ตอนที่ 1 : ข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก
รหัสอ้างอิง : 1642
ชื่อสมาชิก : ภานรินทร์ ปรีชาวัฒนากร
เพศ : หญิง
อีเมล์ : panarin@mju.ac.th
ประเภทสมาชิก : บุคลากรภายใน[สังกัด]
ลงทะเบียนเมื่อ : 15/8/2557 10:34:23
แก้ไขล่าสุดเมื่อ : 15/8/2557 10:34:23


ตอนที่ 2 : ประวัติการเขียนบทความของสมาชิก
เข้าร่วมโครงการการพัฒนาองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หลักสูตรข้อกำหนดและการตรวจติดตามภายในระบบมาตรฐานอุตสาหกรรมอาหาร ISO 22000: 2018 และ FSSC 22000 Version 5 ในระหว่างวันเสาร์ที่ 21 และวันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2563 ณ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้
ก้อนเห็ดหมดอายุเป็นแหล่งของเอนไซม์ กลุ่มย่อยโพลิแซคคาไรด์หลายชนิดที่นำมาใช้เป็นเอนไซม์เสริมในอาหารสัตว์ได้ และจากผลวิเคราะห์ค่ากิจกรรมเอนไซม์ย่อยโพลีแซคคาไรด์ในก้อนเห็ดหมดอายุ 4 ชนิด ได้แก่ เห็ดยานางิ เห็ดนางฟ้า เห็ดขอนขาว และเห็ดลม พบว่า ก้อนเห็ดลมมีกิจกรรมของเอนไซม์เหลือมากที่สุด คือ เซลลูเลส 5.48 อะมัยเลส 5.20 แมนนาเนส และไซลาเนส 16.07 ยูนิต/กรัม น้ำหนักแห้ง และพบว่าการสกัดด้วยระบบวนชะสามารถสกัดเอนไซม์ได้ดีกว่าการสกัดแบบครั้งคราว อัตราการไหล 8 มล./นาที 2 รอบ สกัดเอนไซม์รวมได้ 31.29 ยูนิต/กรัม น้ำหนักแห้ง เอนไซม์หยาบที่ผลิตได้นี้สามารถย่อยพื้นผิวของแกลบได้ ดังนั้นคาดว่าน่าจะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในแง่ของการเสริมในอาหารสัตว์เพื่อเพิ่มการย่อยได้ของสัตว์ เอนไซม์อาหารสัตว์มักจะนิยมเสริมในอาหารสัตว์ เพื่อให้สัตว์มีสมรรถนะการเจริญที่ดี ช่วยเพิ่มค่าการย่อยได้ของอาหาร (digestibility) ทำให้สัตว์สามารถดูดซึมสารอาหารไปใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น และช่วยกำจัดสารต้านโภชนะ (antinutritional factors) ที่ก่อผลเสียต่อการเจริญของสัตว์ได้อีกด้วย มีรายงานวิจัยที่ยืนยันถึงประโยชน์จากการเสริมเอนไซม์ลงไปในอาหารสัตว์เพื่อปรับปรุงสมรรถนะการเจริญของสัตว์เลี้ยง (Marquardt et al., 1996; Alam et al., 2003; Vahjen et al., 2005) ได้แก่ เอนไซม์ xylanase beta-mannanase beta-glucanase cellulase protease และ phytase เป็นต้น ซึ่งส่วนใหญ่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ดังนั้นการแสวงหาแหล่งเอนไซม์หาได้ง่าย ราคาถูก จึงควรนำมาศึกษาแนวทางที่จะช่วยให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ทุกระดับลดค่าใช้จ่ายได้ ก้อนเพาะเห็ดที่ผ่านการใช้งานและหมดอายุแล้ว (spent mushrooms) สามารถใช้เป็นแหล่งเอนไซม์อาหารสัตว์ในกลุ่มที่ย่อยสารโพลิแซคคาไรด์ (polysaccharide-degrading enzymes) ได้ ดังนั้นการวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อสำรวจปริมาณเอนไซม์อาหารสัตว์ที่เหลืออยู่ในก้อนเพาะเห็ดที่หมดอายุ โดยเน้นเอนไซม์กลุ่มย่อยโพลิแซคคาไรด์เป็นสำคัญ รวมทั้งศึกษากระบวนการสกัดเอนไซม์อย่างง่ายแต่มีประสิทธิภาพ เพื่อเกษตรกรสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างสะดวก และสามารถผลิตเอนไซม์ใช้เองได้ ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มมูลค่าให้กับวัสดุเหลือทิ้งการเกษตร และลดปัญหาสิ่งแวดล้อม ผลการทดลองและวิจารณ์ผลจากงานวิจัย ? ผลการเลือกก้อนเห็ดเตรียมเอนไซม์ ก้อนเห็ดลมมีเอนไซม์ย่อยโพลิแซคคาไรดเหลือสูงสุด รวมเอนไซม์ทั้งหมด 42.74 ยูนิต/กรัม น้ำหนักแห้ง ก้อนเห็ดเห็ดยานางิ มีเอนไซม์เหลืออยู่น้อยที่สุด 4 ยูนิต/กรัม น้ำหนัก ? การเปรียบเทียบระบบสกัดเอนไซม์ การสกัดด้วยน้ำเปล่าและสารละลายSodium phosphate buffer ให้ผลได้ (yield) ของเอนไซม์ที่ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ? ผลของอัตราการไหลในระบบต่อปริมาณเอนไซม์ การสกัดแบบวนชะสามารถสกัดเอนไซม์ได้ดีกว่าการสกัดแบบครั้งคราว ด้วยอัตราการไหล 8 ml/ min สามารถสกัดเอนไซม์ได้ดีที่สุด ? ผลของจำนวนรอบที่มีต่อปริมาณเอนไซม์ การวนชะ จำนวน 2 รอบ สามารถสกัดเอนไซม์ได้ดีที่สุด ? การทดสอบย่อยพื้นผิวแกลบด้วยเอนไซม์หยาบ ลักษณะสัณฐานภายใต้กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน พื้นผิวทั้งภายในและภายนอกของแกลบหยาบ มีลักษณะคล้ายถูกกัดกร่อน แสดงถึงการถูกย่อยโดยเอนไซม์ ปริมาณเอนไซม์ที่สกัดได้เป็นที่น่าพึงพอใจ และเอนไซม์อะมัยเลส ถูกสกัดออกมาน้อยมากเมื่อใช้อัตราการไหลที่ต่ำ เอนไซม์ชนิดอื่นๆ มีความแตกต่างของผลได้เพียงเล็กน้อย อาจมีสาเหตุในระดับโครงสร้างโมเลกุลของเอนไซม์ที่ส่งผลต่อการจับ (affinity) บนอนุภาคก้อนเห็ด ดังนั้นจึงคาดว่าแกลบที่ผ่านการย่อยด้วยเอนไซม์จากก้อนเห็ดหมดอายุเหล่านี้ น่าจะมีค่าการย่อยได้สูงขึ้น และถูกนำไปใช้โดยสัตว์มากขึ้น สรุปผล ก้อนเห็ดลมหมดอายุ มีเอนไซม์กลุ่มย่อยโพลิแซคคาไรด์หลงเหลือสูงที่สุด มีเอนไซม์รวม 42.74 ยูนิต/กรัม น้ำหนักแห้ง และมีเอนไซม์เซลลูเลส 5.475 อะมัยเลส แมนนาเนส 15.991 และไซลาเนส 16.073 ยูนิต/กรัม น้ำหนักแห้ง ในขณะที่ก้อนเห็ดหมดอายุ ยานางิ มีเอนไซม์น้อยที่สุด 10 ยูนิต /กรัม น้ำหนักแห้ง และการสกัดเอนไซม์โดยใช้ระบบวนชะสามารถสกัดได้มากกว่าการสกัดแบบครั้งคราว มีอัตราการไหลที่ระดับ 8 มล./นาที เป็นระดับที่ดีที่สุดในการสกัด และยังพบว่าเอนไซม์ที่เตรียมจากก้อนเห็ดลม มีศักยภาพที่จะนำไปใช้เสริมในอาหารสัตว์เพื่อเพิ่มการย่อยได้ของสัตว์ต่อไป Figure 1 The morphology of rice husk (A) comparing to rice husk treated by crude enzyme from spent mushroom (B ) เอกสารอ้างอิง Alam, M.J., M.A.R. Howider, M.A.H. Pramanik and M.A. Haque. 2003. Effect of exogenous enzyme in diet on broiler performance. International Journal of Poultry Science 2: 168-173. Marquardt, R.R., A. Brenes, Z. Zhang and D. Boros. 1996. Use of enzymes to improve nutrient availability in poultry feedstuffs. Animal Feed Science and Technology 60: 321- 330. Vahjen, W., T. Busch and O. Simon. 2005. Study on the use of soya bean polysaccharide degrading enzymes in broiler nutrition. Animal Feed Scienceand Technology 120: 259-276.
กระเทียมดำ (Black garlic) กระเทียมดำ คือกระเทียมขาวพันธุ์ปกติ ที่ผ่านกระบวนการหมักบ่ม (Fermentation) ภายใต้อุณหภูมิและความชื้นที่เหมาะสม เป็นเวลานาน 1 เดือน จนทำให้มีสีดำ ไม่มีกลิ่นฉุน รสหวาน รับประทานง่าย และที่สำคัญมีปริมาณสารสำคัญต่างๆ เพิ่มขึ้น 13 เท่า กระเทียมดำมีประโยชน์และฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลากหลายและเป็นที่รู้จักกันดีแพร่หลายในครัวและวงการแพทย์ของเกาหลี ญี่ปุ่น จีน ตลอดเป็นที่นิยมในประเทศสเปน กระเทียมดำโด่งดังในฐานะเป็นสมุนไพรที่ใช้บรรเทาอาการต่างๆ ในวงการแพทย์ทางเลือกโดยเฉพาะที่ประเทศเยอรมนี มีการเผยแพร่งานวิจัยของแพทย์ทางอายุรกรรม มหาวิทยาลัยไฟร์บวร์ก Prof. Dr. Sigrun Chrubasik-Hausmann ที่ทำการวิจัยเกี่ยวกับกระเทียมดำในทางการแพทย์ธรรมชาติต่อการรักษาโรคหลายแขนงและการบำบัดรักษาอาการปวด ซึ่งพบว่ากระเทียมดำได้มีส่วนช่วยรักษาโรค และทำให้ระบบภูมิต้านทานโรคดีขึ้น โดยได้มีการเผยแพร่บทความและงานวิจัยการเพิ่มมากขึ้น หลักการทำให้กระเทียมดำ สีดำของกระเทียมดำที่เห็นเกิดจากการหมักบ่มกระเทียมสด และเกิดจากปฏิกิริยาเมลลาร์ด (Maillard reaction) ซึ่งเป็นปฏิกิริยาการเกิดสีน้ำตาลที่ไม่เกี่ยวข้องกับเอนไซม์ เป็นผลของปฏิกริยาเคมีระหว่างน้ำตาลรีดิวซิงกับหมู่อะมิโนในโมเลกุลของกรดอะมิโนอิสระในกระเทียมทำให้ได้เป็นสารสีน้ำตาล และเมื่อผ่านกระบวนการผลิตด้วยความร้อน ฟรุคแทน (fructan) ซึ่งเป็นสารโพลีแซคคาไรด์ ในกระเทียมจะเกิดการสลายตัวกลายเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวได้แก่ กลูโคส และฟรุคโตส ทำจึงให้กระเทียมดำที่ได้มีรสหวาน สารสำคัญที่พบในกระเทียมดำ นักวิจัยได้ศึกษาพบว่า ในระหว่างการหมักบ่มกระเทียมสด สาระสำคัญที่ไม่คงตัว และมีกลิ่นฉุน จะถูกเปลี่ยนเป็นสารที่คงตัว และไม่มีกลิ่นฉุน ซึ่งได้แก่ • S-allycysteine (SAC) เป็นสารประกอบกำมะถันที่ละลายในน้ำ มีคุณสมบัติในการต่อต้านอนุมูลอิสระ ลดคลอเรสเตอรอล และป้องกันมะเร็ง • S-allyl melcaptocystein (SAMC) มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันมะเร็ง • Y-Aminobutyric acid (GABA) ซึ่งเป็นสารประกอบอินทรย์ชนิดหนึ่งที่ทำหน้าที่ในระบบประสาทของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม มีคุณสมบัติบำรุงสมอง และป้องกันโรคความผิดปกติของระบบประสาท • ปริมาณกรดอะมิโน 18 ชนิด โปรตีน เอนไซม์ SOD สารกลุ่ม flavonoids และสารกลุ่ม polyphenols ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ร่างกายดูดซึมได้ง่าย และเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเปรียบเทียบกับกระเทียมสด ตาราง สารสำคัญในกระเทียมดำเปรียบเทียบกับกระเทียมสด ที่มา: https://www.pharmacy.mahidol.ac.th ลักษณะกระเทียมดำที่ดี สีดำ มีเนื้อสัมผัสเหนียว ยืดหยุ่นคล้ายเจลลี่ รสชาติหวาน มีกลิ่นฉุนของกระเทียมลดลง ประโยชน์ของกระเทียมดำ จากการศึกษาผลของการรับประทานกระเทียมดำ พบว่ามีประโยชน์มากมายดังนี้ 1) ช่วยบำรุงสมอง และป้องกันโรคความผิดปกติของระบบประสาท เพราะกระเทียมดำมี สารY-Aminobutyric acid (GABA) ซึ่งเป็นสารประกอบอินทรีย์ที่ทำหน้าที่ในระบบประสาทของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม มีคุณสมบัติบำรุงสมอง และป้องกันโรคความผิดปกติของระบบประสาท 2) ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันมะเร็ง กระเทียมดำมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้งานได้ง่าย จึงสามารถป้องกันการเกิดมะเร็งได้เป็นอย่างดี หรือผู้ป่วยมะเร็งในระยะเริ่มแรก หากกินกระเทียมดำควบคู่ไปกับการรักษาทางการแพทย์ ก็จะทำให้ร่างกายมีการฟื้นฟูเร็วขึ้นและมีโอกาสที่จะหายขาดจากโรคมะเร็งได้เช่นกัน 3) ช่วยเพิ่มภูมิต้านทานของร่างกาย ด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์และสารต้านอนุมูลอิสระในกระเทียมดำ จึงช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและความแข็งแรงให้กับร่างกายได้อย่างดี 4) การควบคุมโรคภูมิแพ้ กระเทียมดำช่วยบรรเทาอาการ ภูมิแพ้ทางจมูกหรือผิวหนัง จากการศึกษายังพบว่ากระเทียมดำยังมีสรรพคุณในการหยุดยั้งยีนซึ่งเป็นสาเหตุของอาการอักเสบและปฏิกิริยาภูมิแพ้ และยังช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันจากการมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระมาก กระเทียมดำยังถูกจัดเป็นปฎิชีวนะตามธรรมชาติซึ่งมีคุณสมบัติในการฆ่าแบคทีเรีย ไวรัส เรื้อรา และเชื้อโรคโดยจะไม่ทำลายเซลล์จุลินทรีย์ในลำไส้ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ดังเช่น ยาปฎิชีวนะทั่วไป 5) ช่วยลดไขมันในเลือด กระเทียมดำมีส่วนช่วยในการลดไขมันในเลือด จึงลดความเสี่ยงหลอดเลือดอุดตันได้ดี และป้องกันการเกิดลิ่มเลือดที่จะช่วยลดโอกาสการเป็นโรคหัวใจขาดเลือด หัวใจวายหรือภาวะหลอดเลือดในสมองตีบตันได้เช่นกัน 6) ลดคลอเรสเตอรอล สารประกอบ S-allylcysteine (SAC) ที่ถูกสร้างขึ้นขณะบ่ม มีหน้าที่ช่วยในการปรับความสมดุลของคอเลสเตอรอล และมีงานวิจัยพบว่าช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งอีกด้วย อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นการเผาผลาญสารอาหารต่างๆ ให้ง่ายขึ้นได้ด้วย 7) ช่วยฟื้นฟูความเมื่อยล้า เพิ่มพลังงาน ทำให้การนอนหลับดีขึ้น กระเทียมดำจะทำให้ร่างกายเกิดความผ่อนคลาย ลดความเครียดได้ในระดับหนึ่ง จึงทำให้นอนหลับง่ายขึ้นและหลับสนิทตลอดคืนอีกด้วย 8) ลดการหลั่งน้ำย่อย กระเทียมดำบรรเทาโรคกระเพาะ ลดการอักเสบในระบบทางเดินอาหารช่วยป้องกันไวรัส Norovirus สาเหตุของการอักเสบของระบบทางเดินอาหาร 9) ลดความดันโลหิต กระเทียมดำมีส่วนช่วยในการลดความดันโลหิต ซึ่งจะทำให้ความดันอยู่ในระดับปกติมากขึ้น โดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง การกินกระเทียมดำบ่อยๆ ก็จะช่วยควบคุมระดับความดันและทำให้ผู้ป่วยหายเป็นปกติเร็วขึ้นอีกด้วย และในขณะเดียวกันก็ไม่เหมาะกับผู้ที่มีความดันต่ำเช่นกัน 10) ยับยั้งเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา กระเทียมดำสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อราได้ดี โดยเฉพาะเชื้อราที่ก่อให้เกิดโรคผิวหนังและภาวะตกขาวผิดปกติในผู้หญิง 11) บำรุงผิวให้ดูอ่อนเยาว์กระเทียมดำมีสารที่จะทำหน้าที่ในการต่อต้านริ้วรอย จึงช่วยบำรุงผิวให้ดูอ่อนเยาว์กว่าวัยและสามารถลดเลือนริ้วรอยให้ดูจางลงได้ 12) ช่วยควบคุมโรคเบาหวาน สารต้านอนุมูลอิสระที่อยู่ในกระเทียมดำสามารถลดภาวะเครียดที่
จากการได้เข้าร่วมงานประชุมวิชาการระดับชาติ รวมทั้งได้นำเสนอผลงานทางวิชาการ ในรูปแบบภาคโปสเตอร์สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หัวข้อ การเตรียมเอนไซม์อาหารสัตว์จากก้อนเพาะเห็ดเก่าเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์ของอาหารสัตว์เศรษฐกิจในท้องถิ่น ประจำปี พ.ศ. 2561 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-13 ธันวาคม 2561 ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา มหาวิทยาลัยแม่โจ้
การสกัดน้ำมันจากไพล เพื่อผลิตน้ำมันนวดไพลและยาหม่องไพลสด
“การจัดการความปลอดภัยของห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์” ความสำคัญของห้องปฏิบัติการปลอดภัย ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์เป็นแหล่งผลิตข้อมูลความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคม นอกจากจะต่อยอดการพัฒนาความรู้แล้ว ยังสามารถเพิ่มศักยภาพการแข่งขันทางการค้าได้อีกด้วย ซึ่งผลการวิเคราะห์ทดสอบจากห้องปฏิบัติการ สามารถใช้ควบคุมกำกับการดูแลสินค้าต่างๆ เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม เพราะในปัจจุบันโลกได้ให้ความสำคัญต่อความปลอดภัยในการทำงานและปกป้องสิ่งแวดล้อม ดังนั้นในการดำเนินงานของห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก เช่นการทำงานเกี่ยวกับสารเคมี ของเสียอันตราย จึงยิ่งต้องใส่ใจกับความปลอดภัยและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม องค์ประกอบความปลอดภัยของห้องปฏิบัติการที่เกี่ยวกับสารเคมีใน ESPReL Checklist 1. การบริหารระบบการจัดการความปลอดภัย 2. ระบบการจัดการสารเคมี 3. ระบบการจัดการของเสีย 4. ลักษณะทางกายภาพของห้องปฏิบัติการอุปกรณ์และเครื่องมือ 5. ระบบการป้องกันและการแก้ไขอันตราย 6. การให้ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการ 7. การจัดการข้อมูลและเอกสาร เครื่องมือสนับสนุนความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการ 1.ฐานความรู้เกี่ยวกับความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการ( ESPReL Knowledge platform : ENoP ): http://esprel.labsafety.nrct.go.th เป็นแหล่งสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการ ประชาสัมพันธ์ อบรม สัมมนา เกี่ยวกับความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการ และเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนเรียนรู้ best practice หรือ lesson learn เกี่ยวกับความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการ 2.คำแนะนำการตรวจสภาพความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการ ESPReL Checklist :http:// labsafety.nrct.go.th ทำให้ตระหนักถึงความปลอดภัยเกี่ยวกับการปฏิบัติงานในห้องปฏิบัติการ ทำให้ได้สำรวจสภาพความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการด้วยตนเอง และทำให้ทราบถึงสถานภาพองค์ประกอบความปลอดภัยทั้ง 7 องค์ประกอบ ทราบถึงจะแข็ง จุดอ่อน ในแต่ละองค์ประกอบ และได้แนวทางการพัฒนากิจกรรมเพื่อยกระดับความปลอดภัยที่เหมาะสม 3.โปรแกรมการกำจัดสารเคมี Chemlnvent: http:// chemlnvent.labsafety.nrct.go.th เป็นโปรแกรมกำจัดสารเคมีภายในองค์กร สามารถจัดการข้อมูลของสารเคมี ทั้งชนิด ปริมาณที่นำเข้า ปริมาณคงเหลือ สถานที่เก็บ ค่าใช้จ่าย ข้อมูลความปลอดภัยของสารเคมี มีระบบการบันทึกและการจัดเก็บข้อมูลบนฐานข้อมูลที่สามารถใช้งาน ได้ทั้งระบบออฟไลน์ และระบบออนไลน์ สามารถตรวจสอบการเคลื่อนไหวของสารเคมีได้ตลอดเวลา และรายงานสรุปการใช้โปรแกรมและข้อมูลสารเคมีได้ เพื่อให้มีการจัดการสารเคมีอย่างเป็นระบบ มีมาตรฐานและมีประสิทธิภาพ อ้างอิง: เอกสารประกอบการอบรมเชิงปฏิบัติการ การจัดการความปลอดภัยของห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์.สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ.6 ตุลาคม 2560.สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
จากการเข้าร่วมงานอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง เทคนิคและการประยุกต์ใช้กล้องจุลทรรศน์หัวกลับพร้อมฟลูออเรสเซนส์และอุปกรณ์ถ่ายภาพ ในวันที่ 21 ตุลาคม 2558 ณ ห้องข้าวสาลี ชั้น 1 อาคารเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพฯ สถาบันตรวจสอบคุณภาพตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ โดยมีคุณพรชัย แพร่ศิริรักษ์ ตัวแทนจากบริษัทฮอลลิวู๊ดอินเตอร์เนชั่นเนล จำกัด เป็นวิทยากรบรรยายในหัวข้อ กล้องจุลทรรศน์ชนิดหัวกลับ 2 กระบอกตา เทคนิคBright Field Microscope , Fluorescence Microscope ,Inverted Microscope, Stereoscopic Microscope และชุดกล้องจุลทรรศน์ Bright Field Microscope , Fluorescence Microscope ,Inverted Microscope, พร้อมทั้งชุดอุปกรณ์ถ่ายภาพ โดยมีเนื้อหาในส่วนประกอบของกล้องจุลทรรศน์แต่ละชนิด หลักการทำงาน ทิศทางของแสง เทคนิคการเตรียมสไลด์ และการบำรุงรักษา ข้อควรระวังของการใช้กล้องจุลทรรศน์ และนอกจากนี้ยังมีการฝึกปฏิบัติการทำงานของชุดของกล้องจุลทรรศน์ที่สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพของกล้องจุลทรรศน์ Nikon Ecligse Ii ทีมีหลักการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพของกล้องจุลทรรศน์แบบ Bright Field Microscope , Fluorescence Microscope ,Inverted Microscope, พร้อมทั้งชุดอุปกรณ์ถ่ายภาพ ซึ่งชุดกล้องจุลทรรศน์ดังกล่าวจะเป็นประโยชน์กับคณาอาจารย์ นักศึกษา นักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย หรือผู้ที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ในหน่วยงานต่างๆ ของมหาวิทยาลัย เพื่อการเรียนการสอนและการวิจัยเป็นอย่างมาก หลังจากที่ได้เข้าร่วมงานอบรมเชิงปฏิบัติการ ทำให้ได้นำองค์ความรู้และหลักการทำงานของ กล้องจุลทรรศน์ชนิดหัวกลับ 2 กระบอกตา เทคนิคBright Field Microscope , Fluorescence Microscope ,Inverted Microscope, Stereoscopic Microscope และชุดกล้องจุลทรรศน์ Bright Field Microscope , Fluorescence Microscope ,Inverted Microscope, พร้อมทั้งชุดอุปกรณ์ถ่ายภาพ องค์ความรู้ส่วนประกอบของกล้องจุลทรรศน์แต่ละชนิด หลักการทำงาน ทิศทางของแสง เทคนิคการเตรียมสไลด์ และการบำรุงรักษา ข้อควรระวังของการใช้กล้องจุลทรรศน์ มาใช้ในงานประจำและนำมาถ่ายทอดให้กับนักศึกษาในรายวิชา ชว 100 ชีววิทยาทั่วไป ในการเรียนการสอนซึ่งมีความจำเป็นต้องมีการใช้กล้องจุลทรรศน์ประกอบการเรียนปฏิบัติการไม่ต่ำกว่า 10 บทปฏิบัติการ และยังได้นำองค์ความรู้เรื่องดังกล่าวนำไปถ่ายทอดให้นักศึกษา และบุคลากรอื่นที่มีความสนใจในการใช้กล้องจุลทรรศน์ เช่น วิทยากรสอนหัวข้อเทคนิคการใช้กล้องจุลทรรศน์ และเทคนิคการเตรียมสไลด์ยีสต์แก่นักศึกษาวิทยาลัยพลังงาน ตามหนังสือเชิญ ศธ 0523.28.3/236 ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2558 เรื่องขอเชิญบุคลากรในสังกัดเป็นวิทยากร และนอกจากนี้ยังได้นำเทคนิคการบำรุงรักษากล้องจุลทรรศน์โดยวิธีการนำ Absolue algohol มาใช้แทน Xylene ในส่วนผสมเพราะทำให้เลนส์กล้องจุลทรรศน์เสื่อมสภาพเร็วขึ้นตลอดทั้งต้องทำความสะอาดกล้องจุลทรรศน์อย่างน้อยอาทิตย์ละครั้งเพื่อป้องกันเชื้อราที่จะเกิดขึ้นในเลนส์ของกล้องด้วย และได้นำเทคนิคที่ได้เรียนรู้มาใช้สอนวิธีการใช้กล้องจุลทรรศน์ชนิด Bright Field Microscope และโปรมแกรมการวิเคราะห์ภาพ Image analysis system
รายงานสรุปเนื้อหาจากการเข้าร่วมงานอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง เทคนิคการเข้าถึงสารสนเทศเพื่อพัฒนาคุณภาพงานวิจัย ในวันที่ 3 เมษายน 2558 ณ ห้องช้องนาง สำนักห้องสมุด มหาวิทยาลัยแม่โจ้ โดยมีคุณกัญญากานต์ นนทิวัฒน์วณิช จาก Thailand Country Manager EBSCO Publishing เป็นผู้บรรยายในหัวข้อ เทคนิคการเข้าถึงสารสนเทศเพื่อพัฒนาคุณภาพงานวิจัย EDS หรือ Ebsco Discovery Service เป็นเครื่องมือช่วยสืบค้นแบบหน้าจอเดียว โดยใช้การสืบค้นแบบจะรวบรวมข้อมูลจากทุกฐานข้อมูลที่ สกอ. บอกรับ เช่นScienceDirect, ISI Web of Science, Proquest Dissertation และฐานอื่นๆ รวม 13 ฐาน รวมถึงฐานข้อมูล EBSCO eBooks (NatLibrary) ผ่านช่องทางเดียวคือ Single Search หรือ EDS ซึ่งระบบดังกล่าวจะเป็นประโยชน์กับอาจารย์ นักศึกษาและนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย หรือผู้ที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ในหน่วยงานต่างๆ ของมหาวิทยาลัย เพื่อการเรียนการสอนและการวิจัยเป็นอย่างมาก ทั้งนี้สำนักหอสมุด ได้จัดให้มีบริการสืบค้นระบบ EBSCO Discovery Service (EDS) ในแบบที่เรียกว่า Single Search ซึ่งปรากฏอยู่บนเว็บไซต์ของสำนักหอสมุดสามารถใช้บริการสืบค้นระบบดังกล่าว ได้ที่ http://library.mju.ac.th/index.php