มากกว่าถ้อยคำ
วันที่เขียน 25/1/2554 9:42:15     แก้ไขล่าสุดเมื่อ 19/9/2569 1:57:21
เปิดอ่าน: 11969 ครั้ง

..มนุษยสื่อสารกันโดยใช้ "ถ้อยคำ" และสิ่งที่"มากกว่าถ้อยคำ" เสมอ..

 

            ภาษาเป็นเครื่องมือสื่อสารของมนุษย์ มนุษย์เป็นผู้กำหนดภาษาขึ้นเพื่อใช้ในการสื่อความหมายระหว่างกัน ภาษาจึงเป็น       ตัวกลางในการสื่อสาร บอกเล่าเรื่องราว ถ่ายทอดความรู้สึก และแสดงความคิด ความต้องการของบุคคลหนึ่งไปยังอีกบุคคลหนึ่งโดยผ่านช่องทางทางการสื่อสารทั้ง 4 ซึ่งได้แก่ การฟัง การพูด การอ่านและการเขียน ภาษาที่มนุษย์ใช้ในการติดต่อสื่อสารนั้นแบ่งออกเป็น 2 ประเภทได้แก่ ภาษาถ้อยคำหรือคำพูดและภาษาที่ไม่ใช่ถ้อยคำ
 ภาษาถ้อยคำหรือคำพูด 
          ภาษาถ้อยคำหรือคำพูด (verbal) หมายถึง เสียงพูดของมนุษย์ที่มีการตกลงกันเพื่อให้ทำหน้าที่แทนมโนภาพของสิ่งต่าง ๆ     เช่น
คนไทยมีการตกลงกันว่าจะใช้เสียงพูดว่า “หมา” แทนมโนภาพของสิ่งมีชีวิตสิ่งหนึ่งซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม มีสี่ขา มีขนปกคลุมทั่วตัว และเห่าเสียงดังโฮ่ง โฮ่ง ในขณะที่ชาวอังกฤษตกลงกันว่าจะใช้เสียงพูดว่า “ด็อก”  และคนจีนตกลงใช้เสียงพูดว่า “โก่ว”  แทนมโนภาพของสิ่งเดียวกันนี้ ทั้งนี้ภาษาถ้อยคำหรือคำพูดยังรวมถึงเครื่องหมายแทนเสียงพูดหรือภาษาเขียนของชนชาติต่าง ๆ ด้วย  

 

ภาษาที่ไม่ใช่ถ้อยคำ

           ภาษาที่ไม่ใช่ถ้อยคำ (non verbal) หมายถึงกริยาอาการ น้ำเสียง รวมถึงสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่  แวดล้อมตัวผู้ส่งสารหรือผู้พูด
เช่น สถานที่ และเวลา เป็นต้น ภาษาที่ไม่ใช่ถ้อยคำแบ่งออกเป็น 7 ประเภทได้แก่

 

1. ภาษาสถานที่

คือภาษาที่สื่อความหมายจากสถานที่ การจัดสถานที่และระยะห่าง เช่น
เมื่อเดินเข้าไปในสถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งที่ทางเข้ามีการตกแต่งด้วยซุ้มดอกไม้
ภายในห้องมีโต๊ะกลมที่จัดเป็นแถว โต๊ะทุกตัวปูด้วยผ้าปูโต๊ะสีอ่อน รอบ ๆ
โต๊ะแต่ละตัวมีเก้าอี้วางอยู่ประมาณ 10 ตัว
บนเวทีมีเจ้าหน้าที่กำลังติดตัวอักษรข้อความ “วันนี้ที่รอคอย”
และ “ชญาดา ♥ เกริกพล”
ตามลำดับ สถานที่และการจัดสถานที่ข้างต้นจะบอกให้เราทราบว่า
ที่นี่เป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงฉลองมงคลสมรส เป็นต้น

 

2.  ภาษาเวลา

คือภาษาที่สื่อความหมายมาจากเรื่องของเวลา เช่น ประมาณตีสองของคืนหนึ่ง
เราได้ยินเสียงโทรศัพท์ดัง เมื่อยกหูโทรศัพท์ขึ้น
เราได้ยินเสียงของเพื่อนสนิทที่ไม่ได้ติดต่อกันมานานหลายเดือน
เวลาที่เกิดเหตุการณ์จะสื่อความหมายถึงเราว่า อาจเกิดเรื่องร้าย
หรือมีเหตุด่วน (ที่ไม่น่าจะปรกตินัก)

 
หรือการนัดใครสักคนแล้วคนที่ถูกนัดไปตรงเวลานัดหมาย
ก็แสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญ ให้เกียรติ และให้ความเคารพผู้นัด รวมทั้งยังแสดงถึงความมีวินัยของผู้ถูกนัดอีกด้วย

 

3. ภาษาตา

คือภาษาที่สื่อความหมายจากการใช้สายตาและแววตา เช่นเมื่ออาจารย์ถามคำถาม และมองไปรอบ ๆ ห้อง พบว่านักเรียนบางคนหลบสายตา ซึ่งอาจสื่อความหมายว่า “ตอบคำถามไม่ได้” หรือ “อย่าเรียกหนูนะคะ”


นอกจากนั้นบางครั้งเราสามารถสังเกตเห็นอารมณ์ของคู่สนทนาหรือบุคคลอื่นจากการแสดงออกทางแววตาด้วย
เช่น สื่อมวลชนและผู้ชมโทรทัศน์สังเกตเห็นความสุขจากใบหน้าและแววตาของหาญ หิมะทองคำ และปู มัณฑนา โห่ศิริ 
ตลอดเวลาที่ทั้งสองแถลงข่าวการหมั้นและการแต่งงาน

หรือเราสามารถรับรู้ถึงความรักและความห่วงใยของแม่จากสายตาและแววตาที่แม่มองดูลูก

 

4. ภาษาสัมผัส

คือภาษาที่เกิดจากการสัมผัสเพื่อสื่อสารความรู้สึก อารมณ์ และความปรารถนาที่อยู่ในใจของผู้ส่งสารไปยังผู้รับสาร

เช่น การโอบกอดเมื่อต้องการปลอบโยน หรือการจับมือแล้วบีบเมื่อต้องการให้กำลังใจ


นอกจากนั้นเรายังสามารถคาดคะเนความสัมพันธ์ของบุคคลได้จากการใช้ภาษาสัมผัสด้วย
เช่น เมื่อเราเห็นชายหนุ่มและหญิงสาวคู่หนึ่งเดินจูงมือกันอยู่ในสวนสาธารณะ
เราอาจคะเนได้ว่า   ทั้งสองเป็นคู่รักกัน

 

5.  ภาษาท่าทาง

คือภาษาที่เกิดจากการเคลื่อนไหวร่างกาย ได้แก่ศีรษะ แขนขา และลำตัว

เช่น การไหว้แสดงความเคารพ การส่ายศีรษะแสดงการปฏิเสธ การกวักมือเรียกให้เข้ามาหา
การชี้บอกทิศทาง หรือการยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูบ่อย ๆ แสดงว่าจะรีบไป เป็นต้น

 

6.  ภาษาวัตถุ

คือภาษาที่เกิดจากการใช้และการเลือกใช้วัตถุสิ่งของ

เช่น เครื่องแต่งกายเครื่องประดับ สามารถบอกสถานภาพทางสังคม รสนิยม และอุปนิสัยของบุคคลได้

นอกจากนั้นวัตถุหรือวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการตกแต่งสถานที่ก็สามารถสื่อความหมายถึงราคาค่าเช่า
หรือราคาซื้อขายของสิ่งของหรือสถานที่นั้นด้วย

 

7.  ภาษาน้ำเสียง

คือการสื่อความหมายจากน้ำเสียงที่ประกอบอยู่ในถ้อยคำ

เช่น ปกติแล้วลลิตาเป็นคนพูดเบา น้ำเสียงไพเราะน่าฟัง อยู่มาวันหนึ่ง
มีคนมาพบลลิตาที่ห้องทำงาน เพื่อนร่วมงานของลลิตากลับได้ยินเสียงพูดของลลิตาที่ดังมาก
เสียงที่ดังนั้นอาจสื่อความหมายว่า ลลิตากำลังไม่พอใจ หรือกำลังโกรธ

หรือในกรณีของเด็กชายกร ที่วิ่งออกมาจากบ้านร้าง
และละล่ำละลักเล่าให้ฟังถึงสิ่งที่ได้พบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ และพูดติด ๆ ขัด ๆในบางช่วง

สื่อความหมายว่าเด็กชายกรกำลังตื่นเต้นหรือตกใจ เป็นต้น 

 

ความสำคัญของภาษาที่ไม่ใช่ถ้อยคำในกระบวนการสื่อสาร

       ภาษาที่ไม่ใช่ถ้อยคำมีบทบาทสำคัญเทียบเท่าภาษาถ้อยคำในกระบวนการสื่อสาร เพราะภาษาทั้ง 2 ประเภทนี้มักจะไม่แยกจากกัน    แต่จะมีความสัมพันธ์กันในลักษณะใดลักษณะหนึ่งเสมอ  ความสัมพันธ์ของภาษาถ้อยคำและภาษาที่ไม่ใช่ถ้อยคำแบ่งออกเป็น 6 ลักษณะ

ดังต่อไปนี้

 

1.  แสดงซ้ำ (repeating)

     คือการใช้ภาษาที่ไม่ใช่ถ้อยคำสื่อความหมายซ้ำกับถ้อยคำหรือคำพูดที่กล่าวออกไป
เช่น ใช้มือชี้ที่หน้าต่าง ขณะที่พูดว่า “ตรงนี้มีตุ๊กแก”
หรือ การพยักหน้าในขณะที่พูดว่า “ใช่” และการส่ายหน้าในขณะที่พูดว่า “ไม่ใช่”

 

2.  ขัดแย้ง (contradicting)

     คือการสื่อสารด้วยภาษาที่ไม่ใช่ถ้อยคำในลักษณะที่ไม่คล้อยตามคำพูด
เช่น ครูถามนักเรียนคนหนึ่งที่กำลังนั่งตาปรือว่า”ง่วงหรือ” แต่นักเรียนตอบว่า “ไม่ค่ะ”

หรือในกรณีผู้บังคับบัญชาของณิชภัทร์พูดกับณิชภัทร์ในเช้าวันหนึ่งว่า “วันนี้แต่งตัวทันสมัยนะคะ” ด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมและสีหน้าเคร่งเครียด
น้ำเสียงและสีหน้าของผู้พูดสื่อความหมายในเชิงตำหนิมากกว่าชื่นชม เป็นต้น

3. ทดแทน (substituting)

    คือการสื่อสารด้วยภาษาที่ไม่ใช่ถ้อยคำในลักษณะแทนคำพูด ซึ่งอาจเกิดในกรณีที่ผู้ส่งสารไม่อยู่ในภาวะที่จะใช้ถ้อยคำได้หรืออาจใช้ถ้อยคำได้แต่เลือกที่จะใช้การสื่อสารที่ไม่ใช้ถ้อยคำเนื่องจากเหตุผลบางประการ

เช่นอรชุมาต้องการจะบอกให้ปารวีมองไปที่ชายหนุ่มคนหนึ่งซึ่งกำลังเดินผ่านหน้าเธอทั้งสองไป
แต่ไม่กล้าบอกตรง ๆ เพราะเกรงจะเป็นการเสียมารยาท อรชุมาจึงใช้วิธี ดึงแขนของปารวี
แล้วเมื่อปารวีมองมาที่เธอ เธอก็ใช้สายตามองไปที่ชายหนุ่มคนนั้น เพื่อให้ปารวีมองตาม เป็นต้น

4. ขยายความ (complementing)

     คือ การใช้ภาษาที่ไม่ใช่ถ้อยคำบางอย่าง ทำหน้าที่ขยายความหรือเสริมให้ถ้อยคำที่พูดมีความสมบูรณ์หรือชัดเจนขึ้น

เช่น นักศึกษาทำท่าอายหรืออึกอัก เมื่อถูกอาจารย์ถามถึงผลการเรียน
ท่าทางของนักศึกษาสื่อความหมายให้อาจารย์คาดคะเนได้ว่า “ผลการเรียนคงไม่ดีนัก”
หรือ กรณีอาจารย์มองไปยังนักศึกษากลุ่มหนึ่งที่กำลังคุยกันอยู่
และพูดว่า “คนที่ไม่พร้อมจะเรียนก็ขอเชิญให้ออกไปนอกห้อง”
การมองของอาจารย์จะสื่อความหมายถึงนักศึกษากลุ่มที่ถูกมองว่า “อาจารย์หมายถึงพวกตน”

5. เน้น (accenting)

   คือการใช้ภาษาที่ไม่ใช่ถ้อยคำบางอย่างทำหน้าที่ย้ำหรือเน้นภาษาถ้อยคำ
เช่น อาจารย์เน้นเสียงดังเพื่อย้ำข้อความขณะที่พูดสั่งสอนนักศึกษา
หรือการเขย่าตัวลูกเพื่อย้ำให้ลูกปฏิบัติตามสิ่งที่พูด เป็นต้น


นอกจากนั้นการเน้นเพื่อย้ำข้อความยังนิยมใช้ในภาษาเขียนอีกด้วย เช่น
การเน้นตัวอักษรทึบ การใช้ตัวอักษรที่มีขนาดใหญ่กว่าปกติ การใช้ตัวอักษรเอน หรือการขีดเส้นใต้ เป็นต้น

6.  ดำเนินการสนทนา (regulating)

     คือการใช้ภาษาที่ไม่ใช่ถ้อยคำบางอย่างเพื่อทำให้การสนทนาดำเนินต่อไปจนกระทั่งบรรลุเป้าหมาย
เช่น การแสดงความสนใจโดยการทอดสายตามองผู้พูด การพยักหน้าแสดงการเห็นด้วย
การยกมือขอพูดหรือแสดงความคิดเห็น  เป็นต้น

สรุป

      จากความสัมพันธ์ของภาษาถ้อยคำและภาษาที่ไม่ใช้ถ้อยคำข้างต้น ทำให้เราเห็นว่า การใช้ภาษาของมนุษย์มีความซับซ้อน น่าสนใจ และ   น่าติดตาม บางครั้งเป็นการใช้ในลักษณะคล้อยตามกัน แต่บางครั้งกลับใช้ในลักษณะขัดแย้งกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับความตั้งใจหรือเจตนาของผู้ส่งสาร ฉะนั้นเมื่อเราได้รับสารจากบุคคลอื่น เราจำเป็นต้องตีความหมายสิ่งอื่นนอกเหนือจากคำพูดที่ได้ยินด้วย เพื่อจะได้รู้ความหมายที่แท้จริงของสารที่ส่งมา ลองสังเกตการใช้ภาษาของตัวท่านและคนรอบข้างดู แล้วท่านจะพบว่าคนเราใช้ภาษาที่มากกว่าถ้อยคำจริง ๆ 



                                      ******************************************* 

 

บรรณานุกรม

คณาจารย์ภาควิชาภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย.(2541). ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร.   

       กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ดอกหญ้า.

สวนิต ยมาภัย.(2540). เอกสารการสอนชุดวิชาการใช้ภาษาไทย หน่วยที่ 1.นนทบุรี :สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.



 



 

คำสำคัญ :
กลุ่มบทความ :
หมวดหมู่ :
แชร์ :
https://erp.mju.ac.th/acticleDetail.aspx?qid=72
ความคิดเห็นทั้งหมด (0)
ไม่มีข้อมูลตามเงื่อนไขที่ท่านกำหนด
รายการบทความการแลกเปลี่ยนเรียนรู้หมวดหมู่ : เรื่องทั่วไป
องค์ความรู้ » AI Integration for Enhanced Documentation and Workflow Processes Solution การบูรณาการ AI ในการสร้างผังงานเพื่อยกระดับคุณภาพงานเอกสารและขั้นตอนปฏิบัติงาน
การอบรมเรื่อง การบูรณาการปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อสร้างผังงาน สำหรับเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการทำงานและเอกสารทางวิชาการ เนื้อหาเริ่มต้นจากการปูพื้นฐานความสำคัญของ Flowchart และ Workflow ในฐานะเครื่อ...
การบูรณาการ AI (AI Integration)  การยกระดับคุณภาพงาน (Process Enhancement)  ผังงานและขั้นตอนการทำงาน (Flowchart & Workflow)     บทความการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั่วไป   เรื่องทั่วไป
ผู้เขียน อัมภา สันทราย  วันที่เขียน 18/9/2569 11:35:48  แก้ไขล่าสุดเมื่อ 18/9/2569 23:43:45   เปิดอ่าน 9  ครั้ง | แสดงความคิดเห็น 0  ครั้ง
องค์ความรู้ » เรื่อง “การประยุกต์ใช้ AI ด้วย NotebookLM (Smart Workforce Development)”
บทความนี้นำเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อพัฒนากำลังคนสู่ Smart Workforce โดยมุ่งเน้นการใช้ AI Agent และ NotebookLM เป็นเครื่องมือสนับสนุนการทำงาน การจัดการความรู้ และการวิจัย AI A...
AI Agent  NotebookLM  Smart Workforce     บทความการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั่วไป   เรื่องทั่วไป
ผู้เขียน อัมภา สันทราย  วันที่เขียน 8/9/2569 9:01:30  แก้ไขล่าสุดเมื่อ 18/9/2569 17:50:22   เปิดอ่าน 45  ครั้ง | แสดงความคิดเห็น 0  ครั้ง
Active listening: ฟังอย่างไรให้ได้ยิน » Active listening: ฟังอย่างไรให้ได้ยิน
การฟังเป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสารระหว่างบุคคล หลายครั้งที่การสื่อสารนั้นไม่ได้ผล เพราะ "เราฟังแต่ไม่ได้ยิน" การฟังแต่ไม่ได้ยินเกิดขึ้นหลายครั้ง เพราะเราไม่ได้ให้ความสำคัญกับสิ่งที่ผู้พูดกำลังสื่อ...
  บทความการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั่วไป   เรื่องทั่วไป
ผู้เขียน พูนพัฒน์ พูนน้อย  วันที่เขียน 6/9/2562 16:49:13  แก้ไขล่าสุดเมื่อ 17/9/2569 13:15:08   เปิดอ่าน 3766  ครั้ง | แสดงความคิดเห็น 0  ครั้ง