ความรู้ที่ได้รับจากการเข้าร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง เทคนิคการเขียนบทความวิจัยเพื่อตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ
วันที่เขียน 17/3/2559 19:50:24     แก้ไขล่าสุดเมื่อ 15/10/2569 7:05:40
เปิดอ่าน: 4391 ครั้ง

การตีพิมพ์ผลงานวิจัยเป็นการเผยแพร่องค์ความรู้แก่สาธารณะชน ซึ่งการจะเลือกวารสารที่จะตีพิมพ์ผลงานวิชาการนั้นจะต้องมีขอบเขตเดียวกับงานวิจัยของเราและเพื่อให้การส่งบทความได้รับการตอบรับจึงต้องมีการเตรียมบทความวิจัยให้มีคุณภาพ

ประเภทและองค์ประกอบเพื่อการเตรียมผลงานวิจัย (Scientific disclosure; types and anatomy) 

ในหัวข้อนี้รองศาสตราจารย์ ดร.ศิวพร มีจู สมิธ เป็นวิทยากร ได้กล่าวถึง เหตุผลของการตีพิมพ์หรือนำเสนอผลงานวิจัย ซึ่งประกอบด้วย 2 เหตุผล หลัก ๆ คือ 

1) เหตุผลส่วนตัว (Personal gain) เช่น เพื่อการสำเร็จการศึกษา เพื่อสร้างผลงานให้ตัวเอง เพื่อความมีชื่อเสียง หรือเพื่อหารายได้

2) เหตุผลสาธารณะ (Public gain)  เพื่อการเผยแพร่องค์ความรู้ที่ค้นพบซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ

   

และวิทยากรได้ให้ความหมายของการเผยแพร่งานวิจัยว่า เป็นขบวนการในการแลกเปลี่ยนกับสาธารณชน โดยอาจจะนำเสนอในรูปแบบการพูด โปสเตอร์ ทางอินเทอร์เน็ต หรือสื่อต่าง ๆ ก็ได้ โดยแบ่งประเภทของการเผยแพร่ผลงานวิจัยหลัก ๆ  3 ประเภท ดังนี้

1)  โปสเตอร์ (poster)

2)  การนำเสนอในการประชุมวิชาการ (presentation)

3)  การตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ (publication)

 

1. องค์ประกอบของโปสเตอร์ 

โปสเตอร์จะมีองค์ประกอบหลักอยู่ 5 ส่วน ได้แก่ บทนำ (Introduction) วิธีการ (methods) ผลการวิจัยหรืออภิปรายผล (results/discussion) การสรุปผล (conclusion) และการอ้างอิง (literature cited)

 2.  เทคนิคในการนำเสนอในการประชุมวิชาการ 

ผู้นำเสนอจะต้องทราบรูปแบบการจัดการ ได้แก่ ทราบเวลาในการนำเสนอ ทราบว่าผู้ฟังคือใคร  ควรใช้เวลาในการนำเสนอตามที่กำหนด โดยนำเสนอ slid ละ 1 นาที ไม่ควรนำเสนอด้วยการอ่านจาก slid และควรเตรียมคำตอบสำหรับคำถามที่คาดว่าผู้ฟังจะถาม

 3. เทคนิคในการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ 

การตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ มีข้อควรระวังคือ ไม่นำผลงานที่เคยนำเสนอที่อื่นไปตีพิมพ์อีก เพราะจะเป็นการซ้ำซ้อน โดยควรมีการเตรียมความพร้อมในการตีพิมพ์ ดังนี้

1)  ชื่องานวิจัย สามารถตั้งชื่องานวิจัยได้ 3 รูปแบบหลัก คือ อิงสมมติฐาน (Hypothesis) อิงวิธีการ (Methods) และอิงผลลัพธ์ (Results)

2)  บทคัดย่อ (Abstract) ควรเขียนให้ชัดเจนและครอบคลุมงานวิจัยที่เป็นหลักสำคัญทั้งหมด เนื่องจากบทคัดย่อเป็นสิ่งแรกที่ผู้อ่านงานวิจัยจะอ่าน โดยอาจยึดหลักสำคัญ ดังนี้

                  2.1 บอกถึงวัตถุประสงค์ของงานวิจัย

                  2.2 อธิบายถึงวิธีการหรือเทคนิคที่ใช้ในงานวิจัย

                  2.3 แสดงผลวิจัยที่สำคัญ ๆ

                  2.4 สรุปผลลัพธ์ที่ได้

 

                    โดยให้ข้อแนะนำในการเขียนบทคัดย่อเป็นภาษาอังกฤษ ดังนี้

1) ควรใช้ Past tense

2) ควรใช้ภาษาที่มีความชัดเจนไม่คลุมเครือ

3) แสดงผลงานวิจัยที่ชัดเจน

4) ไม่ควรใช้คำโอ้อวดเกินจริง

5) ไม่ควรใช้คำเหล่านี้  better, faster, larger, more effective, more variable เป็นต้น

 

3) การออกแบบรูปภาพ (Figure Desige)

 ต้องทราบกลุ่มผู้อ่าน ภาพที่แสดงควรอธิบายให้เข้าใจด้วยตัวของภาพเอง ภาพและตัวอักษรมีความชัดเจน

  

สาระน่ารู้ การแชร์ประสบการณ์เกี่ยวกับขั้นตอนการส่งผลงานวิจัยเพื่อรับการประเมินสำหรับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ (Manuscript submission: Peer-review in practice and tips)

ในหัวข้อนี้วิทยากร (รองศาสตราจารย์ ดร.ศิวพร มีจู สมิธ) ได้กล่าวถึง Peer review ซึ่งเป็นกระบวนการหนึ่งที่สำคัญในการตีพิมพ์บทความวิจัยในวารสารวิชาการ โดยได้แสดงถึงสถิติของการตอบรับบทความวิจัย ดังนี้

     8% ได้รับการตอบรับโดยไม่มีที่แก้ไข

          41% ได้รับการตอบรับแต่ให้ปรับปรุงตามคำแนะนำ

          30% ได้รับการปฏิเสธหลังจากพิจารณาบทความแล้ว

          13% ได้รับการปฏิเสธ โดยไม่ได้รับการพิจารณาบทความ เนื่องจากบทความมีคุณภาพต่ำ

          8%  ได้รับการปฏิเสธ โดยไม่ได้รับการพิจารณาบทความ เนื่องจากไม่ตรงกับขอบเขตของวารสาร

 

ซึ่งการจะได้รับการตอบรับจากวารสาร บทความจะต้องอยู่ในขอบเขตของวารสารเป็นลำดับแรก ดังนั้นจะต้องเลือกวารสารที่มีขอบเขตตรงกับผลงานของเรา รวมถึงต้องมีการพิจารณาชื่อเสียงของวารสาร กระบวนการในการ Review (รวมถึงระยะเวลาในการรับบทความ จนถึงขั้นตอนของการตอบรับ/ปฏิเสธ) และพิจารณาค่า Impact factor ด้วย

 

การเขียนถึงเนื้อความของเขาให้เป็นประโยคของเรา (Paraphrasing)

ในส่วนนี้วิทยากร คือ Dr. Christopher B. Smith ได้ให้ความหมายของ Paraphrasing ว่าเป็นการคัดลอกหรืออ้างถึงคำ (word) ความคิด (idea) ของบุคคลอื่นมาเป็นของตนเอง โดยนักวิจัยจะต้องคำนึง   ถึงส่วนนี้ให้มาก ทั้งนี้ การคัดลอกงานวิจัยอาจจะเป็นไปโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ได้ ซึ่งการคัดลอกผลงาน   ที่พบจะมีได้ 4 รูปแบบคือ

1. คัดลอกหรือนำงานของผู้อื่นมาอ้างอิงโดยขาดการอ้างอิง

2. การใช้ความคิดของผู้อื่นโดยขาดการให้เครดิต

3. การอ้างอิงหรือให้เครดิตที่ไม่เพียงพอ

4. การนำข้อความของผู้อื่นโดยขาดการใช้เครื่องหมาย quotation (“…”)  เป็นต้น

 

 โดยหากจะนำข้อความในบทความวิจัยชิ้นเดิมของนักวิจัยเอง หรือของนักวิจัยท่านอื่นมาใช้ในบทความของเรา วิทยากรแนะนำให้ให้เปลี่ยนเอกพจน์ (singular) ไปเป็น พหูพจน์ (plural)  หรือการเปลี่ยนรูปแบบการเขียนจาก noun เป็น verb หรือใช้วิธีการสรุปสาระสำคัญในงานเดิมมาเขียนในงานของเราแทน

คำสำคัญ :
กลุ่มบทความ :
หมวดหมู่ :
แชร์ :
https://erp.mju.ac.th/acticleDetail.aspx?qid=495
ความคิดเห็นทั้งหมด (0)
ไม่มีข้อมูลตามเงื่อนไขที่ท่านกำหนด
รายการบทความการแลกเปลี่ยนเรียนรู้หมวดหมู่ : กลุ่มงานสายวิชาการ
AI for Modern Educators สำหรับอาจารย์ผู้สอนและบุคลากรสายวิชาการ » AI for Modern Educators สำหรับอาจารย์ผู้สอนและบุคลากรสายวิชาการ
การประยุกต์ใช้ AI เพื่อการจัดการเรียนการสอนและการวิจัยสำหรับ โครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตร AI for Modern Educators สำหรับอาจารย์ผู้สอนและบุคลากรสายวิชาการ การใช้ประยุกต์เพื่อเป็นแนวทางกา...
AI  สายวิชาการ     กลุ่มงานตามสมรรถนะบุคลากร   กลุ่มงานสายวิชาการ
ผู้เขียน ฐิติพรรณ ฉิมสุข  วันที่เขียน 2/10/2569 13:20:03  แก้ไขล่าสุดเมื่อ 15/10/2569 1:07:23   เปิดอ่าน 82  ครั้ง | แสดงความคิดเห็น 0  ครั้ง
การเผยแพร่ความรู้ที่ได้รับจากการอบรม » ความรู้ที่ได้รับจากการเข้าร่วมอบรมในโครงการพัฒนาสมรรถนะด้าน (AI) ให้กับบุคลากรและนักศึกษา มหาวิทยาลัยแม่โจ้
ปัจจุบันปัญญาประดิษฐ์ (AI) มีบทบาทสำคัญในการช่วยพัฒนาการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับผู้เรียนในยุคดิจิทัลมากขึ้น AI สามารถช่วยผู้สอนในการจัดทำเนื้อหา สื่อการเรียนรู้ กิจกรรม และแบบประเม...
การพัฒนาสมรรถนะด้าน (AI)  การพัฒนาสื่อการสอน     กลุ่มงานตามสมรรถนะบุคลากร   กลุ่มงานสายวิชาการ
ผู้เขียน รุ่งกานต์ ใจวงค์ยะ  วันที่เขียน 28/9/2569 9:58:28  แก้ไขล่าสุดเมื่อ 15/10/2569 6:45:47   เปิดอ่าน 286  ครั้ง | แสดงความคิดเห็น 0  ครั้ง
องค์ความรู้ » การเข้าร่วมโครงการพัฒนาสมรรถนะด้าน (AI) ให้กับบุคลากรและนักศึกษา มหาวิทยาลัยแม่โจ้
การเข้าร่วมโครงการพัฒนาสมรรถนะด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) สำหรับบุคลากรและนักศึกษา มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ในหัวข้อ “การประยุกต์ใช้ AI เพื่อการเรียนการสอน การจัดทำเอกสารประกอบการสอนและตำราให้เข้าถึงผู้เรียนยุ...
การใช้ AI  การพัฒนาสื่อการสอน  สมรรถนะด้าน AI     กลุ่มงานตามสมรรถนะบุคลากร   กลุ่มงานสายวิชาการ
ผู้เขียน รัชนีวรรณ วงศ์พระจันทร์  วันที่เขียน 23/9/2569 15:58:21  แก้ไขล่าสุดเมื่อ 15/10/2569 5:47:17   เปิดอ่าน 100  ครั้ง | แสดงความคิดเห็น 0  ครั้ง
เกมการเงิน: นวัตกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความรู้ทางการเงินและส่งเสริมการบริการวิชาการสู่สังคม » บทนำ ในยุคที่สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและการเงินมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ประชาชนจำเป็นต้องเผชิญกับการตัดสินใจทางการเงินที่ซับซ้อนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนการใช้จ่าย การบริหารหนี้สิน การออม การลงทุน และการบริหารความเสี่ยงทางการเงิน ความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) จึงกลายเป็นทักษะที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตและการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของบุคคลและครัวเรือน อย่างไรก็ตาม การพัฒนาความรู้ทางการเงินผ่านการเรียนการสอนแบบบรรยายเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถสร้างความเข้าใจและเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น การนำแนวคิดการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ (Experiential Learning) และการจัดการเรียนรู้แบบเกม (Game-Based Learning) มาประยุกต์ใช้ จึงเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ การคิดวิเคราะห์ และการตัดสินใจในสถานการณ์จำลองที่ใกล้เคียงกับชีวิตจริง เกม การเงิน (Financial Games) จึงได้รับการยอมรับว่าเป็นนวัตกรรมการเรียนรู้ที่ช่วยส่งเสริมความรู้ ทักษะ และพฤติกรรมทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในระบบการศึกษาและการบริการวิชาการแก่สังคม ความสำคัญของเกมการเงิน เกมการเงินเป็นเครื่องมือการเรียนรู้ที่ออกแบบให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาและตัดสินใจทางการเงินภายใต้เงื่อนไขหรือสถานการณ์จำลองต่าง ๆ ซึ่งช่วยให้ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางทฤษฎีกับการประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้อย่างเป็นรูปธรรม การเรียนรู้ผ่านเกมช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจในประเด็นทางการเงินที่สำคัญ ได้แก่ การวางแผนการเงิน การบริหารรายรับรายจ่าย การจัดการหนี้สิน การออม การลงทุน และการบริหารความเสี่ยง นอกจากนี้ยังช่วยพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การตัดสินใจ การแก้ปัญหา และการทำงานร่วมกับผู้อื่น ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในศตวรรษที่ 21 ด้วยเหตุนี้ เกมการเงินจึงไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมเพื่อความสนุกสนาน แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทางการเงินของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิผล บอร์ดเกมการเงินในปัจจุบัน บริษัท ฟินไดซ์ เอ็ดดูเคชั่น จำกัด เป็นผู้พัฒนาเกมการเงินที่มุ่งเน้นการสร้างการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง โดยออกแบบเกมให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางการเงินที่บุคคลต้องเผชิญในชีวิตประจำวัน ซึ่งประกอบด้วยเกมสำคัญ ดังนี้ 1. Calculate your net worth รู้หน้าไม่รู้หนี้ เกมรู้หน้าไม่รู้หนี้มุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับภาระหนี้สินและสถานะทางการเงินที่แท้จริงของบุคคล เกมนี้จะช่วยฝึกทักษะการบริหารสินทรัพย์ การคำนวณความมั่งคั่งสุทธิ และการจัดการสภาพคล่อง ผ่านการจำลองชีวิตจริงได้ 2. Shop Me Please ซื้อฉันเถอะ เกมซื้อฉันเถอะเป็นเกมที่จำลองสถานการณ์การเลือกซื้อสินค้าและบริการภายใต้งบประมาณที่จำกัด ผู้เล่นจะต้องพิจารณาความจำเป็น ความคุ้มค่า และผลกระทบจากการใช้จ่ายแต่ละรายการ เกมนี้ช่วยพัฒนาทักษะการวางแผนการใช้จ่าย การจัดลำดับความสำคัญทางการเงิน และการตัดสินใจบริโภคอย่างมีเหตุผล 3. Risky Lossy มีฉันไว้ อุ่นใจนะ Risky Lossy เป็นเกมที่เสริมสร้างความเข้าใจด้านการบริหารความเสี่ยงและการประกันภัย โดยเฉพาะ ช่วยให้ผู้เล่นเข้าใจว่าการโอนย้ายความเสี่ยงด้วยประกันสามารถปกป้องความมั่งคั่งในชีวิตจริงได้ เน้นการเรียนรู้เรื่องความเสี่ยงและผลตอบแทน 4. The Next Step บันไดภาษี The Next Step เป็นบอร์ดเกมจำลองสถานการณ์ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ออกแบบโดย Findice โดยจำลองกระแสรายได้ รายจ่าย และให้ผู้เล่นวางแผนใช้สิทธิลดหย่อนภาษี เป้าหมายหลักของเกมคือการทำความเข้าใจโครงสร้างอัตราภาษีแบบก้าวหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีเกินความจำเป็น 5. Trade In Trade Out แลกไปแลกมา Trade In Trade Out เป็นการ์ดเกมและบอร์ดเกมจำลองสถานการณ์การแลกเปลี่ยนสิ่งของ (Barter System) ออกแบบมาเพื่อสอนพื้นฐานการเงิน การต่อรอง และความสำคัญของการประเมินมูลค่าสิ่งของ โดยไม่มีเงินตราเป็นสื่อกลาง ผู้เล่นจะต้องสวมบทบาทในยุคที่ยังไม่มีเงินสด และต้องใช้วิธีนำสิ่งของที่มีอยู่ไปแลกเปลี่ยนกับผู้เล่นคนอื่นเพื่อให้ได้ไอเทมที่ต้องการ 6. Trader Hunter หุ้นซิ่งทะลุกระดาน Trader Hunterเป็นเกมจำลองการลงทุนในตลาดหุ้นที่ เกมนี้ช่วยให้ผู้เล่นได้ปูพื้นฐานการลงทุนในหุ้น 8 กลุ่มอุตสาหกรรม เรียนรู้การทำกำไรทั้งสายเก็งกำไรระยะสั้น (Day Trade) และสายออมหุ้นระยะยาวเพื่อรับปันผล (Value Investor) พร้อมสร้างความเข้าใจเรื่องการกระจายความเสี่ยง การวิเคราะห์ข้อมูล และการรับมือกับข่าวสารเหตุการณ์โลกที่มีผลกระทบต่อราคาหุ้น โดยเป้าหมายหลักคือการเรียนรู้วิธีบริหารพอร์ตการลงทุนและเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการลงทุนอย่างมีเหตุผลและการบริหารความเสี่ยงในการลงทุน การประยุกต์ใช้เกมการเงินในงานการศึกษา เกมการเงินสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนทั้งในระดับมัธยมศึกษา อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา โดยเฉพาะในสาขาการเงิน การบัญชี เศรษฐศาสตร์ และบริหารธุรกิจ เนื่องจากช่วยให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริงมากกว่าการจดจำเนื้อหาเชิงทฤษฎี การใช้เกมการเงินในชั้นเรียนช่วยส่งเสริมรูปแบบการเรียนรู้แบบ Active Learning ทำให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้มากขึ้น อีกทั้งยังช่วยพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การสื่อสาร และการทำงานเป็นทีม นอกจากนี้ ผู้สอนยังสามารถใช้เกมเป็นกรณีศึกษาเพื่อเชื่อมโยงกับเนื้อหารายวิชาต่าง ๆ เช่น การวางแผนการเงินส่วนบุคคล การบริหารความเสี่ยง การลงทุน และการเป็นผู้ประกอบการ โดยผลลัพธ์ที่สำคัญคือผู้เรียนสามารถพัฒนาความรู้ทางการเงินควบคู่กับการพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานและการดำรงชีวิตในอนาคต การประยุกต์ใช้เกมการเงินในงานบริการวิชาการ นอกจากประโยชน์ด้านการศึกษาแล้ว เกมการเงินยังสามารถนำไปใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการดำเนินงานบริการวิชาการแก่สังคม โดยเฉพาะการส่งเสริมความรู้ทางการเงินให้แก่ประชาชน นักเรียน ผู้ประกอบการ วิสาหกิจ
  กลุ่มงานตามสมรรถนะบุคลากร   กลุ่มงานสายวิชาการ
ผู้เขียน ประภาพร กิจดำรงธรรม  วันที่เขียน 16/9/2569 15:58:17  แก้ไขล่าสุดเมื่อ 14/10/2569 22:50:34   เปิดอ่าน 91  ครั้ง | แสดงความคิดเห็น 0  ครั้ง