|
โครงการการใช้ ICT เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปกิบัติงาน
»
โครงการการใช้ ICT เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปกิบัติงาน - สายสนับสนุน
|
|
โครงการการใช้ ICT เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน (การใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน)
เป็นการพัอบรมฒนาสมรรถนะของด้าน ICT ให้มีทักษะใหม่ๆด้านดิจิทัล ด้านการใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานมากยิ่งขึ้น ซึ่งในการอบรมได้มีการแนะนำเครื่องมือ AI ที่น่าสนใจและในปัจจุบันมีใช้กันอย่างแพร่ ดังนี้ ChatGPT Gemini และ NotebookLM โดยแต่ละเครื่องมือมีจุดเด่นที่ต่างกันไป
ChatGPT คือเครื่องมืออเนกประสงค์ที่มีความยืดหยุ่นสูงสุด มีความสามารถในการทำความเข้าใจบริบททางภาษาที่ซับซ้อนและการเขียนเชิงสร้างสรรค์ ส่วน Gemini คือคู่แข่งโดยตรงของ ChatGPT แต่มีข้อได้เปรียบเรื่องการเข้าถึงข้อมูลแบบ Real-time และการผสานรวมกับระบบนิเวศของ Google มีจุดเด่นคือ เชื่อมต่อกับ Google Search เป็นพื้นฐาน ทำให้ข้อมูลมีความสดใหม่ (Up-to-date) และสามารถดึงข้อมูลจาก Google Maps, Hotels, Flights และ YouTube ได้ และ NotebookLM ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เป็นแชทบอทที่ “รู้ทุกเรื่อง” แต่ถูกออกแบบมาให้ “รู้ลึกในเรื่องที่เราป้อน” เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการทำงาน ต้องเลือกใช้เครื่องมือตามสถานการณ์ 1.เลือก ChatGPT เมื่อต้องการ “ไอเดียใหม่” หรือ “ทักษะเฉพาะทาง” 2.เลือก Gemini เมื่อต้องการ “ข้อมูลปัจจุบัน” หรือ “การทำงานข้ามแอป” และ 3.เลือก NotebookLM เมื่อมี “เอกสารต้นฉบับ” อยู่ในมือ และต้องการความถูกต้องแม่นยำ 100% โดยไม่อยากให้ AI แต่งเรื่องเพิ่ม เช่น การทำวิทยานิพนธ์ การตรวจสอบสัญญา หรือการสรุปรายงานการประชุม ทั้งนี้ ทุกเครื่องมือจะช่วยให้งานเสร็จไวยิ่งขึ้นได้จะขึ้นอยู่กับการป้อนข้อมูล หรือ Prompt
สิ่งที่ได้เรียนรู้และทำได้จริง
1.เข้าใจ AI มากขึ้น และไม่ใช่เรื่องไกลตัว
2.สั่งงาน AI เป็น (Prompt Engineering) รู้วิธีการคุยกับ AI, วิธีการป้อนคำสั่ง (Prompt) ที่ถูกต้อง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ตรงใจและนำไปใช้งานต่อได้ทันที
3.ใช้เครื่องมือ AI ช่วยทุ่นแรง ได้ลองใช้เครื่องมือ AI ต่างๆ เช่น ช่วยสรุปรายงานยาวๆ หรือจับประเด็นการประชุมในไม่กี่วินาที ช่วยคิดไอเดีย เขียนร่างอีเมล โครงการ หรือเนื้อหาประชาสัมพันธ์ และช่วยวิเคราะห์ข้อมูล ทำสไลด์พรีเซนต์ หรือหาไอเดียแก้ปัญหาในงาน
ผลลัพธ์ต่อการปฏิบัติงาน
1.ทำงานไวขึ้น
2.งานมีคุณภาพขึ้น
3.มั่นใจในเทคโนโลยีมากขึ้น
สรุปผลการเข้าร่วมโครงการคือทำให้มีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถหยิบเอาเครื่องมือ AI ที่กำลังมาแรงในปัจจุบัน มาประยุกต์ใช้กับงานประจำของตัวเองได้จริง ช่วยให้ทำงานง่ายขึ้น เร็วขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น
|
|
คำสำคัญ :
|
|
กลุ่มบทความ :
กลุ่มงานตามสมรรถนะบุคลากร
|
|
หมวดหมู่ :
กลุ่มงานเทคโนโลยีสารสนเทศ
|
|
สถิติการเข้าถึง :
เปิดอ่าน
87
ครั้ง | แสดงความคิดเห็น
0
ครั้ง
|
|
ผู้เขียน
ณิชากร ธิการ
วันที่เขียน
26/6/2569 17:10:25
แก้ไขล่าสุดเมื่อ
2/8/2569 18:36:11
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
การพัฒนาระบบสารสนเทศ
»
เริ่มต้นการพัฒนาด้วย React-Native
|
|
การใช้ React Native กับ TypeScript เป็นการเพิ่มความปลอดภัยของชนิดข้อมูลให้กับ JavaScript โดยการใช้ Type Checking ที่ช่วยป้องกันข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการพัฒนา React Native คือ เฟรมเวิร์กที่ใช้สำหรับพัฒนาแอปมือถือข้ามแพลตฟอร์ม (iOS และ Android) ด้วย React และ JavaScript วิธีการเริ่มต้น: ติดตั้ง Node.js และ Expo CLI ดาวน์โหลด Node.js และติดตั้ง Expo CLI (npm install -g expo-cli) สร้างโปรเจกต์ใหม่ด้วย TypeScript ใช้คำสั่ง expo init MyApp --template expo-template-blank-typescript เพื่อสร้างโปรเจกต์ใหม่ที่ใช้ TypeScript เขียนคอมโพเนนต์ สร้างคอมโพเนนต์ในไฟล์ .tsx ซึ่งสามารถใช้ประเภทข้อมูล (types) เพื่อให้แน่ใจว่าการใช้งานโค้ดเป็นไปอย่างถูกต้อง ตั้งค่า TypeScript ใช้ไฟล์ tsconfig.json เพื่อกำหนดการตั้งค่าของ TypeScript พัฒนาและทดสอบ ใช้คำสั่ง expo start เพื่อเริ่มเซิร์ฟเวอร์พัฒนาและทดสอบแอปบน Emulator หรืออุปกรณ์จริง ข้อดี: Type Safety: ช่วยจับข้อผิดพลาดได้ก่อนที่จะรันแอป การพัฒนาเร็วขึ้น: การใช้ TypeScript สามารถทำให้การพัฒนาเร็วขึ้นด้วย IntelliSense และการตรวจสอบข้อผิดพลาด การใช้ React Native กับ TypeScript จะทำให้การพัฒนาแอปของคุณมีความมั่นคงและปราศจากข้อผิดพลาดมากขึ้น พร้อมทั้งช่วยให้การพัฒนาเป็นไปอย่างราบรื่นยิ่งขึ้น
|
|
คำสำคัญ :
Component Expo-CLI NativeWind React-Native
|
|
กลุ่มบทความ :
กลุ่มงานตามสมรรถนะบุคลากร
|
|
หมวดหมู่ :
กลุ่มงานเทคโนโลยีสารสนเทศ
|
|
สถิติการเข้าถึง :
เปิดอ่าน
2403
ครั้ง | แสดงความคิดเห็น
0
ครั้ง
|
|
ผู้เขียน
สมนึก สินธุปวน
วันที่เขียน
1/9/2567 12:23:55
แก้ไขล่าสุดเมื่อ
3/8/2569 12:53:38
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
การพัฒนาระบบสารสนเทศ
»
การเขียนบทความลงวารสารวารสารแม่โจ้เทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรม
|
|
บทความวิชาการมีบทบาทสำคัญในฐานะที่เป็นรูปแบบอันเป็นสากลในการเผยแพร่ความรู้ ความคิด และพัฒนาการที่ได้จากการศึกษา ค้นคว้า
วิจัย ในแง่มุมต่าง ๆ มหาวิทยาลัยแม่โจ้จึงได้จัดทำ “วารสารเทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรม” ขึ้นเพื่อส่งเสริมการผลิตและเผยแพร่บทความ
วิชาการโดยมีกำหนดการตีพิมพ์เป็นราย 4 เดือน หรือ กำหนดออกปีละ 3 ฉบับ ในเดือนมกราคม พฤษภาคม และเดือนกันยายน ของทุกปี
• ประเภทผลงานที่รับตีพิมพ์
- บทความปริทัศน์ (Review Article) ทั้งในรูปแบบของการเรียบเรียงผลงานวิจัยที่ผ่านมา และการเรียบเรียงสรุปความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี
สารสนเทศในด้านใดด้านหนึ่ง หรือบทความแนะนำองค์ความรู้ในสาขาการวิจัยที่น่าสนใจ (Tutorial Article)
- บทความวิชาการ (Academic Article) ที่ให้ความรู้อันเป็นประโยชน์แก่นักวิชาชีพด้านเทคโนโลยีสารสนเทศหรือประชาชนทั่วไป
- บทความวิจัย (Research Article) ด้านนวัตกรรมการศึกษาและการจัดการเรียนการสอนในสาขาเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์
• ขอบเขตของบทความวิชาการ
- งานวิจัยและบทความทางวิชาการทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
- งานวิจัยและบทความในสาขาวิชาต่าง ๆ ที่นำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศไปประยุกต์ใช้
- งานวิจัยและบทความด้านอื่น ๆ ในองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารทั่วประเทศ
Ref: https://mitij.mju.ac.th/JOURNAL/1.Promote_MITIJ.pdf
|
|
คำสำคัญ :
เทคโนโลยีสารสนเทศ บทความวิจัย วารสารเทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรม วิทยาการคอมพิวเตอร์
|
|
กลุ่มบทความ :
กลุ่มงานตามสมรรถนะบุคลากร
|
|
หมวดหมู่ :
กลุ่มงานเทคโนโลยีสารสนเทศ
|
|
สถิติการเข้าถึง :
เปิดอ่าน
1071
ครั้ง | แสดงความคิดเห็น
0
ครั้ง
|
|
ผู้เขียน
สมนึก สินธุปวน
วันที่เขียน
28/9/2566 13:16:08
แก้ไขล่าสุดเมื่อ
2/8/2569 20:37:40
|
|
|
|
|
|
|
|