เมื่อ “โลกร้อน” ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป
ต้องยอมรับว่า เวลาพูดถึงคำว่า “ภาวะโลกร้อน” หรือ “Climate Change” หลายคนอาจรู้สึกว่าเป็นเรื่องใหญ่ระดับโลก เป็นเรื่องของรัฐบาล หรือเป็นเรื่องของโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แต่หลังจากได้เข้าร่วมอบรม “สำนักงานสีเขียว (Green Office)” ของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ในครั้งนี้ ทำให้มองเห็นชัดขึ้นว่า จริงๆ แล้ว “สถานที่ทำงานของเรา” ก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา และในขณะเดียวกัน ก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งของทางออกได้เช่นกัน
ในการอบรม วิทยากรได้เริ่มต้นด้วยการอธิบายถึงสถานการณ์โลกปัจจุบัน ทั้งเรื่องอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น ภัยแล้ง พายุรุนแรง น้ำท่วมฉับพลัน ไฟป่า และปัญหาด้านอาหาร ซึ่งทั้งหมดเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยตรง นอกจากนี้ ยังมีการยกตัวอย่างสถานการณ์ในประเทศไทย เช่น ภัยแล้งที่รุนแรงขึ้น ปัญหาไฟป่าในภาคเหนือ และอุณหภูมิที่เพิ่มสูงจนกระทบต่อภาคการเกษตร
สิ่งที่สะท้อนใจมากคือประโยคหนึ่งในการอบรมที่บอกว่า “คนทำงานใช้เวลาอยู่ในที่ทำงานมากกว่าอยู่บ้าน”
พอฟังแล้วก็รู้สึกจริงมาก เพราะในชีวิตอาจารย์ เราใช้เวลาอยู่ในสำนักงาน ห้องเรียน ห้องประชุม และอาคารมหาวิทยาลัยแทบทั้งวัน หากพื้นที่เหล่านี้ใช้พลังงานอย่างสิ้นเปลือง ใช้กระดาษจำนวนมาก มีขยะจำนวนมาก หรือไม่มีการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดี ก็ย่อมส่งผลต่อโลกโดยตรง
Green Office คืออะไร และทำไมมหาวิทยาลัยต้องให้ความสำคัญ
ก่อนอบรม หลายคนอาจเข้าใจว่า Green Office คือ “การปลูกต้นไม้” หรือ “การประหยัดไฟ” เท่านั้น แต่จริงๆ แล้ว Green Office มีความหมายกว้างกว่านั้นมาก …..จากเอกสารอบรม Green Office คือแนวทางการจัดการสิ่งแวดล้อมภายในองค์กร เพื่อให้เกิดกิจกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดผลกระทบต่อโลก และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ….สิ่งที่น่าสนใจคือ Green Office ไม่ได้เน้นแค่ “อาคาร” แต่เน้น “พฤติกรรมของคนในองค์กร” เป็นหัวใจสำคัญ …..พูดง่ายๆ คือ ต่อให้มีอาคารประหยัดพลังงานแค่ไหน แต่ถ้าคนยังเปิดไฟทิ้ง เปิดแอร์ทั้งวัน ใช้กระดาษแบบไม่จำเป็น หรือสร้างขยะจำนวนมาก ก็ไม่สามารถเรียกว่าเป็นสำนักงานสีเขียวได้.....สำหรับมหาวิทยาลัย แนวคิดนี้ยิ่งสำคัญมาก เพราะมหาวิทยาลัยไม่ได้มีหน้าที่แค่สอนหนังสือ แต่ยังเป็น “ต้นแบบทางสังคม” ในการสร้างวัฒนธรรมใหม่ให้กับนักศึกษาและชุมชน ในฐานะอาจารย์ เราจึงไม่ได้เป็นเพียง “ผู้สอน” แต่เป็น “ผู้สร้างพฤติกรรม” ด้วย
สิ่งที่ได้เรียนรู้ และรู้สึกว่า “ทำได้จริง” ในชีวิตการทำงาน
หนึ่งในสิ่งที่ชอบมากในการอบรมครั้งนี้ คือ วิทยากรไม่ได้พูดเรื่องสิ่งแวดล้อมแบบไกลตัว แต่ยกตัวอย่างเรื่องเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในสำนักงานทุกวัน เช่น
- เปิดไฟห้องประชุมทิ้งไว้
- พิมพ์เอกสารทั้งที่ส่ง PDF ได้
- ใช้แก้วพลาสติกทุกวัน
- เปิดแอร์อุณหภูมิต่ำเกินจำเป็น
- เดินทางคนเดียวทั้งที่ไปทางเดียวกันได้
- ประชุม onsite ทั้งที่บางครั้งออนไลน์ได้
ฟังแล้วรู้สึกว่า “นี่คือชีวิตประจำวันของเราจริงๆ” ในการอบรมมีการพูดถึงมาตรการลดการใช้พลังงาน น้ำ กระดาษ และเชื้อเพลิงอย่างละเอียด เช่น การใช้หลอด LED การตั้งอุณหภูมิแอร์ให้เหมาะสม การใช้ไฟล์ดิจิทัลแทนกระดาษ การใช้ QR Code และระบบออนไลน์แทนเอกสารกระดาษ …สิ่งที่สะดุดใจมากคือข้อมูลเกี่ยวกับ “กระดาษ 1 รีม” ที่ต้องใช้ต้นไม้ น้ำ และพลังงานจำนวนมาก รวมถึงก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ….ในฐานะอาจารย์ที่ต้องใช้เอกสารจำนวนมาก ทั้งงานสอน งานประชุม งานวิจัย และงานประกันคุณภาพ ทำให้เริ่มย้อนคิดว่า จริงๆ แล้ว เราสามารถลดการใช้กระดาษได้อีกมาก ปัจจุบันหลายอย่างสามารถเปลี่ยนเป็น digital workflow ได้แล้ว เช่น
- ส่งงานผ่าน Google Classroom
- ใช้ QR Code แทนเอกสาร
- ประชุมผ่านออนไลน์
- ใช้ e-signature
- ใช้ cloud storage แทนการพิมพ์เอกสารเก็บ
ซึ่งไม่เพียงช่วยโลก แต่ยังช่วยลดเวลาและค่าใช้จ่ายด้วย
Green Office กับบทบาท “อาจารย์มหาวิทยาลัย”
หลังอบรมจบ สิ่งที่คิดต่อทันทีคือ “แล้วเราจะเอาเรื่องนี้ไปใช้กับงานอาจารย์ได้อย่างไร?” พอคิดดีๆ พบว่า จริงๆ แล้วเชื่อมโยงได้เกือบทุกภารกิจเลย
- ด้านการเรียนการสอน
อาจารย์สามารถสอดแทรกเรื่องสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนเข้าไปในรายวิชาได้ แม้จะไม่ใช่วิชาสิ่งแวดล้อมโดยตรง เช่น ในสายบริหารธุรกิจ สามารถพูดเรื่อง
- Green Supply Chain
- ESG
- Carbon Footprint
- Sustainable Business
- Green Marketing
หรือแม้แต่การให้นักศึกษาทำโครงการที่ลดขยะ ลดพลังงาน หรือออกแบบกิจกรรม Green Campus
สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้นักศึกษาเห็นว่า “ความยั่งยืน” ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นทักษะสำคัญของโลกการทำงานยุคใหม่
- ด้านงานวิจัย
สำหรับสายวิจัย แนวคิด Green Office ทำให้เห็นประเด็นวิจัยใหม่จำนวนมาก เช่น
- พฤติกรรมการใช้พลังงานของบุคลากร
- การจัดการขยะในมหาวิทยาลัย
- Green Campus
- Carbon Neutral University
- Sustainable Consumption
- พฤติกรรมการใช้กระดาษในองค์กร
- การใช้ AI และ Digital Transformation เพื่อลด Carbon Footprint
โดยเฉพาะในยุคที่มหาวิทยาลัยทั่วโลกกำลังขับเคลื่อน SDGs งานวิจัยด้านนี้มีโอกาสต่อยอดได้ทั้งระดับชาติและนานาชาติ
ด้านบริการวิชาการ
มหาวิทยาลัยสามารถนำองค์ความรู้ Green Office ไปถ่ายทอดให้กับ โรงเรียน อบต. ชุมชน SME หน่วยงาน ราชการ วิสาหกิจชุมชน ฯลฯ เพราะหลายองค์กรอยากลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน แต่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร....อาจารย์จึงสามารถทำหน้าที่เป็น “พี่เลี้ยง” หรือ “ที่ปรึกษา” ในการพัฒนาองค์กรสีเขียวได้
- ด้านการเป็นแบบอย่าง
อันนี้อาจสำคัญที่สุด เพราะนักศึกษามองเห็นพฤติกรรมของอาจารย์ทุกวัน ถ้าอาจารย์ยังใช้แก้วพลาสติกทุกวัน เปิดไฟทิ้ง ใช้กระดาษจำนวนมาก หรือไม่คัดแยกขยะ นักศึกษาก็จะซึมซับพฤติกรรมเหล่านั้นโดยไม่รู้ตัว
แต่ถ้าอาจารย์เริ่มจากเรื่องเล็กๆ เช่น
- พกแก้วส่วนตัว
- ใช้เอกสารดิจิทัล
- แยกขยะ
- ปิดไฟเมื่อไม่ใช้
- ใช้ห้องประชุมแบบ Green Meeting
สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็น “วัฒนธรรม” ที่ค่อยๆ ส่งต่อไปยังนักศึกษา
สิ่งที่ชอบที่สุดจากการอบรมครั้งนี้
สิ่งที่ประทับใจมากคือ Green Office ไม่ได้สอนให้เรารู้สึกผิดกับโลก แต่สอนให้เห็นว่า “ทุกคนเริ่มต้นได้”
ไม่จำเป็นต้องทำเรื่องใหญ่ทันที แค่เริ่มจาก
- ปิดไฟ
- ลดกระดาษ
- แยกขยะ
- ใช้แก้วส่วนตัว
- ประชุมออนไลน์เมื่อจำเป็น
- แชร์รถไปทำงาน
สิ่งเล็กๆ เหล่านี้ ถ้าคนทั้งองค์กรช่วยกัน ก็สร้างผลกระทบเชิงบวกได้มหาศาล อีกประเด็นที่ชอบมาก คือแนวคิด “Happy Workplace” หรือการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดี เพราะ Green Office ไม่ได้ดูแลแค่ “โลก” แต่ดูแล “คนทำงาน” ด้วย สำนักงานที่สะอาด มีอากาศดี มีพื้นที่สีเขียว มีความปลอดภัย และมีระบบการจัดการที่ดี ย่อมทำให้บุคลากรทำงานอย่างมีความสุขมากขึ้น
บทสรุป : Green Office เริ่มจาก “เรา”
หลังจบการอบรมครั้งนี้ สิ่งที่ได้กลับมาไม่ใช่แค่ความรู้เรื่องเกณฑ์การประเมินสำนักงานสีเขียว แต่เป็นการเปลี่ยนมุมมองว่า “การดูแลโลก” ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง ….มหาวิทยาลัยในยุคใหม่ ไม่ได้แข่งขันกันแค่เรื่องวิชาการ แต่แข่งขันกันเรื่อง “ความยั่งยืน” ด้วย และการเปลี่ยนแปลงนั้น อาจเริ่มจากเรื่องง่ายที่สุด เช่น โต๊ะทำงานของเรา ห้องเรียนของเรา หรือพฤติกรรมเล็กๆ ในแต่ละวัน เพราะสุดท้ายแล้ว Green Office ไม่ได้หมายถึงแค่ “สำนักงานสีเขียว” แต่หมายถึง “วัฒนธรรมการทำงานแบบใหม่” ที่ใส่ใจทั้งคน องค์กร และโลกไปพร้อมกัน