัฒนาไปสู่ประเพณีใหม่ ผลิตภัณฑ์ชุมชน และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมได้อย่างต่อเนื่อง สรุปเป็น “โมเดลองค์ความรู้แม่ทราย” MAE SAI MODEL M – Meaning : สร้างความหมายจากเรื่องราวของชุมชน A – Art & Identity : สร้างศิลปะและอัตลักษณ์ผ่านลวดลาย E – Engagement : ให้ชุมชนมีส่วนร่วม S – Symbol : ใช้ “แม่ทรายคู่ลูก” เป็นสัญลักษณ์ A – Apparel : พัฒนาเป็นเครื่องแต่งกาย I – Inheritance : ถ่ายทอดและสืบทอดเป็นประเพณี S – Sustainability : ต่อยอดสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน
คำสำคัญ : หม้อห้อม บาติก แม่ทราย กาวกั้นลาย  
กลุ่มบทความ : บทความการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั่วไป
หมวดหมู่ : วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี
สถิติการเข้าถึง : เปิดอ่าน 58  ครั้ง | แสดงความคิดเห็น 0  ครั้ง
ผู้เขียน ณัฐพร จันทร์ฉาย  วันที่เขียน 12/9/2569 11:52:52  แก้ไขล่าสุดเมื่อ 2/10/2569 6:42:06
การ KM เพื่อเผยแพร่ผลของการนำความรู้ที่ได้จากการเข้าร่วมอบรมสัมมนา » องค์ความรู้จากการประเมินมาตรฐานสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ส้มโอขาวน้ำผึ้งเมืองลอง
จากการตรวจประเมินมาตรฐานสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของส้มโอขาวน้ำผึ้งเมืองลองจากเกษตรกรจำนวน 6 ราย ในพื้นที่อำเภอลอง จังหวัดแพร่ พบว่า ผลผลิตมีอัตลักษณ์ด้านคุณภาพที่โดดเด่น โดยเฉพาะน้ำหนักผล รูปทรง สีเปลือก และคุณภาพการบริโภค ผลส้มโอส่วนใหญ่มีน้ำหนักมากกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ 1.5 กิโลกรัม และมีรูปทรงค่อนข้างกลมนูนสูงตามลักษณะที่กำหนด นอกจากนี้ ยังพบว่าผลผลิตส่วนใหญ่มีเนื้อกุ้งขนาดใหญ่ สีคล้ายน้ำผึ้ง เนื้อแน่น แห้ง และมีความกรอบ ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญที่สะท้อนเอกลักษณ์ของส้มโอขาวน้ำผึ้งเมืองลอง ผลการประเมินยังแสดงให้เห็นว่า ค่า TSS หรือความหวานของผลผลิตอยู่ในระดับที่ผ่านเกณฑ์ โดยมีค่าประมาณ 10–11 °Brix อย่างไรก็ตาม คุณภาพทางเคมีบางประการยังไม่สอดคล้องกับมาตรฐาน โดยเฉพาะค่า pH และปริมาณกรดซิตริก ซึ่งพบว่ามีความเป็นกรดต่ำกว่าช่วงที่กำหนด ส่งผลให้ค่า TSS/TA ของผลผลิตหลายแหล่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน สะท้อนถึงความจำเป็นในการควบคุมระยะเก็บเกี่ยวและการจัดการน้ำและธาตุอาหาร เพื่อสร้างสมดุลระหว่างน้ำตาลและกรดในผล ด้านลักษณะทางกายภาพ พบว่าความหนาของเปลือกเป็นประเด็นที่ควรได้รับการปรับปรุง เนื่องจากหลายแหล่งมีความหนามากกว่าช่วงมาตรฐาน 0.8–1.2 เซนติเมตร ขณะที่จำนวนต่อมน้ำมันของบางแหล่งมีค่าเกินเกณฑ์ที่กำหนด นอกจากนี้ ยังพบความไม่สม่ำเสมอของสีเปลือก ก้นผล และลักษณะผิวผล รวมถึงรอยเหลืองจากการเบียดกันและรอยสนิมกระจก ซึ่งอาจลดคุณภาพด้านรูปลักษณ์และมูลค่าทางการตลาด อีกองค์ความรู้สำคัญจากการประเมิน คือ ปริมาณแคโรทีนอยด์ของตัวอย่างส่วนใหญ่ต่ำกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนดอย่างมาก จึงควรศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการสะสมสารสำคัญกับอายุผล การได้รับแสง สภาพแวดล้อม และการจัดการธาตุอาหารในสวน ควบคู่กับการตรวจวัดค่าสี L*, a* และ b* เพื่อสร้างหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยสรุป การประเมินครั้งนี้ทำให้เกิดองค์ความรู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสภาพการผลิต การจัดการสวน และคุณภาพของส้มโอขาวน้ำผึ้งเมืองลอง ทั้งด้านกายภาพ เคมี และประสาทสัมผัส ซึ่งสามารถนำไปใช้กำหนดดัชนีการเก็บเกี่ยว ปรับปรุงระบบการผลิต และพัฒนาระบบควบคุมคุณภาพระดับแปลงได้อย่างเป็นรูปธรรม องค์ความรู้ดังกล่าวยังเป็นข้อมูลพื้นฐานสำคัญสำหรับการจัดทำฐานข้อมูลคุณภาพและการพัฒนามาตรฐาน GI ให้สอดคล้องกับสภาพการผลิตจริงของพื้นที่ ตลอดจนช่วยสร้างความสม่ำเสมอของผลผลิต รักษาอัตลักษณ์ท้องถิ่น และเพิ่มมูลค่าของส้มโอขาวน้ำผึ้งเมืองลองในตลาดคุณภาพสูงและตลาดในอนาคต
คำสำคัญ : ส้มโอขาวน้ำผึ้งเมืองลอง GI ความหวาน ไม่เฝื่อนไม่ขมไม่ซ่าลิ้น  
กลุ่มบทความ : บทความการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั่วไป
หมวดหมู่ : วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี
สถิติการเข้าถึง : เปิดอ่าน 38  ครั้ง | แสดงความคิดเห็น 0  ครั้ง
ผู้เขียน ณัฐพร จันทร์ฉาย  วันที่เขียน 12/9/2569 11:46:25  แก้ไขล่าสุดเมื่อ 2/10/2569 6:16:30
การ KM เพื่อเผยแพร่ผลของการนำความรู้ที่ได้จากการเข้าร่วมอบรมสัมมนา » องค์ความรู้ (KM) เรื่องกาวกั้นสีจากกลอย
องค์ความรู้เรื่องการพัฒนากาวกั้นสีจากกลอย การพัฒนากาวกั้นสีจากกลอยเป็นการนำทรัพยากรท้องถิ่นของจังหวัดแพร่มาประยุกต์ใช้ร่วมกับองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และชีวนวัตกรรม เพื่อสร้างวัสดุกั้นสีจากธรรมชาติสำหรับใช้ในการผลิตผ้าหม้อห้อมและผ้าบาติก โดยมีแนวคิดสำคัญในการลดการใช้เทียนและวัสดุสังเคราะห์ พร้อมทั้งเพิ่มมูลค่าให้กับวัตถุดิบในท้องถิ่น องค์ความรู้เริ่มจากการคัดเลือกหัวกลอยแก่จัด นำมาปอกเปลือก ล้างทำความสะอาด และลดสารพิษด้วยการแช่น้ำปูนใสเป็นเวลา 24 ชั่วโมง จากนั้นนำมาบด กรอง และทำแห้งที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 24 ชั่วโมง จนได้แป้งกลอยดิบที่มีคุณภาพเหมาะสมสำหรับนำไปพัฒนาต่อ กระบวนการดังกล่าวช่วยลดสารพิษในหัวกลอยและทำให้ได้แป้งที่มีเนื้อเนียน สีอ่อน และมีกลิ่นลดลง จากนั้นนำแป้งกลอยมาดัดแปรด้วยเอนไซม์กลุ่มอะไมเลส เพื่อปรับคุณสมบัติของแป้งให้สามารถขึ้นรูปเป็นกาวกั้นสีได้ โดยศึกษาปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ปริมาณแป้งกลอย ปริมาณเอนไซม์ และปริมาณน้ำมันพืช ผ่านการออกแบบการทดลองแบบ CCD ผลการทดลองพบว่าสูตรที่เหมาะสมประกอบด้วยแป้งกลอย 15% (w/v) เอนไซม์ 0.75 U/mL และน้ำมันพืช 5% (v/v) โดยใช้เวลาในการย่อย 24 ชั่วโมง สูตรดังกล่าวให้สมบัติด้านการยึดเกาะ การหลุดล้าง และความเข้มของสีที่เหมาะสม และเมื่อนำไปทดลองผลิตจริงและขยายขนาดการผลิต 1 กิโลกรัม พบว่าค่าที่ได้มีความใกล้เคียงกับค่าที่แบบจำลองคาดการณ์ แสดงถึงความเหมาะสมและเสถียรภาพของสูตร องค์ความรู้ด้านการใช้กาวกั้นสีจากกลอยสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการพิมพ์ลายผ้าได้ทั้งการสกรีนผ่านบล็อกฉลุลายและการใช้แป้นไม้ปั๊มลายแบบดั้งเดิม เมื่อนำกาวไปพิมพ์บนผ้าแล้วต้องผึ่งลมในที่ร่มจนกาวแห้ง จากนั้นจึงนำผ้าไปย้อมด้วยสีหม้อห้อมธรรมชาติ เมื่อย้อมได้สีตามต้องการจึงล้างกาวออกด้วยน้ำสะอาด ทำให้เกิดลวดลายบนผ้าที่มีความแตกต่างระหว่างบริเวณที่กาวกั้นสีกับบริเวณที่รับสี องค์ความรู้ดังกล่าวยังถูกนำไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบ ได้แก่ ผ้าเช็ดหน้า BANDANA และ “ย่ามน้อย” โดยใช้ลาย “ดอกยมหิน” ซึ่งเป็นดอกไม้ประจำจังหวัดแพร่ เป็นลวดลายอัตลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ยังมีการทดลองนำกาวกลอยไปใช้กับแม่พิมพ์ไม้แกะสำหรับปั๊มลายแทนการใช้เทียน เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้กับกระบวนการผลิตของชุมชน องค์ความรู้ที่ได้จากการดำเนินงานประกอบด้วย 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ การผลิตกาวกั้นสีจากแป้งกลอยด้วยเอนไซม์ การออกแบบและหาสภาวะที่เหมาะสมของสูตรกาวด้วยการทดลองแบบ CCD การใช้ชีวนวัตกรรมในกระบวนการก่อหม้อย้อมธรรมชาติ การเตรียมผ้าก่อนย้อมด้วยกระบวนการทางชีวภาพ และการออกแบบลวดลายที่สะท้อนอัตลักษณ์ของจังหวัดแพร่ โดยองค์ความรู้เหล่านี้สามารถจัดทำเป็นขั้นตอนมาตรฐานและถ่ายทอดให้ผู้ผลิตในชุมชนสามารถนำไปใช้ได้จริง ผลที่ได้รับจากการพัฒนาองค์ความรู้ คือ ได้สูตรกาวกั้นสีจากกลอยที่สามารถนำไปใช้ในการผลิตผ้าหม้อห้อมและผลิตภัณฑ์สิ่งทอได้จริง สามารถผลิตผลิตภัณฑ์ต้นแบบและขยายการผลิตในระดับ 1 กิโลกรัมได้ อีกทั้งยังได้ผลิตภัณฑ์ผ้าเช็ดหน้า BANDANA และย่ามน้อยที่ใช้ลายดอกยมหิน และสามารถนำองค์ความรู้ไปถ่ายทอดให้กับนวัตกรจากวิสาหกิจชุมชนจำนวน 3 คน เพื่อให้เกิดการนำไปใช้และต่อยอดในอาชีพ การถ่ายทอดองค์ความรู้ถือเป็นส่วนสำคัญของการพัฒนา เนื่องจากช่วยเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์กับภูมิปัญญาท้องถิ่น ทำให้ชุมชนสามารถนำวัสดุธรรมชาติที่มีอยู่ในพื้นที่มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม ลดการพึ่งพาวัสดุจากภายนอก และสร้างทางเลือกในการผลิตสิ่งทอที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังมีศักยภาพในการพัฒนาต่อยอดสู่การผลิตเชิงพาณิชย์และการสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนในอนาคต โดยสรุป องค์ความรู้เรื่องกาวกั้นสีจากกลอยเป็นองค์ความรู้ที่เกิดจากการผสมผสานระหว่างทรัพยากรท้องถิ่น ภูมิปัญญาการทำผ้าหม้อห้อม และเทคโนโลยีชีวภาพ สามารถพัฒนาหัวกลอยให้เป็นผลิตภัณฑ์กาวกั้นสีจากธรรมชาติที่นำไปใช้สร้างลวดลายบนผ้าได้จริง องค์ความรู้นี้จึงมีทั้งคุณค่าด้านการอนุรักษ์ภูมิปัญญา การเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบท้องถิ่น การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน และการส่งเสริมการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามแนวทางเศรษฐกิจ BCG
คำสำคัญ : หม้อหม้อบาติก กาวกลอย เอนไซม์ CCD  
กลุ่มบทความ : บทความการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั่วไป
หมวดหมู่ : วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี
สถิติการเข้าถึง : เปิดอ่าน 49  ครั้ง | แสดงความคิดเห็น 0  ครั้ง
ผู้เขียน ณัฐพร จันทร์ฉาย  วันที่เขียน 12/9/2569 11:33:31  แก้ไขล่าสุดเมื่อ 2/10/2569 10:16:57
การ KM เพื่อเผยแพร่ผลของการนำความรู้ที่ได้จากการเข้าร่วมอบรมสัมมนา » ชีวนวัตกรรมการผลิตหม้อห้อมบาติก ด้วยการพัฒนากาวกั้นสีจากหัวกลอยท้องถิ่นจังหวัดเเพร่
โครงการ ชีวนวัตกรรมการผลิตหม้อห้อมบาติก ด้วยการพัฒนากาวกั้นสีจากหัวกลอยท้องถิ่นจังหวัดแพร่ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากระบวนการผลิตผ้าหม้อห้อมให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการใช้สารเคมี และยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาท้องถิ่นให้มีความทันสมัยและสามารถแข่งขันทางการตลาดได้มากขึ้น โดยโครงการสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์จากกาวกั้นลายจากธรรมชาติที่ได้จากหัวกลอย และผ่านการทดสอบประสิทธิภาพการใช้งานของกาวกั้นลายในกระบวนการผลิตผ้าหม้อห้อมจำนวน 5 กระบวนการ อีกทั้งสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์สิ่งทอจากกระบวนการกั้นลายและการย้อมหม้อห้อมด้วยชีวนวัตกรรม ซึ่งได้ผลิตภัณฑ์ต้นแบบจำนวน 2 รายการ ได้แก่ ย่ามน้อย และผ้าเช็ดหน้าBANDANA นอกจากนี้ยังสามารถพัฒนาลวดลายใหม่และผลิตชิ้นงานต้นแบบรวมจำนวน 400 ชิ้น มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านนวัตกรรมการผลิตผ้าหม้อห้อมจำนวน 20 คน ส่งผลให้เกิดนวัตกรรมการผลิตผ้าหม้อห้อมในระดับชุมชนจำนวน 3 คน และมีการจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ออนไลน์เพจเฟซบุ๊ก เพื่อเผยแพร่ผลงานของโครงการจำนวน 2 รูปแบบ ทั้งนี้ โครงการได้นำทรัพยากรท้องถิ่น คือ หัวกลอย มาพัฒนาเป็นกาวกั้นลายจากธรรมชาติทดแทนการใช้เทียน บาติก ซึ่งช่วยลดขยะจากกระบวนการผลิตและลดปัญหาสีซีดหลังการต้มลอกเทียน ควบคู่กับการใช้ ชีวนวัตกรรมหม้อห้อมไบโอเทค โดยใช้เอนไซม์ชีวภาพและหัวเชื้อจุลินทรีย์บริสุทธิ์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการย้อม ทำให้สีติดสม่ำเสมอ สีคงทน ลดระยะเวลาในกระบวนการผลิต และยังคงเอกลักษณ์ของจังหวัดแพร่ อันนำไปสู่การเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ เสริมสร้างรายได้และความเข้มแข็งให้กับวิสาหกิจชุมชนอย่างยั่งยืน และอยากที่จะทำโครงการที่ต่อยอด คือ โครงการพัฒนาชีวนวัตกรรมนาโนด้านกลิ่นอัตลักษณ์ผ้าหม้อห้อมเพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชน โครงการนี้เป็นการพัฒนาชีวนวัตกรรมนาโนเพื่อคงอยู่ของกลิ่นอัตลักษณ์ผ้าหม้อห้อม โดยต่อยอดจากโครงการพัฒนากาวกั้นสีจากหัวกลอย มุ่งยกระดับผ้าหม้อห้อมจากผลิตภัณฑ์เชิงลวดลายไปสู่ผลิตภัณฑ์เชิงประสบการณ์ทางประสาทสัมผัส ผ่านการพัฒนาสารให้กลิ่นในรูปแบบนาโนที่มีความคงตัวและปลดปล่อยกลิ่นได้ยาวนาน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และนวัตกรรมเชิงสังคมอย่างยั่งยืน
คำสำคัญ : กลอย กาวกลอย บาติก บาดานา ชีวนวัตกรรม  
กลุ่มบทความ : บทความการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั่วไป
หมวดหมู่ : วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี
สถิติการเข้าถึง : เปิดอ่าน 43  ครั้ง | แสดงความคิดเห็น 0  ครั้ง
ผู้เขียน ณัฐพร จันทร์ฉาย  วันที่เขียน 12/9/2569 11:27:39  แก้ไขล่าสุดเมื่อ 2/10/2569 7:30:42
การ KM เพื่อเผยแพร่ผลของการนำความรู้ที่ได้จากการเข้าร่วมอบรมสัมมนา » การสกัดสารสำคัญพร้อมใช้ Tryptanthrin จากพืชห้อมจากกระบวนการ Metagenomic ด้วยไมโครเวฟร่วมเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบแผ่นเจลสมุนไพรบรรเทาอาการหวัด ลดไข้ ตามหลัก BCG Model
การถ่ายทอดองค์ความรู้จากงานวิจัยดำเนินการในพื้นที่จังหวัดแพร่ ได้แก่ บ้านนาตองและบ้านนาคูหา ตำบลสวนเขื่อน บ้านแม่ลัว ตำบลป่าแดง บ้านน้ำจ้อม ตำบลช่อแฮ และตำบลทุ่งโฮ้ง อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นเกษตรกรและชุมชนผู้ปลูกพืชให้สีครามและพืชห้อม ซึ่งเป็นทรัพยากรชีวภาพที่มีความสำคัญต่อวิถีชีวิตและเศรษฐกิจของพื้นที่ การถ่ายทอดมุ่งให้ชุมชนสามารถนำองค์ความรู้จากงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในการเพิ่มมูลค่าพืชห้อมและพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่มีศักยภาพต่อยอดในอนาคต องค์ความรู้ที่ถ่ายทอดครอบคลุมกระบวนการนำพืชห้อมมาใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับการสกัดสารสำคัญ Tryptanthrin โดยให้ความรู้เกี่ยวกับการเตรียมวัตถุดิบ การสกัดสารสำคัญด้วยเทคโนโลยีไมโครเวฟร่วม การเลือกใช้ตัวทำละลายที่เหมาะสม ตลอดจนการนำสารสกัดที่ได้มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบแผ่นเจลสมุนไพรบรรเทาอาการหวัดและลดไข้ โดยถ่ายทอดขั้นตอนการเตรียมตำรับ การกำหนดสัดส่วนของส่วนประกอบ การผสมสารสกัดให้กระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ การเตรียมเนื้อเจลและการขึ้นรูปเป็นแผ่นเจล รวมถึงการควบคุมคุณสมบัติทางกายภาพของผลิตภัณฑ์ เช่น ความสม่ำเสมอ ความยืดหยุ่น ความชุ่มชื้น ความสามารถในการยึดเกาะ และความคงรูป เพื่อให้เหมาะสมต่อการใช้งาน ทั้งนี้ ผลการพัฒนาพบว่าสูตร H8 มีศักยภาพด้านคุณสมบัติทางกายภาพและความเหมาะสมในการใช้งาน จึงสามารถนำมาใช้เป็นต้นแบบสำหรับการถ่ายทอดองค์ความรู้แก่ชุมชน นอกจากนี้ ยังถ่ายทอดหลักการวิเคราะห์ต้นทุนและผลตอบแทน เพื่อให้เกษตรกรสามารถประเมินความคุ้มค่าของการนำพืชห้อมมาแปรรูปและพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม รวมถึงแนวคิดการพัฒนากระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามแนวทาง BCG Model ผลที่ได้รับจากการถ่ายทอดองค์ความรู้ทำให้เกษตรกรและชุมชนเกิดความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการเพิ่มมูลค่าพืชห้อมจากวัตถุดิบทางการเกษตรไปสู่สารสกัดและผลิตภัณฑ์สมุนไพร สามารถเรียนรู้กระบวนการผลิตแผ่นเจลสมุนไพรต้นแบบและเห็นแนวทางการนำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ร่วมกับทรัพยากรและภูมิปัญญาท้องถิ่น นอกจากนี้ ชุมชนยังมีความรู้ด้านการคำนวณต้นทุนและผลตอบแทน ซึ่งช่วยให้สามารถพิจารณาความเป็นไปได้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในเชิงเศรษฐกิจ เกิดแนวคิดในการสร้างมูลค่าเพิ่มและพัฒนาผลิตภัณฑ์จากพืชห้อมอย่างเป็นระบบ อันนำไปสู่การสร้างโอกาสในการเพิ่มรายได้และความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก ทั้งยังสอดคล้องกับ BCG Model ในด้านการใช้ทรัพยากรชีวภาพอย่างคุ้มค่า การเพิ่มมูลค่าผลผลิต และการพัฒนากระบวนการผลิตที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นพื้นฐานในการเสริมสร้างความสามารถของชุมชนในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสนับสนุนเป้าหมาย SDG 13: Climate Action
คำสำคัญ : Tryptanthrin ห้อม (Strobilanthes cusia) เมตาจีโนมิกส์ การสกัดด้วยไมโครเวฟ เจลสมุนไพร  
กลุ่มบทความ : บทความการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั่วไป
หมวดหมู่ : วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี
สถิติการเข้าถึง : เปิดอ่าน 36  ครั้ง | แสดงความคิดเห็น 0  ครั้ง
ผู้เขียน ณัฐพร จันทร์ฉาย  วันที่เขียน 12/9/2569 11:21:56  แก้ไขล่าสุดเมื่อ 2/10/2569 5:12:01
เสวนาการบ่มเพาะเพื่อเตรียมความพร้อมในการขอตำแหน่งทางวิชาการ » การสร้างแรงบันดาลใจเพื่อการสร้างสรรค์ผลงานเพื่อความก้าวหน้าทางวิชาการที่สูงขึ้น
คำสำคัญ : แรงบันดาลใจ การสร้างสรรค์ผลงาน ความก้าวหน้า วิชาชีพ  
กลุ่มบทความ : กลุ่มงานตามสมรรถนะบุคลากร
หมวดหมู่ : กลุ่มงานสายวิชาการ
สถิติการเข้าถึง : เปิดอ่าน 60  ครั้ง | แสดงความคิดเห็น 0  ครั้ง
ผู้เขียน สุธาวัลย์ สัจจสมบูรณ์  วันที่เขียน 11/9/2569 16:05:58  แก้ไขล่าสุดเมื่อ 1/10/2569 16:43:54
ฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน: ร่างกายล้านนาในฐานะ “ไวยากรณ์ที่มีชีวิต” » ฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน: ร่างกายล้านนาในฐานะ “ไวยากรณ์ที่มีชีวิต”
บทความนี้นำเสนอการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากโครงการ “ฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน: ร้อยเรียงศิลปะการแสดงล้านนา 8 จังหวัดภาคเหนือ” ซึ่งมุ่งศึกษาศิลปะการฟ้อนล้านนาในฐานะกระบวนการถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมที่สัมพันธ์กับผู้คน ชุมชน และบริบทของพื้นที่ โดยให้ความสำคัญกับองค์ความรู้ที่ฝังอยู่ในประสบการณ์และการปฏิบัติของผู้ฟ้อน มากกว่าการศึกษาศิลปะการแสดงเฉพาะในมิติของรูปแบบและสุนทรียภาพ สาระสำคัญของการเรียนรู้ชี้ให้เห็นว่า การฟ้อนเป็นกระบวนการทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยง ร่างกาย ความทรงจำ ความเชื่อ พิธีกรรม และอัตลักษณ์ของชุมชน เข้าด้วยกัน องค์ความรู้เหล่านี้ส่วนหนึ่งเป็นความรู้จากประสบการณ์และการปฏิบัติที่ได้รับการสั่งสมและถ่ายทอดระหว่างบุคคลและระหว่างรุ่น การศึกษาศิลปะการแสดงจึงควรให้ความสำคัญทั้งกับตัวผู้ปฏิบัติ เรื่องเล่า สภาพแวดล้อม และเงื่อนไขทางสังคมที่ทำให้การฟ้อนดำรงความหมายอยู่ในแต่ละพื้นที่ บทเรียนดังกล่าวนำไปสู่แนวทางการจัดการความรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมที่มอง “ผู้คน” เป็นแหล่งความรู้สำคัญ และให้ความสำคัญกับการบันทึกองค์ความรู้ควบคู่กับบริบทที่ก่อให้เกิดความหมายนั้น อันเป็นแนวทางที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการศึกษา อนุรักษ์ ถ่ายทอด และสร้างสรรค์ศิลปะการแสดงล้านนาในบริบทร่วมสมัย เพื่อให้มรดกทางวัฒนธรรมสามารถสืบทอดอย่างมีความหมายและเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของคนรุ่นปัจจุบันและอนาคต
คำสำคัญ : ฟ้อนเมือง, ศิลปะการแสดงล้านนา, ไวยากรณ์ที่มีชีวิต, ร่างกายและความทรงจำ, ภูมิปัญญาล้านนา, มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้, การจัดการความรู้  
กลุ่มบทความ : บทความการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั่วไป
หมวดหมู่ : ภาษา วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์
สถิติการเข้าถึง : เปิดอ่าน 33  ครั้ง | แสดงความคิดเห็น 0  ครั้ง
ผู้เขียน วีนาภัทร์ พงษ์ภา  วันที่เขียน 11/9/2569 15:17:12  แก้ไขล่าสุดเมื่อ 1/10/2569 4:42:40
จากทุนวัฒนธรรมสู่อัตลักษณ์ร่วมสมัย: การพัฒนาลายผ้าแม่โจ้ “อินทนิลโขงนาค” » จากทุนวัฒนธรรมสู่อัตลักษณ์ร่วมสมัย: การพัฒนาลายผ้าแม่โจ้ “อินทนิลโขงนาค”
การพัฒนาลายผ้าอัตลักษณ์มหาวิทยาลัยแม่โจ้ “อินทนิลโขงนาค” เป็นกระบวนการนำทุนทางวัฒนธรรม อัตลักษณ์ท้องถิ่น และรากฐานด้านการเกษตรของมหาวิทยาลัย มาตีความและสร้างสรรค์ผ่านกระบวนการศึกษา การออกแบบ และการมีส่วนร่วมของประชาคมมหาวิทยาลัย โดยผสานสัญลักษณ์ “ดอกอินทนิล” และ “พญานาค” เพื่อสื่อถึงความสัมพันธ์ระหว่าง “น้ำ–พืชพรรณ–องค์ความรู้ทางการเกษตร” อันสะท้อนอัตลักษณ์และจิตวิญญาณของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ การดำเนินงานมิได้มุ่งเพียงการสร้างลวดลาย แต่ให้ความสำคัญกับ กระบวนการจัดการและถ่ายทอดองค์ความรู้ทางวัฒนธรรม โดยนำลวดลายไปประยุกต์ผ่านศิลปะการแสดงร่วมสมัย กิจกรรมการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการ การย้อมผ้าหม้อห้อมด้วยสีธรรมชาติ และเทคนิคการปั๊มเทียน เพื่อสร้างการเรียนรู้จากความหมายและคุณค่าของลวดลายสู่การสร้างสรรค์ผลงานที่สามารถนำไปใช้ได้จริง องค์ความรู้สำคัญจากการดำเนินงานแสดงให้เห็นว่า การพัฒนาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างมีความหมายควรเชื่อมโยงกระบวนการ “การศึกษา–การมีส่วนร่วม–การสร้างสรรค์–การถ่ายทอด–การนำไปใช้” เข้าด้วยกัน ทำให้ทุนทางวัฒนธรรมสามารถพัฒนาจากการอนุรักษ์ไปสู่การสร้างคุณค่าร่วมสมัย ลาย “อินทนิลโขงนาค” จึงมิได้เป็นเพียงลายผ้าอัตลักษณ์ของมหาวิทยาลัย แต่เป็น ต้นแบบของการจัดการทุนทางวัฒนธรรมผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมและการออกแบบสร้างสรรค์ ซึ่งสามารถต่อยอดสู่งานหัตถกรรม ผลิตภัณฑ์ การออกแบบ สื่อทางวัฒนธรรม และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ตลอดจนเป็นแนวทางในการสืบสานและถ่ายทอดอัตลักษณ์มหาวิทยาลัยแม่โจ้สู่สังคมอย่างเป็นรูปธรรม
คำสำคัญ : อินทนิลโขงนาค, ลายผ้าอัตลักษณ์, มหาวิทยาลัยแม่โจ้, ทุนทางวัฒนธรรม, การจัดการความรู้, การออกแบบร่วมสมัย, ภูมิปัญญาท้องถิ่น  
กลุ่มบทความ : บทความการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั่วไป
หมวดหมู่ : ภาษา วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์
สถิติการเข้าถึง : เปิดอ่าน 44  ครั้ง | แสดงความคิดเห็น 0  ครั้ง
ผู้เขียน วีนาภัทร์ พงษ์ภา  วันที่เขียน 11/9/2569 15:09:33  แก้ไขล่าสุดเมื่อ 2/10/2569 4:40:37
การใช้งานระบบ NRIIS Fundamental Fund (FF) ประจำปีงบประมาณ 2570 » การใช้งานระบบ NRIIS (ระบบข้อมูลสารสนเทศวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ) ฉบับนี้ จัดทำขึ้นสำหรับนักวิจัยในการเสนอของบประมาณด้าน ววน. ประเภท Fundamental Fund (FF) ประจำปีงบประมาณ 2570
-
คำสำคัญ :
กลุ่มบทความ : บทความการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั่วไป
หมวดหมู่ : เรื่องทั่วไป
สถิติการเข้าถึง : เปิดอ่าน 92  ครั้ง | แสดงความคิดเห็น 0  ครั้ง
ผู้เขียน ภาณุลักษณ์ ศรีรินทร์  วันที่เขียน 11/9/2569 11:57:41  แก้ไขล่าสุดเมื่อ 2/10/2569 9:14:03
การ KM เพื่อเผยแพร่ผลของการนำความรู้ที่ได้จากการเข้าร่วมอบรมสัมมนา » การสกัดพฤกษเคมีจากพืชให้สีครามและศึกษาสภาวะที่เหมาะสมในการทำเป็นผงสำหรับใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์
โครงการวิจัยเรื่องการสกัดพฤกษเคมีจากพืชให้สีครามและศึกษาสภาวะที่เหมาะสมในการทำเป็นผงสำหรับใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ พบว่า สภาวะที่เหมาะสมต่อการผลิตโดยผงพฤกษเคมีควรมีอัตราส่วนของมอลโตเด็กซ์ตรินเข้มข้น 10 เปอร์เซ็นต์ และสีของผงพฤกษเคมีจากครามมีสีน้ำเงินเข้มไปอ่อน คือ คราม ห้อมใบใหญ่ ห้อมใบเล็ก และเบิก ตามลำดับ จากการวิเคราะห์ L* a* b* และสีที่เห็นได้จากตาเปล่า และมีความสามารถในการละลาย อยู่ระหว่าง 99.96-99.97 % ความหนืด เท่ากับ 2.71-2.95 และความหนาแน่น 1.49-1.52 g/cm3 ซึ่งหมายความว่ามีความสามารถในการละลายได้ดี ด้านความเป็นกรดด่าง พบว่า มีคุณสมบัติเป็นกลาง (pH 6.5-7.0) ความชื้น 10 เปอร์เซ็นต์ และมีปริมาณน้ำอิสระ 0.2533-0.3767 ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ด้วยวิธี DPPH ABTS และ MDA พบว่า ผงพฤกษเคมีพร้อมใช้จากห้อมใบใหญ่ ห้อมใบเล็ก คราม และเบิกมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระเฉลี่ย 77.34, 7.66, 55.86 และ 23.18 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ มีปริมาณฟีนอลลิกสูงที่สุด เท่ากับ 13.9219 และปริมาณแคโรทีนอยด์ทั้งหมด สูงที่สุด เท่ากับ 30.1623 เปอร์เซ็นต์ ปริมาณทริปแทนทริน อินดิรูบิน และอินดิโกติน พบว่าในห้อมใบใหญ่สูงที่สุด 4.3317 2.0380 และ 6.3479 (mg/g) ตามลำดับ ต่อมาศึกษาปริมาณจุลินทรีย์ทั้งหมด พบจุลินทรีย์จำนวน มากกว่า 100 CFU/µl เมื่อทำการวิเคราะห์ปริมาณยีสต์และราพบว่า ไม่พบว่าเป็นยีสต์และรา และศึกษาการประสิทธิภาพของสารสกัดจากพืชให้สีครามต่อการยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์ที่ก่อโรคผิวหนังบางชนิด ได้แก่ Staphylocaccus aureus, Streptococus sp. และ Escherichia coli สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียก่อโรคได้ ซึ่งสามารถต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ได้ ด้วยเหตุนี้การพัฒนาพฤกษเคมีพร้อมใช้จึงสามารถช่วยเพิ่มมูลค่า และขยายตลาดเพิ่มความต้องการให้แก่ห้อม หรือพืชให้สีครามอื่น ๆ ที่เป็นทรัพยากรท้องถิ่นในจังหวัดแพร่ให้คงอยู่ต่อไป
คำสำคัญ : คำสำคัญ: ผงพฤกษเคมี ห้อม คราม เบิก คุณสมบัติทางเคมี  
กลุ่มบทความ : บทความการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั่วไป
หมวดหมู่ : วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี
สถิติการเข้าถึง : เปิดอ่าน 32  ครั้ง | แสดงความคิดเห็น 0  ครั้ง
ผู้เขียน ณัฐพร จันทร์ฉาย  วันที่เขียน 11/9/2569 6:12:25  แก้ไขล่าสุดเมื่อ 30/9/2569 19:58:13
การ KM เพื่อเผยแพร่ผลของการนำความรู้ที่ได้จากการเข้าร่วมอบรมสัมมนา » พันธุ์ห้อมในประเทศไทย และการใช้ Microwave/Ultrasonic ในการสกัดสารสำคัญ
พืชห้อม (Strobilanthes spp.) เป็นทรัพยากรชีวภาพท้องถิ่นที่มีความสำคัญต่อภูมิปัญญาการย้อมสีครามของประเทศไทย และมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นวัตถุดิบชีวภาพมูลค่าสูงจากสารสำคัญ ได้แก่ indigo, indirubin และ tryptanthrin อย่างไรก็ตาม ข้อมูลด้านความหลากหลายทางพันธุกรรม การจำแนกชนิดพันธุ์ และศักยภาพการสะสมสารสำคัญของห้อมไทยยังมีจำกัด งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจทรัพยากรพันธุกรรม จำแนกชนิดพันธุ์ด้วยเทคนิค DNA barcoding พัฒนาฐานข้อมูลพันธุกรรม และประเมินศักยภาพการสกัดสารสำคัญด้วยเทคนิค Microwave-assisted extraction (MAE) และ Ultrasonic-assisted extraction (UAE) ร่วมกับการวิเคราะห์ด้วย HPLC-DAD โดยรวบรวมตัวอย่างห้อมจาก 8 จังหวัดภาคเหนือ และวิเคราะห์บริเวณคลอโรพลาสต์ psbA–trnH ผลการศึกษาจากตัวอย่าง 9 ตัวอย่างสามารถจำแนกได้ 3 กลุ่ม ได้แก่ Strobilanthes cusia (Nees) Kuntze, Baphicacanthus cusia (Nees) Bremek. และ Strobilanthes auriculata Bremek. โดยมีความคล้ายคลึงของลำดับเบส 97–99% และผลการวิเคราะห์สายสัมพันธ์ทางวิวัฒนาการสอดคล้องกับการจำแนกชนิดพันธุ์ นอกจากนี้ ได้จัดทำ Hom Genetic Database ซึ่งรวบรวมข้อมูลแหล่งที่มา ลักษณะสัณฐานวิทยา และข้อมูลทางพันธุกรรมเพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์และตรวจสอบอัตลักษณ์วัตถุดิบ ผลการสกัดพบว่า UAE มีประสิทธิภาพสูงกว่า MAE โดยให้ปริมาณสารสูงกว่าเฉลี่ย 11.4% สภาวะที่เหมาะสมคือเอทานอล 70% อุณหภูมิ 30°C เป็นเวลา 60 นาที ให้สารสกัดหยาบ 19.62% และพบ indigo, indirubin และ tryptanthrin ในปริมาณ 24.4492 ± 0.0251, 9.0568 ± 0.0028 และ 0.5384 ± 0.0028 mg/g crude extract ตามลำดับ ผลการศึกษาสะท้อนศักยภาพของพืชห้อมไทยทั้งด้านความหลากหลายทางพันธุกรรมและการเป็นแหล่งสารชีวภาพมูลค่าสูง ซึ่งสามารถนำไปใช้สนับสนุนการอนุรักษ์ทรัพยากรพันธุกรรมพืชและการพัฒนาเศรษฐกิจ BCG อย่างยั่งยืน
คำสำคัญ : คำสำคัญ: ห้อม, Strobilanthes cusia, DNA Barcoding, psbA–trnH, Tryptanthrin, ฐานข้อมูลพันธุกรรม, การสกัดสารชีวภาพ  
กลุ่มบทความ : บทความการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั่วไป
หมวดหมู่ : วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี
สถิติการเข้าถึง : เปิดอ่าน 29  ครั้ง | แสดงความคิดเห็น 0  ครั้ง
ผู้เขียน ณัฐพร จันทร์ฉาย  วันที่เขียน 11/9/2569 6:10:45  แก้ไขล่าสุดเมื่อ 2/10/2569 7:31:02
สรุปองค์ความรู้จากการพัฒนาตนเอง » สรุปองค์ความรู้จากการเข้าร่วมการใช้ ICT เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน (การใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน)
คำสำคัญ :
กลุ่มบทความ : กลุ่มงานตามสมรรถนะบุคลากร
หมวดหมู่ : กลุ่มงานเทคโนโลยีสารสนเทศ
สถิติการเข้าถึง : เปิดอ่าน 66  ครั้ง | แสดงความคิดเห็น 0  ครั้ง
ผู้เขียน อัมรินทร์ คีรีแก้ว  วันที่เขียน 10/9/2569 15:27:04  แก้ไขล่าสุดเมื่อ 2/10/2569 7:24:02