จากการเข้าร่วมงาน วันสหกิจศึกษาบูรณาการกับการทำงาน (CWIE DAY) ครั้งที่ ๑๖ ประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๙ ทำให้ได้รับความรู้และมุมมองที่ชัดเจนเกี่ยวกับบทบาทของการจัดการศึกษาเชิงบูรณาการกับการทำงาน หรือ CWIE ในการพัฒนากำลังคนของประเทศ ภายใต้แนวคิด “CWIE ๕.๐ for Entrepreneurial Society: Innovation, Resilience, and Lifelong Learning” ซึ่งสะท้อนการมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีทั้งความรู้ทางวิชาการ ทักษะการทำงานจริง ความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง และการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยการจัดงานครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญเพื่อถ่ายทอดนโยบายระดับประเทศด้านการพัฒนากำลังคน เผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการศึกษาแบบ CWIE และยกย่องผลงานดีเด่นระดับชาติ และเปิดพื้นที่ให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างสถาบันอุดมศึกษา ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคสังคม และนักศึกษา
ประเด็นสำคัญประการแรก คือ การตระหนักว่า CWIE เป็นกลไกสำคัญของการศึกษาเชิงประสบการณ์บนฐานสมรรถนะ ที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมได้ส่งเสริมมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๕ เพื่อเตรียมผู้เรียนให้มีความพร้อมเข้าสู่โลกการทำงานจริงทันทีหลังสำเร็จการศึกษา แนวทางนี้เน้นความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษาและสถานประกอบการในการร่วมผลิตบัณฑิตให้ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศและตลาดแรงงาน ทั้งยังสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี และพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา พ.ศ. ๒๕๖๒ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า CWIE ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมเสริมหลักสูตร แต่เป็นแนวทางเชิงนโยบายที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพบัณฑิตในระดับประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
อีกประเด็นหนึ่งที่ได้รับความรู้อย่างชัดเจน คือ ความก้าวหน้าและผลลัพธ์ของการขับเคลื่อน CWIE ในระดับประเทศ ในปัจจุบันมีสถาบันอุดมศึกษาที่จัดหลักสูตร CWIE จำนวนมาก หลักสูตรและจำนวนนักศึกษาที่เข้าร่วมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีความร่วมมือกับสถานประกอบการทั้งในประเทศ และต่างประเทศเป็นวงกว้าง ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า CWIE เป็นระบบที่ได้รับการยอมรับมากขึ้นเรื่อย ๆ และมีส่วนช่วยให้บัณฑิตได้งานทำรวดเร็วกว่าหลักสูตรปกติ ขณะเดียวกันสถานประกอบการก็มีความพึงพอใจต่อคุณภาพของบัณฑิตและเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นทุกปี จึงนับเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าการจัดการศึกษารูปแบบนี้มีประสิทธิผลและตอบสนองต่อความต้องการของสังคมและเศรษฐกิจยุคใหม่ได้เป็นอย่างดี
จากการรับฟังการปาฐกถาพิเศษเรื่อง ทำให้ทราบถึงการความสำคัญของ CWIE ในบริบทปัจจุบันไม่ได้มุ่งเพียงการฝึกประสบการณ์ทำงานเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับการสร้างผู้ประกอบการ การพัฒนานวัตกรรม การเสริมความยืดหยุ่นในการทำงาน และการสร้างทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อให้บัณฑิตสามารถดำรงอยู่และเติบโตได้ในโลกการทำงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ ในเวทีอภิปรายหัวข้อ “Entrepreneurs’ Voices: What Employers Expect from CWIE Graduates” และช่วง CWIE TALK: Resilience DNA ยังช่วยเปิดมุมมองที่สำคัญเกี่ยวกับความคาดหวังของผู้ใช้บัณฑิตและประสบการณ์จริงของผู้ผ่านระบบ CWIE โดยเฉพาะการเน้นให้ผู้เรียนมีความพร้อมทั้งด้านความรู้ ทักษะวิชาชีพ การสื่อสาร การทำงานร่วมกับผู้อื่น ความรับผิดชอบ ความสามารถในการปรับตัว และการนำประสบการณ์จริงไปต่อยอดสู่ความสำเร็จในอาชีพ รวมทั้งสามารถสร้างผลงานนวัตกรรมหรือก้าวสู่เวทีระดับชาติและนานาชาติได้ ประเด็นนี้ทำให้เห็นชัดว่าการเรียนรู้จากสถานการณ์จริงในสถานประกอบการเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหล่อหลอมสมรรถนะที่จำเป็นในศตวรรษที่ ๒๑ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
กล่าวโดยสรุป การเข้าร่วมงานครั้งนี้ทำให้เข้าใจภาพรวมของการขับเคลื่อน CWIE ทั้งในมิตินโยบาย ระดับการบริหารจัดการหลักสูตร ระดับการมีส่วนร่วมของสถานประกอบการ และระดับผลลัพธ์ที่เกิดกับผู้เรียนอย่างชัดเจนมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้เห็นแนวโน้มสำคัญของการพัฒนาการศึกษาไทยในอนาคตว่า การผลิตบัณฑิตจำเป็นต้องมุ่งสู่การสร้างคนที่พร้อมทำงาน สร้างนวัตกรรม ปรับตัวได้ และเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต ภายใต้ความร่วมมือที่เข้มแข็งระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคการทำงานจริง
- ประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานในตำแหน่งหน้าที่
ได้รับความรู้และความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับนโยบาย แนวคิด และแนวทางการดำเนินงาน CWIE ๕.๐ ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน และการบริหารจัดการสหกิจศึกษาในหลักสูตรได้อย่างเหมาะสม
- ประโยชน์ต่อหน่วยงาน (ระดับงาน/หลักสูตร/คณะ)
๑ สามารถนำมุมมองจากผู้ใช้บัณฑิตและตัวอย่างความสำเร็จของนักศึกษา CWIE ไปใช้ในการพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน โดยเฉพาะด้านนวัตกรรม ความยืดหยุ่น การทำงานร่วมกับผู้อื่น และการเรียนรู้ตลอดชีวิต
๒ เกิดโอกาสในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษา หน่วยงานภาครัฐ และสถานประกอบการ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดี การพัฒนางาน CWIE และการต่อยอดความร่วมมือเชิงวิชาการและวิชาชีพต่อไปในอนาคต