|
|
|
|
|
EdPEx เพื่อเพิ่มประสิทธิผลในการทำงานของบุคลากรสายสนับสนุน
»
EdPEx เพื่อเพิ่มประสิทธิผลในการทำงานของบุคลากรสายสนับสนุน
|
|
การนำแนวคิดและเครื่องมือของ EdPEx (Education Criteria for Performance Excellence) มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิผลในการทำงานและพัฒนาความก้าวหน้าในสายอาชีพของบุคลากรสายสนับสนุน โดยมีหลักการสำคัญคือ การทำงานร่วมกันเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายที่ยั่งยืน ดังคำกล่าวที่ว่า "If you want to go fast, go alone. If you want to go far, GO TOGETHER"
1. กรอบแนวคิดพื้นฐาน (3P) EdPEx เชื่อมโยงการทำงานขององค์กรผ่านกรอบ 3 ด้าน คือ:
a)PURPOSE (วัตถุประสงค์)
b)PROCESS (กระบวนการ)
c)PERFORMANCE (ผลลัพธ์)
2. การวางแผนกลยุทธ์และการเชื่อมโยง (Strategic Planning)
บุคลากรสายสนับสนุนควรเข้าใจทิศทางขององค์กรเพื่อนำไปปฏิบัติ:
a)ความสำคัญของแผนกลยุทธ์: ใช้กำหนดทิศทางที่ชัดเจน, เป็นเครื่องมือสื่อสารให้ทุกคนเข้าใจเป้าหมายร่วมกัน, ช่วยให้ใช้ทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ และรองรับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน
ลำดับขั้นของแผน:
แผนยุทธศาสตร์--> คิด "ใหญ่" เพื่อกำหนดทิศทาง (วัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์)
แผนกลยุทธ์--> กำหนด "แนวทาง" เพื่อให้บรรลุทิศทาง (แผนปฏิบัติการ)
แผนปฏิบัติการ--> ลงมือ "ทำจริง" ให้แผนเป็นรูปธรรม (โครงการ)
b)เครื่องมือวิเคราะห์กลยุทธ์: ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลทั้งภายในและภายนอก เช่น SWOT, PEST Analysis, 5 Forces Analysis เพื่อกำหนดกลยุทธ์ และใช้ TOWS Matrix เพื่อสร้างกลยุทธ์หลัก 4 ด้าน (SO, ST, WO, WT)
3. การจัดการกระบวนการและการปรับปรุง (Process Management) การทำงานต้องเป็นระบบและมุ่งเน้นผลลัพธ์:
a)การออกแบบกระบวนการ: ใช้เครื่องมือ เช่น SIPOC Model (Supplier, Input, Process, Output, Customer) และ COPIS Model (Customer, Output, Process, Input, Supplier) ในการทำความเข้าใจและออกแบบกระบวนการทำงานหลักและกระบวนการทำงานย่อย
b)ตัววัดผล: กำหนด Leading Indicators (ตัวชี้วัดนำ) และ Lagging Indicators (ตัวชี้วัดตาม) เพื่อติดตามผลการดำเนินงาน
c)การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง: ใช้เทคนิคการปรับปรุง เช่น Lean Manufacturing, Kaizen, Six Sigma (DMAIC), PDCA, 5 Why, Fishbone เพื่อลดความสูญเสีย ต้นทุน และความซ้ำซ้อน
4. การจัดการบุคลากรและการพัฒนา (HR Development) EdPEx เน้นการพัฒนาขีดความสามารถของบุคลากร:
a)การประเมินขีดความสามารถ: ใช้เครื่องมือ เช่น Competency Framework, 360-Degree Feedback, Skills Gap Analysis, KPIs เพื่อประเมินสมรรถนะของบุคลากร
b)แผนพัฒนารายบุคคล (IDP): ใช้ Competency Gap (ช่องว่างระหว่างทักษะที่มีกับทักษะที่จำเป็น) ในการจัดทำ IDP เพื่อเป็นแผนเฉพาะบุคคลในการพัฒนาความสามารถ
c)การจัดการความรู้ (KM): มีกระบวนการ 5 ขั้นตอน ได้แก่ การบ่งชี้ การสร้าง/แสวงหา การจัดเก็บ การถ่ายทอด/แลกเปลี่ยน และการนำความรู้ไปใช้
5. เทคนิคสำคัญสำหรับสายสนับสนุนสู่ความเป็นเลิศ
เทคนิคสำคัญที่สายสนับสนุนควรนำไปใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิผลในการทำงาน:
a)ปรับปรุงงานอย่างต่อเนื่อง (Continuous Improvement)-->ใช้ PDCA / Kaizen / 5 Why / Fishbone และบันทึก Lesson Learned เพื่อเปลี่ยนปัญหาให้เป็นโอกาสในการพัฒนา
b)จัดการความรู้และเรียนรู้ร่วมกัน (Knowledge Management & Learning Organization)-->แชร์ Best Practice ผ่าน CoP และพัฒนาให้ความรู้ไม่หยุดอยู่ที่บุคคล
c)สร้างวัฒนธรรมบริการที่เป็นเลิศ (Service Mind & Customer Focus)-->ให้บริการด้วยความสุภาพ รวดเร็ว โปร่งใส และรับฟัง Voice of Customer (VOC) เพื่อนำมาปรับปรุง
d)ใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพงาน (Digital Competency)-->ใช้เครื่องมือดิจิทัล (Smart Support Staff) และลดขั้นตอนซ้ำซ้อนด้วยระบบออนไลน์ / Automation
e)พัฒนาตนเองและทีมอย่างต่อเนื่อง (Continuous Self and Team Development)-->จัดทำ IDP เพื่อพัฒนาทักษะที่จำเป็น เข้าร่วมอบรม และเปิดใจรับ Feedback
f)สร้างความร่วมมือและความผูกพัน (Collaboration & Engagement)-->ทำงานแบบร่วมมือ สื่อสารเปิดเผย และสนับสนุนผู้อื่นให้สำเร็จ
g)ยึดมั่นในคุณธรรมและความโปร่งใส (Integrity)-->ปฏิบัติงานอย่างมีจรรยาบรรณ ซื่อสัตย์ โปร่งใส ตรวจสอบได้
|
|
คำสำคัญ :
|
|
กลุ่มบทความ :
กลุ่มงานตามสมรรถนะบุคลากร
|
|
หมวดหมู่ :
กลุ่มงานนโยบายและแผน
|
|
สถิติการเข้าถึง :
เปิดอ่าน
30
ครั้ง | แสดงความคิดเห็น
0
ครั้ง
|
|
ผู้เขียน
นพนิตย์ วงศ์สุ
วันที่เขียน
7/7/2569 11:22:47
แก้ไขล่าสุดเมื่อ
12/7/2569 1:25:17
|
|
|
รายงานการอบรม ประชุมวิชาการ
»
สรุปเนื้อหาการเข้าร่วมประชุมวิชาการระดับนานาชาติ The 6th International Conference on Science Technology & Innovation (2026)
|
|
งานวิจัยเรื่อง Enhancing industrial vinegar production from coffee pulp: role of aeration rate on acetic acid formation งานวิจัยนี้ศึกษาบทบาทของอัตราการให้อากาศต่อการสร้างกรดอะซิติกในการผลิตน้ำส้มสายชูจากเนื้อกาแฟ โดยศึกษาผลของอัตราการให้อากาศ (Aeration rate) 3 ระดับ คือ 0.5, 1.0 และ 1.5 vvm ต่อการเจริญเติบโตและการผลิตกรดอะซิติกของแบคทีเรีย Acetobacter pasteurianus TISTR 102 ในถังหมักขนาด 10 ลิตร เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้เนื้อกาแฟที่เป็นผลพลอยได้เหลือทิ้ง ผลการทดลองพบว่า อัตราการให้อากาศที่ 1.0 vvm ให้ผลดีที่สุด โดยได้ความเข้มข้นกรดอะซิติกสูงสุด (5.12%) มีความหนาแน่นเซลล์สูงสุด และใช้เวลาหมักสั้นที่สุด (144 ชั่วโมง) เนื่องจากเป็นระดับที่สมดุลระหว่างออกซิเจนและความเสถียรของจุลินทรีย์ การให้อากาศต่ำไป (0.5 vvm) ทำให้ขาดออกซิเจน ส่วนสูงไป (1.5 vvm) ทำให้เกิดแรงเฉือนและปฏิกิริยาออกซิเดชันที่มากเกินไปจนลดประสิทธิภาพลง เมื่อนำเงื่อนไขการหมักที่เหมาะสม (1.0 vvm) ไปขยายขนาดการผลิต (Scale-up) ในถังหมักขนาด 100 ลิตร พบว่าสามารถผลิตกรดอะซิติกได้ 4.48% ซึ่งผ่านเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัยทางอาหารสำหรับการผลิตน้ำส้มสายชู
งานวิจัยเรื่อง Isolation and characterization of a novel Staphylococcus aureus Bacteriophage against antibiotic-resistant Staphylococcus aureus งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหาแนวทางใหม่ในการรักษาโรคติดเชื้อดื้อยา โดยเฉพาะเชื้อดื้อยาเมทิซิลลิน (MRSA) โดยการแยกแบคเทอริโอฟาจ (Bacteriophage) หรือไวรัสที่ทำลายแบคทีเรียจากน้ำเสีย ซึ่งจากผลการทดลอง สามารถแยกแบคเทอริโอฟาจชนิดไลติก (Lytic phage) ได้สำเร็จ ตั้งชื่อว่า "Phage J" จากการส่องกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน (TEM) พบว่ามีส่วนหัวเป็นรูปทรงเหลี่ยม (Icosahedral head) ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 85 นาโนเมตร Phage J มีความเสถียรสูง สามารถทนอุณหภูมิได้ในช่วง 4°C ถึง 37°C ยาวนานถึง 21 วัน มีประสิทธิภาพและความจำเพาะเจาะจงสูงมาก โดยสามารถยับยั้งและทำลายเชื้อ S. aureus ได้ถึง 88.24% (45 จาก 51 สายพันธุ์ที่ทดสอบ) ค่าความเข้มข้นที่เหมาะสมในการเพิ่มปริมาณฟาจ (Optimal MOI) คือ 0.01 และ 0.001 บนอาหาร soft agar และพบว่า Phage J สามารถลดการเจริญเติบโตของแบคทีเรียได้อย่างมีนัยสำคัญตลอดระยะเวลา 8 ชั่วโมง สรุปได้ว่าเป็นตัวเลือกที่มีศักยภาพสูงในการพัฒนาเป็นสารต้านเชื้อดื้อยา
งานวิจัยเรื่อง Marker–trait association analysis reveals ABA signaling–related genes associated with root System architecture in rice under PEG‑induced osmotic stress งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหายีนเด่นที่มีความสัมพันธ์กับลักษณะระบบราก (ความลึกของรากและจำนวนปลายรากแตกแขนง) เพื่อช่วยให้ข้าวหลบหลีกภัยแล้ง โดยศึกษาในประชากรข้าวรุ่น F2 ที่เกิดจากการผสมข้ามพันธุ์ระหว่างข้าวนาลุ่ม "ปทุมธานี 1" และข้าวไร่พื้นเมือง "ข้าวโป่งใคร้" ภายใต้ภาวะเครียดที่ชักนำด้วยสาร PEG 20% ผลการวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ marker-trait association (MTA) พบ Candidate genes ที่สำคัญ 3 ยีน ได้แก่ OsbZIP23, OsHAP5F และ OsZEP โดย ยีน OsbZIP23 และ OsHAP5F มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับจำนวนของปลายราก ในขณะที่ยีน OsZEP และ OsHAP5F สัมพันธ์กับความลึกของราก ซึ่งยีนเหล่านี้สามารถอธิบายความแปรปรวนของลักษณะปรากฏได้ 10.43% – 21.38% นอกจากนี้ยังพบว่าfavorable alleles ที่ได้รับมาจากพ่อแม่พันธุ์ข้าวไร่ "ข้าวโป่งใคร้" สัมพันธ์กับการเพิ่มการแตกแขนงของรากและการยืดตัวของรากในแนวดิ่ง ซึ่งยีนกลุ่มนี้เกี่ยวข้องกับการตอบสนองต่อสิ่งเร้าทางกายภาพและการส่งสัญญาณของกรดแอบไซซิก (ABA) ทำให้เป็นประโยชน์อย่างมากต่อการคัดเลือกสายพันธุ์ข้าวหอมให้ทนแล้งด้วยเครื่องหมายโมเลกุล (MAS)
|
|
คำสำคัญ :
การประชุมวิชาการ 6thICSTI
|
|
กลุ่มบทความ :
กลุ่มงานตามสมรรถนะบุคลากร
|
|
หมวดหมู่ :
กลุ่มงานสายวิชาการ
|
|
สถิติการเข้าถึง :
เปิดอ่าน
252
ครั้ง | แสดงความคิดเห็น
0
ครั้ง
|
|
ผู้เขียน
นฤมล เข็มกลัดเงิน
วันที่เขียน
30/6/2569 13:01:05
แก้ไขล่าสุดเมื่อ
12/7/2569 4:38:55
|
|
|
|
|
โครงการการใช้ ICT เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปกิบัติงาน
»
โครงการการใช้ ICT เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปกิบัติงาน - สายสนับสนุน
|
|
โครงการการใช้ ICT เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน (การใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน)
เป็นการพัอบรมฒนาสมรรถนะของด้าน ICT ให้มีทักษะใหม่ๆด้านดิจิทัล ด้านการใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานมากยิ่งขึ้น ซึ่งในการอบรมได้มีการแนะนำเครื่องมือ AI ที่น่าสนใจและในปัจจุบันมีใช้กันอย่างแพร่ ดังนี้ ChatGPT Gemini และ NotebookLM โดยแต่ละเครื่องมือมีจุดเด่นที่ต่างกันไป
ChatGPT คือเครื่องมืออเนกประสงค์ที่มีความยืดหยุ่นสูงสุด มีความสามารถในการทำความเข้าใจบริบททางภาษาที่ซับซ้อนและการเขียนเชิงสร้างสรรค์ ส่วน Gemini คือคู่แข่งโดยตรงของ ChatGPT แต่มีข้อได้เปรียบเรื่องการเข้าถึงข้อมูลแบบ Real-time และการผสานรวมกับระบบนิเวศของ Google มีจุดเด่นคือ เชื่อมต่อกับ Google Search เป็นพื้นฐาน ทำให้ข้อมูลมีความสดใหม่ (Up-to-date) และสามารถดึงข้อมูลจาก Google Maps, Hotels, Flights และ YouTube ได้ และ NotebookLM ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เป็นแชทบอทที่ “รู้ทุกเรื่อง” แต่ถูกออกแบบมาให้ “รู้ลึกในเรื่องที่เราป้อน” เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการทำงาน ต้องเลือกใช้เครื่องมือตามสถานการณ์ 1.เลือก ChatGPT เมื่อต้องการ “ไอเดียใหม่” หรือ “ทักษะเฉพาะทาง” 2.เลือก Gemini เมื่อต้องการ “ข้อมูลปัจจุบัน” หรือ “การทำงานข้ามแอป” และ 3.เลือก NotebookLM เมื่อมี “เอกสารต้นฉบับ” อยู่ในมือ และต้องการความถูกต้องแม่นยำ 100% โดยไม่อยากให้ AI แต่งเรื่องเพิ่ม เช่น การทำวิทยานิพนธ์ การตรวจสอบสัญญา หรือการสรุปรายงานการประชุม ทั้งนี้ ทุกเครื่องมือจะช่วยให้งานเสร็จไวยิ่งขึ้นได้จะขึ้นอยู่กับการป้อนข้อมูล หรือ Prompt
สิ่งที่ได้เรียนรู้และทำได้จริง
1.เข้าใจ AI มากขึ้น และไม่ใช่เรื่องไกลตัว
2.สั่งงาน AI เป็น (Prompt Engineering) รู้วิธีการคุยกับ AI, วิธีการป้อนคำสั่ง (Prompt) ที่ถูกต้อง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ตรงใจและนำไปใช้งานต่อได้ทันที
3.ใช้เครื่องมือ AI ช่วยทุ่นแรง ได้ลองใช้เครื่องมือ AI ต่างๆ เช่น ช่วยสรุปรายงานยาวๆ หรือจับประเด็นการประชุมในไม่กี่วินาที ช่วยคิดไอเดีย เขียนร่างอีเมล โครงการ หรือเนื้อหาประชาสัมพันธ์ และช่วยวิเคราะห์ข้อมูล ทำสไลด์พรีเซนต์ หรือหาไอเดียแก้ปัญหาในงาน
ผลลัพธ์ต่อการปฏิบัติงาน
1.ทำงานไวขึ้น
2.งานมีคุณภาพขึ้น
3.มั่นใจในเทคโนโลยีมากขึ้น
สรุปผลการเข้าร่วมโครงการคือทำให้มีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถหยิบเอาเครื่องมือ AI ที่กำลังมาแรงในปัจจุบัน มาประยุกต์ใช้กับงานประจำของตัวเองได้จริง ช่วยให้ทำงานง่ายขึ้น เร็วขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น
|
|
คำสำคัญ :
|
|
กลุ่มบทความ :
กลุ่มงานตามสมรรถนะบุคลากร
|
|
หมวดหมู่ :
กลุ่มงานเทคโนโลยีสารสนเทศ
|
|
สถิติการเข้าถึง :
เปิดอ่าน
51
ครั้ง | แสดงความคิดเห็น
0
ครั้ง
|
|
ผู้เขียน
ณิชากร ธิการ
วันที่เขียน
26/6/2569 17:10:25
แก้ไขล่าสุดเมื่อ
12/7/2569 3:58:14
|
|
|
|
|
|
|
การจัดการความรู้ด้านการศึกษา
»
การอบรม AI สำหรับการใช้งานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในงานบริการการศึกษา
|
|
การเข้าร่วมอบรม **โครงการพลิกโฉมการทำงานยุคใหม่ด้วย Generative AI** ระหว่างวันที่ 18–19 ธันวาคม 2568 ณ สำนักบริหารวิชาการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาความรู้และทักษะด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Generative AI) สำหรับการปฏิบัติงาน การบริหารจัดการข้อมูล และการสร้างสรรค์สื่อดิจิทัลให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของการทำงานในยุคดิจิทัล
เนื้อหาการอบรมครอบคลุมการใช้งานเครื่องมือ AI ที่สำคัญ ได้แก่ Gemini, NotebookLM, Google Opal และ Perplexity รวมถึงหลักการเขียน Prompt (Prompt Engineering) เพื่อให้ AI สร้างผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนการประยุกต์ใช้ AI ในการจัดทำรายงาน การเขียนโครงการและ TOR การสร้างสื่อประชาสัมพันธ์ ภาพ เสียง และวิดีโอ นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการใช้งาน AI อย่างมีจริยธรรม ความปลอดภัยของข้อมูล การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และแนวทางธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ (AI Governance)
จากการอบรม ทำให้มีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถเลือกใช้เครื่องมือ Generative AI ให้เหมาะสมกับลักษณะงาน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสืบค้น วิเคราะห์ และสรุปข้อมูล ลดระยะเวลาในการจัดทำเอกสารและสื่อประชาสัมพันธ์ รวมทั้งสามารถประยุกต์ใช้ AI เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานด้านวิชาการและงานบริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้หลักจริยธรรม ความปลอดภัย และการใช้เทคโนโลยีอย่างรับผิดชอบ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพการปฏิบัติงานและการยกระดับการดำเนินงานของหน่วยงานในอนาคต
|
|
คำสำคัญ :
Generative AI
|
|
กลุ่มบทความ :
กลุ่มงานตามสมรรถนะบุคลากร
|
|
หมวดหมู่ :
กลุ่มงานบริการการศึกษา
|
|
สถิติการเข้าถึง :
เปิดอ่าน
59
ครั้ง | แสดงความคิดเห็น
0
ครั้ง
|
|
ผู้เขียน
ขวัญชัย สุขถา
วันที่เขียน
26/6/2569 15:40:19
แก้ไขล่าสุดเมื่อ
11/7/2569 19:48:26
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
งานประชุมวิชาการและการประกวดผลงานนวัตกรรมระดับนานาชาติในงาน International Innovation, Entrepreneurship & Applied Solutions Competition 2026 รูปแบบ online ณ National Ilan University ไต้หวัน
»
ANTIO Plus SESAMIO : Super Boost for Immune System, Anti-inflammatory, Blood Circulation and Alternative Treatment for Diabetic Wound/Diabetic Foot Ulcer
|
|
ANTIO Plus SESAMIO : Super Boost for Immune System, Anti-inflammatory, Blood Circulation and Alternative Treatment for Diabetic Wound/Diabetic Foot Ulcer
ANTIO and SESAMIO are dietary supplement products developed from plant-derived materials and natural honey. ANTIO is formulated from four fresh medicinal plants—kariyat (Andrographis paniculata), elephant garlic (Allium ampeloprasum), butterfly pea (Clitoria ternatea), and turmeric (Curcuma longa)—using an innovative extraction process based on osmotic dehydration, in which natural honey serves as the osmotic agent. SESAMIO is a dietary supplement produced from black sesame seeds (Sesamum indicum) and natural honey using the same innovative extraction technique. Both products were evaluated for their biological and pharmacological activities and further assessed through clinical investigations involving conditions such as diabetic foot ulcers, deep vein thrombosis, and thrombosis (blood clot formation). The innovation underlying ANTIO and SESAMIO lies in the utilization of fresh herbal materials and fresh black sesame seeds, combined with a non-chemical extraction process that preserves natural physicochemical properties and essential nutrients. The production process avoids the use of artificial preservatives, synthetic additives, or chemical extraction agents.
|
|
คำสำคัญ :
เซซามิน แอนไทออกซิแดนท์
|
|
กลุ่มบทความ :
กลุ่มงานตามสมรรถนะบุคลากร
|
|
หมวดหมู่ :
กลุ่มงานสายวิชาการ
|
|
สถิติการเข้าถึง :
เปิดอ่าน
516
ครั้ง | แสดงความคิดเห็น
0
ครั้ง
|
|
ผู้เขียน
ฐิติพรรณ ฉิมสุข
วันที่เขียน
10/6/2569 13:09:21
แก้ไขล่าสุดเมื่อ
11/7/2569 20:34:33
|
|
|
การประชุมวิชาการระดับนานาชาติ The 6th International Conference on Science, Technology & Innovation (2026)
»
ENCAPSULATION OF PHENOLIC COMPOUNDS FROM STROBILANTHES CUSIA LEAVES AND CHARACTERIZATION และ ENCAPSULATION OF BEETROOT EXTRACT USING SODIUM ALGINATE/SODIUM ALGINATE-CASEIN SODIUM SALT: STUDY OF PHYSICAL AND CHEMICAL PROPERTIES
|
|
ENCAPSULATION OF PHENOLIC COMPOUNDS FROM STROBILANTHES CUSIA LEAVES AND CHARACTERIZATION
Strobilanthes cusia (Hom) is commonly used as a traditional medicine with widespread health benefits. The present investigation aimed to determine the effectiveness of phenolics extracted from Hom leaves using the ultrasonic assisted extraction (UAE) method. The lyophilized Hom extract (HE) was analyzed for total phenolic contents and examined for antioxidants. The HE was encapsulated with sodium alginate as the single wall material and with sodium alginate-gum arabic as the combination wall material to enhance the shelf life and stability of the phenolics. Additionally, hydrogel patches incorporating the encapsulated HE were developed to study the antipyretic property. The effects of type and concentration of encapsulating agents on encapsulation efficiency and cooling performance of the hydrogel patches were evaluated. The encapsulation efficiency was analyzed and characterized the encapsules using Fourier-transform infrared spectroscopy (FTIR) and scanning electron microscopy (SEM) analyses corroborated the effectiveness of the encapsulation process. Results indicated that HE contained total phenolics of 97.38±0.19 mgGAE/g. Moreover, HE had an IC50 value against the DPPH scavenging assay of 0.182±0.53 g/ml. The highest encapsulation efficiency (87.95%) was achieved using combination wall of 1% sodium alginate and gum arabic. Morphological analysis using SEM revealed the surface particle aggregation of the hydrogel patches. Furthermore, FTIR analysis confirmed the interaction between HE and encapsulating agents, indicating successful microencapsulation. These findings suggest that encapsulation is a promising strategy to enhance the stability and efficacy of HM for pharmaceutical applications.
ENCAPSULATION OF BEETROOT EXTRACT USING SODIUM ALGINATE/SODIUM ALGINATE-CASEIN SODIUM SALT: STUDY OF PHYSICAL AND CHEMICAL PROPERTIES
This study aimed to develop microcapsules containing beetroot extract (BE) to enhance the stability of phenolic compounds during storage and thermal exposure. Beetroot extract was obtained using microwave-assisted extraction, resulting in an extraction yield of 9.58%. The total phenolic content (TPC) of the crude extract was determined to be 25.12±0.23 mg GAE/g extract. To improve the stability of phenolic compounds, BE was microencapsulated using natural wall materials. Sodium alginate was employed as a single wall material, while a combination of sodium alginate and casein sodium salt was used as a mixed wall system. The encapsulation efficiency and physicochemical characteristics of the resulting microcapsules were investigated. Among the tested formulations, microcapsules prepared using 3.0% (w/v) sodium alginate exhibited a more spherical morphology and smoother surface characteristics compared with other formulations. However, the optimized mixed-wall formulation using 3.0% (w/v) sodium alginate combined with 1.0% (w/v) casein sodium salt and crosslinked in 5.0% (w/v) CaCl2 solution demonstrated the thermal stability and the low degradation of phenolic compounds during thermal treatment and had higher encapsulation efficiency than single wall formulation. After 14 days of storage, the total phenolic contents of microcapsules prepared with single-wall alginate and mixed-wall sodium alginate–casein sodium salt systems were 23.18±0.23 and 24.59±0.16 mg GAE/g extract, respectively. These findings indicate that microencapsulation of BE using natural biopolymeric wall materials can effectively reduce polyphenol degradation and improve the thermal stability and shelf life of beetroot phenolics, thereby enhancing the potential applications of BE in food, pharmaceutical, and nutraceutical products.
|
|
คำสำคัญ :
นานาชาติ ประชุมICSTI2026
|
|
กลุ่มบทความ :
กลุ่มงานตามสมรรถนะบุคลากร
|
|
หมวดหมู่ :
กลุ่มงานสายวิชาการ
|
|
สถิติการเข้าถึง :
เปิดอ่าน
149
ครั้ง | แสดงความคิดเห็น
0
ครั้ง
|
|
ผู้เขียน
ฐิติพรรณ ฉิมสุข
วันที่เขียน
8/6/2569 14:57:22
แก้ไขล่าสุดเมื่อ
11/7/2569 7:25:37
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|