ประโยชน์จากการเข้าร่วม การอบรมโครงการ แนวทางการเขียนบทความวิจัยเพื่อการตีพิมพ์
วันที่เขียน 28/8/2561 17:03:54     แก้ไขล่าสุดเมื่อ 19/8/2569 5:26:39
เปิดอ่าน: 3719 ครั้ง

หลักการสำคัญในการเขียนบทความวิจัยให้มีคุณภาพเพื่อตีพิมพ์นั้น ในหนึ่งบทความต้องมีส่วนประกอบสำคัญๆ ดังนี้ 1. ต้องมีการกล่าวถึงหลักการทางทฤษฏี (Theory) แนวคิด (Concept) ที่สนับสนุนงานวิจัยอย่างถูกต้อง ตรงกับศาสตร์ที่วรสารนั้นมุ่งตีพิมพ์ 2. ข้อมูลและระเบียบวิธีการวิจัยต้องถูกต้องที่สุด สมเหตุสมผลตามประเด็นเรื่องวิจัย 3. วรรณกรรม และงานวิจัยที่อ้างอิงในบทนำ การอภิปรายผล ต้องตรงกับคำสำคัญของงานวิจัย เรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องห้ามนำมาอภิปรายร่วม 4. การเขียนต้องจบที่ละประเด็น ไม่เขียนวกวน การเขียนต้องถูกหลักไวยากรณ์ คำวิชาการเฉพาะทาง (Technical term) การเขียนบทความทางวิชาการหนึ่งๆ ต้องมีการวางแผนที่บทความ (Article map) เพื่อจะได้เป็นไกด์ไลน์ในการเขียนได้อย่างถูกต้องและกระชับ

โครงการ แนวทางการเขียนบทความวิจันเพื่อการตีพิมพ์  จัดอบรมโดย สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยแม่โจ้  ณ ห้องสายน้ำผึ้ง  ในวันศุกร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2561 โดยได้รับเกียรติจาก รองศาสตราจารย์ ดร. โยธิน แสวงดี สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นวิทยากรในการถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับ เทคนิคการเขียนบทความอย่างไรให้ได้ตีพิมพ์ โดยเริ่มต้นตั้งแต่การคิดประเด็นที่ทำงานวิจัยว่าการทำงานวิจัยเป็นการคิดแก้ปัญหาที่สำคัญปล่อยไว้ไม่ได้ และองค์ความรู้ที่ได้มาจากงานวิจัยสามารถพัฒนาและชี้นำชุมชน หรือประเทศได้ หลักการสำคัญในการเขียนบทความวิจัยให้มีคุณภาพเพื่อตีพิมพ์นั้น ในหนึ่งบทความต้องมีส่วนประกอบสำคัญๆ ดังนี้ 1. ต้องมีการกล่าวถึงหลักการทางทฤษฏี (Theory) แนวคิด (Concept) ที่สนับสนุนงานวิจัยอย่างถูกต้อง ตรงกับศาสตร์ที่วรสารนั้นมุ่งตีพิมพ์  2. ข้อมูลและระเบียบวิธีการวิจัยต้องถูกต้องที่สุด สมเหตุสมผลตามประเด็นเรื่องวิจัย  3. วรรณกรรม และงานวิจัยที่อ้างอิงในบทนำ การอภิปรายผล ต้องตรงกับคำสำคัญของงานวิจัย เรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องห้ามนำมาอภิปรายร่วม  4. การเขียนต้องจบที่ละประเด็น ไม่เขียนวกวน การเขียนต้องถูกหลักไวยากรณ์ คำวิชาการเฉพาะทาง (Technical term)   การเขียนบทความทางวิชาการหนึ่งๆ ต้องมีการวางแผนที่บทความ (Article map) ซึ่งการเขียนแผนที่บทความจะประกอบด้วย         1.ชื่อเรื่อง 2. ชื่อผู้เขียน 3. บทนำ (ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา) 4. แนวความคิด ทฤษฏีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 5.ข้อมูลและระเบียนวิธีการวิจัย 6. ผลการวิเคราะห์ข้อมูลและอภิปรายผล 7. สรุปและข้อเสนอแนะ (Conclusion) จำนวนหน้าทั้งบทของบทความระหว่าง 8 -15 หน้า  แต่ละหน้าจะประกอบด้วยย่อหน้าประมาณ 2-3 ย่อหน้า โดยเริ่มต้นในการวางประเด็นสำคัญของเนื้อหา ความสำคัญของปัญหา ความจำเป็นที่ต้องทำการค้นคว้า ตรวจสอบว่าประเด็นที่เราสนใจนั้นมีใครค้นคว้า หรือไม่ ในช่วง 5-10 ปี  วัตถุประสงค์ของการวิจัยต้องชัดเจนว่าทำอะไร ตรวจสอบ พิสูจน์ วิเคราะห์อะไร ระเบียบวิจัย การวิเคราะห์ผลอาจนำเสนอในรูปแบบกราฟ รูปภาพ ตาราง โดยพิจารณาตามบทความที่ตีพิมพ์ในวารสารล่าสุด สรุปผลการวิจัย บรรณานุกรรม รวมทั้งกิติกรรมประกาศจะเขียนไว้หลังสุด และการตั้งชื่อบทความวิจัย ต้องตั้งให้สอดคล้องกับผลการวิจัยที่เด่นที่สุด ในตัวบทวิเคราะห์ เพราะเป็นจุดที่ดึงดูดความสนใจของบรรณาธิการ ผู้อ่านนิรนาม และผู้อ่านบทความ และต้องเข้าใจรูปแบบของวารสารวิชาการที่เลือกในการตีพิมพ์ต้องทำให้ถูกต้องตามรูปแบบที่วรสารกำหนด การโต้ตอบข้อคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญโดยปกติบรรณาธิการจะรับฟังข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญและเป็นตัวกลางในการสื่อสารระหวางผู้เขียนกับผู้เชี่ยวชาญ หากมีการแก้ไขต้องเขียนแก้ไข และเขียนแก้ไขเป็นอย่างไร ปรากฏอยู่ในหน้าใดในต้นฉบับที่ส่งมาใหม่ และไม่จำเป็นต้องแก้ไขตามเสนอไป แต่ต้องมีเหตุผล หรือ อ้างอิงที่สามารถยืนยันได้จริง

คำสำคัญ :
กลุ่มบทความ :
หมวดหมู่ :
แชร์ :
https://erp.mju.ac.th/acticleDetail.aspx?qid=837
ความคิดเห็นทั้งหมด (0)
ไม่มีข้อมูลตามเงื่อนไขที่ท่านกำหนด
รายการบทความการแลกเปลี่ยนเรียนรู้หมวดหมู่ : กลุ่มงานสายวิชาการ
การจัดการองค์ความรู้ที่ได้จากการเข้าร่วมประชุม อบรม สัมมนา » AUN-QA Implementation and Gap Analysis Version ๔ (รุ่นที่ ๒๘)
หลักสูตรอบรมเชิงวิชาการที่มุ่งเสริมสร้างความเข้าใจอย่างเป็นระบบเกี่ยวกับ การนำเกณฑ์ AUN-QA Programme Level Version 4 ไปประยุกต์ใช้ในการประกันคุณภาพการศึกษาระดับหลักสูตร โดยเน้นการตีความเจตนารมณ์ของ...
AUNQA  GapAnalysis  Version4  การประกันคุณภาพการศึกษา     กลุ่มงานตามสมรรถนะบุคลากร   กลุ่มงานสายวิชาการ
ผู้เขียน ศิรศักดิ์ ศศิวรรณพงศ์  วันที่เขียน 16/7/2569 11:56:25  แก้ไขล่าสุดเมื่อ 19/8/2569 2:47:20   เปิดอ่าน 103  ครั้ง | แสดงความคิดเห็น 0  ครั้ง
หลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติในการเขียนผลงานทางวิชาการ » NotebookLM: เครื่องมือ AI สำหรับการจัดการองค์ความรู้และการสร้างสื่อการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายแนวทางการใช้งาน NotebookLM ซึ่งเป็นเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของ Google ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยอ่าน วิเคราะห์ สรุป และจัดการองค์ความรู้จากข้อมูลของผู้ใช้ ...
NotebookLM, ปัญญาประดิษฐ์, การจัดการความรู้, การสรุปเอกสาร, การเรียนรู้ดิจิทัล, Google AI     กลุ่มงานตามสมรรถนะบุคลากร   กลุ่มงานสายวิชาการ
ผู้เขียน กัญญ์พัสวี กล่อมธงเจริญ  วันที่เขียน 15/7/2569 15:48:04  แก้ไขล่าสุดเมื่อ 18/8/2569 20:09:22   เปิดอ่าน 78  ครั้ง | แสดงความคิดเห็น 0  ครั้ง