งานวิจัยเรื่อง Enhancing industrial vinegar production from coffee pulp: role of aeration rate on acetic acid formation งานวิจัยนี้ศึกษาบทบาทของอัตราการให้อากาศต่อการสร้างกรดอะซิติกในการผลิตน้ำส้มสายชูจากเนื้อกาแฟ โดยศึกษาผลของอัตราการให้อากาศ (Aeration rate) 3 ระดับ คือ 0.5, 1.0 และ 1.5 vvm ต่อการเจริญเติบโตและการผลิตกรดอะซิติกของแบคทีเรีย Acetobacter pasteurianus TISTR 102 ในถังหมักขนาด 10 ลิตร เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้เนื้อกาแฟที่เป็นผลพลอยได้เหลือทิ้ง ผลการทดลองพบว่า อัตราการให้อากาศที่ 1.0 vvm ให้ผลดีที่สุด โดยได้ความเข้มข้นกรดอะซิติกสูงสุด (5.12%) มีความหนาแน่นเซลล์สูงสุด และใช้เวลาหมักสั้นที่สุด (144 ชั่วโมง) เนื่องจากเป็นระดับที่สมดุลระหว่างออกซิเจนและความเสถียรของจุลินทรีย์ การให้อากาศต่ำไป (0.5 vvm) ทำให้ขาดออกซิเจน ส่วนสูงไป (1.5 vvm) ทำให้เกิดแรงเฉือนและปฏิกิริยาออกซิเดชันที่มากเกินไปจนลดประสิทธิภาพลง เมื่อนำเงื่อนไขการหมักที่เหมาะสม (1.0 vvm) ไปขยายขนาดการผลิต (Scale-up) ในถังหมักขนาด 100 ลิตร พบว่าสามารถผลิตกรดอะซิติกได้ 4.48% ซึ่งผ่านเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัยทางอาหารสำหรับการผลิตน้ำส้มสายชู งานวิจัยเรื่อง Isolation and characterization of a novel Staphylococcus aureus Bacteriophage against antibiotic-resistant Staphylococcus aureus งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหาแนวทางใหม่ในการรักษาโรคติดเชื้อดื้อยา โดยเฉพาะเชื้อดื้อยาเมทิซิลลิน (MRSA) โดยการแยกแบคเทอริโอฟาจ (Bacteriophage) หรือไวรัสที่ทำลายแบคทีเรียจากน้ำเสีย ซึ่งจากผลการทดลอง สามารถแยกแบคเทอริโอฟาจชนิดไลติก (Lytic phage) ได้สำเร็จ ตั้งชื่อว่า "Phage J" จากการส่องกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน (TEM) พบว่ามีส่วนหัวเป็นรูปทรงเหลี่ยม (Icosahedral head) ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 85 นาโนเมตร Phage J มีความเสถียรสูง สามารถทนอุณหภูมิได้ในช่วง 4°C ถึง 37°C ยาวนานถึง 21 วัน มีประสิทธิภาพและความจำเพาะเจาะจงสูงมาก โดยสามารถยับยั้งและทำลายเชื้อ S. aureus ได้ถึง 88.24% (45 จาก 51 สายพันธุ์ที่ทดสอบ) ค่าความเข้มข้นที่เหมาะสมในการเพิ่มปริมาณฟาจ (Optimal MOI) คือ 0.01 และ 0.001 บนอาหาร soft agar และพบว่า Phage J สามารถลดการเจริญเติบโตของแบคทีเรียได้อย่างมีนัยสำคัญตลอดระยะเวลา 8 ชั่วโมง สรุปได้ว่าเป็นตัวเลือกที่มีศักยภาพสูงในการพัฒนาเป็นสารต้านเชื้อดื้อยา งานวิจัยเรื่อง Marker–trait association analysis reveals ABA signaling–related genes associated with root System architecture in rice under PEG‑induced osmotic stress งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหายีนเด่นที่มีความสัมพันธ์กับลักษณะระบบราก (ความลึกของรากและจำนวนปลายรากแตกแขนง) เพื่อช่วยให้ข้าวหลบหลีกภัยแล้ง โดยศึกษาในประชากรข้าวรุ่น F2 ที่เกิดจากการผสมข้ามพันธุ์ระหว่างข้าวนาลุ่ม "ปทุมธานี 1" และข้าวไร่พื้นเมือง "ข้าวโป่งใคร้" ภายใต้ภาวะเครียดที่ชักนำด้วยสาร PEG 20% ผลการวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ marker-trait association (MTA) พบ Candidate genes ที่สำคัญ 3 ยีน ได้แก่ OsbZIP23, OsHAP5F และ OsZEP โดย ยีน OsbZIP23 และ OsHAP5F มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับจำนวนของปลายราก ในขณะที่ยีน OsZEP และ OsHAP5F สัมพันธ์กับความลึกของราก ซึ่งยีนเหล่านี้สามารถอธิบายความแปรปรวนของลักษณะปรากฏได้ 10.43% – 21.38% นอกจากนี้ยังพบว่าfavorable alleles ที่ได้รับมาจากพ่อแม่พันธุ์ข้าวไร่ "ข้าวโป่งใคร้" สัมพันธ์กับการเพิ่มการแตกแขนงของรากและการยืดตัวของรากในแนวดิ่ง ซึ่งยีนกลุ่มนี้เกี่ยวข้องกับการตอบสนองต่อสิ่งเร้าทางกายภาพและการส่งสัญญาณของกรดแอบไซซิก (ABA) ทำให้เป็นประโยชน์อย่างมากต่อการคัดเลือกสายพันธุ์ข้าวหอมให้ทนแล้งด้วยเครื่องหมายโมเลกุล (MAS)