|
การอบรมโครงการเสริมสร้างสมรรถนะด้านการคิดวิเคราะห์ และการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์สำหรับบุคลากรสายสนับสนุน วันที่ 29 – 30 พฤษภาคม 2568 ณ โรงแรมกรีนเลครีสอร์ท หัวข้อ เสริมสมรรถนะการปฏิบัติงานด้วยมุมมองแบบ systematic thinking และการใช้งาน SWOT analysis Systematic Thinking วิทยากรโดย อาจารย์รุจาดล นันทชารักษ์ วิทยาลัยบริหารศาสตร์ ระบบ คือ การทำงานรวมกันระหว่างองค์ประกอบต่าง ๆ เพื่อดัดแปลงสภาพของ input ให้ค่อย ๆ กลายเป็น output โดยอาศัยชุดขั้นตอนต่าง ๆ ที่มีอยู่ภายในระบบ ซึ่งการทำงานดังกล่าวถูกกำหนดโดย “End Goal” Classic System Model การบริหารกิจการสาธารณะ System and Public Administration Routine work มีความสำคัญ ที่ต้องใช้ทรัพยากรบุคคลเยอะ เน้นเรื่องประสิทธิภาพ Strategy work มีเป้าที่ว่าทำยังไงให้การทำงานมีประสิทธิภาพ ลดการใช้ทรัพยากร และได้ผลลัพธ์ตามยุทธศาสตร์ได้หรือไม่ ดูแผนใหญ่ระดับประเทศไล่ลงมาถึงองค์กร โดยทุกแผนต้องจบที่โครงการเสนอ SWOT Analysis เริ่มต้นให้ตั้งเป้าหมายที่เราคาดหวัง / องค์กรคาดหวัง การหา Strengths จุดแข็ง และ Weaknesses จุดอ่อน โดยการใช้ McKinsey 7-S Framework การหา Opportunities โอกาส และ Threats อุปสรรค โดยการใช้ 6 Forces & PESTEL Model การใช้ EFAS & IFAS Metrix เพื่อช่วยจัดระเบียบและช่วยจัดเรียงลำดับความสำคัญของปัจจัยสภาพแวดล้อมภายนอก และปัจจัยภายในองค์การ กิจกรรมฝึกหัดการออกแบบโครงการด้วยมุมมองแบบ systematic thinking และการวิเคราะห์ SWOT โครงการพัฒนาบุคลากรสายสนับสนุนเพื่อเตรียมความพร้อมสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้น เป้าหมายของโครงการ : สนับสนุนให้บุคลากรสายสนับสนุนทำผลงานเพื่อเข้าสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้น SWOT Analysis S1 = บุคลากรมีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ เฉพาะตำแหน่ง S2 = มีบุคลากรที่มีตำแหน่งชำนาญการพิเศษทุกตำแหน่งงาน S3 = มหาวิทยาลัยมีนโยบายสนับสนุนให้บุคลากรมีตำแหน่งที่สูงขึ้น W1 = ภาระงานที่ได้รับมอบหมายไม่ตรงกับตำแหน่ง W2 = ภาระงานประจำมากทำให้ไม่มีเวลาทำผลงาน O1 = มีเทคโนโลยีช่วยสนับสนุนในการทำผลงาน O2 = มีองค์กรภายนอกที่สนับสนุนในการเผยแพร่ผลงาน O3 = แหล่งเรียนรู้และพัฒนาทักษะที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น T1 = องค์กรชะลอการขยายตัว ทำให้ไม่มีตำแหน่งใหม่เปิดขึ้น T2 = ภัยธรรมชาติทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน T3 = การเมืองที่มีการเปลี่ยนแปลงบ่อยทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน หัวข้อ การกำกับติดตามและตรวจสอบโครงการด้วย Gantt chart วิทยากรโดย อาจารย์รุจาดล นันทชารักษ์ วิทยาลัยบริหารศาสตร์ Gantt Chart ช่วยในการจัดการและกำกับโครงการที่ปฏิบัติการในแผน Gantt คือ แผนที่แสดงกระบวนการในการปฏิบัติงาน โดยระบุกิจกรรมทั้งหมดที่ต้องทำ เรียงลำดับกิจกรรมจากเริ่มต้นไปสิ้นสุด ระบุงบประมาณ ระยะเวลา ผู้รับผิดชอบ โดยใช้แถบสีแสดงความคืบหน้าของแต่ละงาน ประโยชน์ ช่วยเราวางแผน ช่วยให้เห็นความแตกต่างของช่วงระยะเวลา งบประมาณ โดยต้องยึดโยงอยู่กับเป้าหมายไว้เสมอ ทำให้เห็นปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้นระหว่างการทำโครงการ เพื่อจะได้แก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที วิธีการสร้าง Gantt Chart - ระบุกิจกรรมของโครงการทั้งหมดที่ต้องทำ - เรียงลำดับกิจกรรมทั้งหมด (เพื่อแสดงความสัมพันธ์ระหว่างกิจกรรม) - กำหนดระยะเวลาเริ่มต้น/สิ้นสุดของแต่ละกิจกรรม - ใช้แถบสี/สัญลักษณ์ต่าง ๆ เพื่อแสดงความคืบหน้าของแต่ละงาน - ระบุชื่อของผู้รับผิดชอบแต่ละกิจกรรมด้วยระบบ O/S System - ระบุข้อมูลงบประมาณ/ค่าใช้จ่าย หัวข้อ ศิลปะการสื่อสารจูงใจ - เทคนิคการนำเสนอ - การสื่อสารข้อมูลการดำเนินงาน - การสื่อสารในภาวะวิกฤต Crisis Communication วิทยากรโดย อาจารย์สุรชัย ศรีนรจันทร์ คณะศิลปศาสตร์ หลักการออกแบบ Power Point พื้นฐาน Power Point คือ สื่อในการนำเสนอ สิ่งที่สำคัญคือ ทำอย่างไรให้คนอ่านได้และสะดุดตา Preproduction กำหนดสิ่งสำคัญ 3 ประการในการนำเสนอคือ รูปแบบ (Theme), ตัวหนังสือ (Font) และ สี (Color) รูปแบบ (Theme) การเลือก Theme คือ การเลือกเรื่องราวที่จะสื่อสารและออกแบบให้มีความสอดคล้องกับเนื้อหาที่นำเสนอ และขนาดสไลด์ให้เหมาะกับเครื่อง ตัวหนังสือ (Font) เลือก Font ที่จะใช้งานบน Power Point ที่มีความเหมาะสมและผู้ฟังสามารถอ่านได้ชัดเจน ข้อแนะนำ - Font มาตรฐานที่มีอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไป - Power Point ไม่ควรมีฟอนต์เกิน 2 แบบ - ใช้ตัวอักษรขนาดใหญ่ ตั้งแต่ 36 - 70 point ขึ้นไป - ใช้กฎ 7x7 หนึ่งบรรทัดไม่เกิน 7 คำ หนึ่งหน้าไม่เกิน 7 บรรทัด สี (Color) สีในการใช้ในการนำเสนอ หลักการเดียว คือ ใช้สีคู่ตรงข้าม เพื่อให้ข้อความดูโดดเด่นและอ่านได้ง่าย กฎ 7x7 7 คำต่อหนึ่งบรรทัด และ 7 บรรทัดต่อ 1 สไลด์ เรียงจาก ซ้ายไปขวา บนลงล่าง จะช่วยให้ Power Point ให้มีที่ว่างดูแล้วไม่อึดอัด และอ่านง่าย แล้วควรให้ระวัง "คำกระจัดกระจาย" (เมื่อคำสุดท้ายของประโยชค/วลีตกไปอยู่ในบรรทัดถัดไป) รูปภาพ (Image) การใส่รูปภาพ เลือกรูปภาพที่มีความสำคัญเท่ากับข้อความ มีความสอดคล้อง สร้างแรงบันดาลใจ และมีความหมาย การปรับขนาดรูปภาพให้คงสัดส่วนเดิม ระวังการปรับแบบยืด-หด จะทำให้ภาพเพี้ยน ทักษะการพูด การพูดสอนไม่ได้ มันคือทักษะ พัฒนาโดยการพูดเยอะ ๆ ผิดบ่อย ๆ แล้วนำมาปรับใช้ โดยมีสิ่งที่ต้องรู้ 3 อย่างคือ 1. รู้คน เราต้องรู้จักว่าเรากำลังจะพูดให้ใครฟัง เพื่อเลือกระดับภาษา และเลือกเรื่องราวที่จะพูด ทำความสนิท ความคุ้นเคยกับผู้ฟัง 2. รู้งาน ทำความเข้าใจกับงานที่เรากำลังจะพูด ศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับงานนั้น ๆ ทั้งกำหนดการ และที่มาของงาน 3. รู้บรรยากาศ รู้จักการวิเคราะห์สถานการณ์ บรรยากาศของงาน และสร้างบรรยากาศให้งานมีความลื่นไหล
|
|
การอบรมอบรม HR for Line Leader : เข้าใจคน เข้าใจงาน
ระหว่างวันที่ 11-12 ธันวาคม 2568 ณ สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
หัวข้อ HR for Line Leader : เข้าใจคน เข้าใจงาน
วิทยากรโดย อาจารย์ ดร.เบ็ญจวรรณ บุญใจเพ็ชร
กลยุทธ์การบริหารงาน HR สมัยใหม่ เพื่อมุ่งสู่องค์กรประสิทธิภาพสูง สามารถอภิบาย ได้ ดังนี้
1. การวางแผนกำลังคน (Workforce Planning Manpower) คือกระบวนการสรรหา วางแผน วิเคราะห์ และจัดการกับแรงงานเพื่อให้มีความเหมาะสมต่อความต้องการขององค์กร เช่น การวางแผนจำนวนแรงงานที่ต้องการในอนาคต การจัดทำแผนการเลื่อนตำแหน่งงาน และการพัฒนาทักษะและความรู้ของบุคลากร เป็นต้น
2. การสรรหาและการคัดเลือก (Recruitment & Selection) คือ กระบวนการที่องค์กรใช้ในค้นหา
และเลือกบุคลากรที่เหมาะสม สำหรับตำแหน่งงานที่ว่างอยู่หรือที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยมีขั้นตอน สำคัญ ดังนี้
1. การวางแผนสรรหา เป็นการกำหนดความต้องการของตำแหน่งงานและกลยุทธ์การสรรหา
2. การโฆษณาตำแหน่งงาน เป็นการใช้ช่องทางต่าง ๆ เช่น เว็บไซต์สมัครงานหรือโซเซียลมีเดีย
3. การโฆษณาตำแหน่งงาน เป็นการใช้ช่องทางต่างๆ เช่น เว็บไซต์สมัครงานหรือโซเชียลมีเดีย
4. การโฆษณาตำแหน่งงาน เป็นการใช้ช่องทางต่าง ๆ เช่น เว็บไซต์สมัครงานหรือโซเชียลมีเดีย
5. การสัมภาษณ์ผู้สมัคร เป็นการวิเคราะห์เรซูเม่ (Resume) และจัดลำดับผู้สมัครที่เหมาะสม
6. การตัดสินใจในการเลือก เป็นการตัดสินใจเลือกบุคคลที่เหมาะสมสำหรับองค์กร กระบวนการนี้มี
ความสำคัญต่อประสิทธิภาพและความสำเร็จในองค์กรในระยะยาว
3. การบริหารค่าตอบแทน (Conpensation Management) กระบวนการที่องค์กรใช้ในการจัดการค่าตอบแทนที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพเพื่อดึงดูดและรักษาพนักงานที่มีความสามารถ โดยการบริหาร
ค่าตอบแทนนี้ จะช่วยให้พนักงานมีแรงจูงใจในการทำงานอย่างเต็มที่และลดความขัดแย้งในองค์กร นอกจากนี้ยังช่วยควบคุมต้นทุนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานได้ดี ถือเป็นกระบวนการที่องค์กรใช้ในการจัดการค่าตอบแทนที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพเพื่อดึงดูดและรักษาพนักงานที่มีความสามารถ โดยมีวัตถุประสงค์หลักๆ ดังนี้
1. ดึงดูดและรักษาพนักงานที่มีความสามารถ เป็นการบริหารค่าตอบแทนที่ดีจะช่วยให้พนักงานที่มี
ความสามารถตัดสินใจทำงานในองค์กรนั้น ๆ
2. ลดความขัดแย้งในองค์กร เป็นการบริหารค่าตอบแทนที่ดีจะช่วยลดความขัดแย้งระหว่างพนักงาน
และองค์กร
3. การสร้างวินัยและการสร้างขวัญกำลังใจ (Labor Law & Employee Relation Engagement)
คือความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและลูกจ้างที่เกิดจากการทำงานร่วมกันในองค์กร โดยรวมถึงบรรยากาศการทำงาน ความไว้ใจ และการสื่อสารที่ช่วยให้ทั้งสองฝ่ายอยู่ร่วมกันอย่างราบรื่น แรงงานสัมพันธ์จึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับการบริหารแรงงานสัมพันธ์ที่ต้องเรียนรู้และเข้าใจให้ลึกตั้งแต่การกำหนดนโยบายที่ยุติธรรม รับฟังและแก้ไขปัญหาของพนักงาน ไปจนถึงการทำงานร่วมกับรัฐ เพื่อให้การจ้างงานเป็นไปตามมาตรฐาน มาดูกันว่าสิ่งที่ HR ต้องรู้และจัดการเกี่ยวกับงานแรงงานสัมพันธ์มีอะไรบ้าง
1. สื่อสารนโยบายองค์กรให้ชัดเจน HR ต้องสื่อสารนโยบายองค์กร กฎระเบียบ และสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ กับพนักงานอย่างเข้าใจตรงกัน เพื่อลดความสับสนและความขัดแย้ง
2. ดูแลสิทธิประโยชน์และสวัสดิการ ตรวจสอบให้แน่ใจว่าการจ่ายค่าจ้าง สวัสดิการ วันลา ค่าล่วงเวลา หรือสิทธิอื่น ๆ เป็นไปตามกฎหมายและมาตรฐานแรงงาน
3. รับฟังและแก้ไขปัญหาอย่างเป็นธรรม เมื่อพนักงานมีข้อร้องเรียน HR ต้องรับฟังอย่างไม่เอนเอียง และหาทางแก้ไขที่เหมาะสม เพื่อสร้างความไว้วางใจและความรู้สึกยุติธรรมในองค์กร
4. การเรียนรู้ ฝึกอบรม และพัฒนา (Learning & Training & Development)
เป็นกระบวนการหรือกิจกรรมที่มุ่งเน้นในการพัฒนาและเสริมสร้างทรัพยากรมนุษย์ในองค์กรให้มีความรู้ ทักษะ และความสามารถในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นเลิศ ความเข้าใจในภาคธุรกิจ และสามารถปรับตัวตามสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงได้ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในลักษณะนี้เป็นสิ่งสำคัญในการเติบโตและความสำเร็จขององค์กรในยุคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
กระบวนการ Learning & Development จะมีลักษณะต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การสร้างหลักสูตรการฝึกอบรม การจัดทำวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การออกแบบการฝึกอบรมและวิธีการสอนที่เหมาะสม การให้บริการการฝึกอบรมและสัมมนา การพัฒนาทักษะใหม่ ๆ และความรู้ที่เป็นประโยชน์ และการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่กระตุ้นให้พนักงานเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง
หลังจากที่พนักงานได้รับการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะแล้ว การติดตามและประเมินผลจะเป็นส่วนสำคัญในการวัดความสำเร็จของ Learning & Development ว่ามีผลกระทบต่อความสำเร็จและประสิทธิภาพขององค์กรอย่างไร
Learning & Development (L&D) เป็นองค์ประกอบที่มีบทบาทสำคัญและไม่ควรถูกละเลยในองค์กร มีบทบาทหลากหลายที่มีผลต่อความสำเร็จและความเจริญรุ่งเรืองขององค์กรในด้านต่าง ๆ ดังนี้:
พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ : ความสำเร็จขององค์กรขึ้นอยู่กับทรัพยากรมนุษย์ที่มีความพร้อมและเชี่ยวชาญ ในงานของตน การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีความรู้ ทักษะ และความสามารถที่เกี่ยวข้องจึงเป็นสิ่งสำคัญในการทำให้พนักงานเติบโตและมีความสำเร็จในที่ทำงาน
สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ : การให้โอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาทักษะให้กับพนักงานทำให้พนักงานรู้สึกว่าองค์กรให้ความสำคัญกับความเจริญรุ่งเรืองของพนักงาน การสร้างบรรยากาศที่ส่งเสริมการเรียนรู้เป็นสิ่งที่ช่วยสร้างพนักงานที่มีความสามารถและความพร้อมในการทำงาน
เพิ่มประสิทธิภาพและผลการทำงาน : การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่มีความรู้และทักษะที่เกี่ยวข้องทำให้พนักงานมีความเชี่ยวชาญในงานของตน จึงส่งผลให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น และนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นในการทำธุรกิจ
สร้างความพร้อมในการเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลง : องค์กรต้องเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลง
ในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีความรู้และความเข้าใจในเรื่องราวและแนวโน้มทางธุรกิจทำ
|