ประสบการณ์การรับเชิญเป็น Visiting Professor
วันที่เขียน 3/12/2559 17:01:49     แก้ไขล่าสุดเมื่อ 20/9/2569 23:04:01
เปิดอ่าน: 9189 ครั้ง

ณ ภาควิชา Agro-industrial Technology คณะ Agricultural Technology มหาวิทยาลัย Universitas Gadjah Mada (UGM) ประเทศอินโดนีเซีย ระหว่างวันที่ 26-30 พฤศจิกายน 2559

ประสบการณ์การรับเชิญเป็น Visiting Professor

Universitas Gadjah Mada (UGM) ประเทศอินโดนีเซีย

ระหว่าง 26-30 พฤศจิกายน 2559

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุเนตร สืบค้า

หลักสูตรวิศวกรรมเกษตร คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้

สำนักมาตรฐานและคุณภาพอุดมศึกษา (2557) ระบุว่าการจัดให้มีศาสตราจารย์อาคันตุกะหรือศาสตราจารย์รับเชิญ (Visiting professor) เป็นการให้ประสบการณ์แก่นักศึกษาเพื่อพัฒนาศักยภาพและเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 เสริมสร้างความเข้มแข็งของงานวิจัยหรืองานสร้างสรรค์ของคณาจารย์และหรือนักวิจัย และสร้างเครือข่ายระหว่างสถาบันภายในประเทศกับต่างประเทศ ในตัวบ่งชี้ที่ 2.1 เรื่อง ระบบและกลไกการบริหารและพัฒนางานวิจัยหรืองานสร้างสรรค์ ตัวบ่งชี้ที่ 3.2 เรื่อง การส่งเสริมและพัฒนานักศึกษา และตัวบ่งชี้ที่ 5.2 เรื่อง การวางระบบผู้สอนและกระบวนการจัดการเรียนการสอนสำหรับบัณฑิตศึกษา แต่หากมองในอีกมิติหนึ่ง สำหรับตัวบุคคลที่ได้รับเชิญเป็น Visiting Professor แสดงให้เห็นถึงการได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ เป็นการเผยแพร่เกียรติยศของมหาวิทยาลัย และสามารถนำวิธีปฏิบัติที่ดีที่ได้เรียนรู้มาปรับใช้กับหน่วยงานของตนเอง รายละเอียดต่อไปนี้เป็นข้อมูลแนวทางการเตรียมตัวสำหรับบุคคลที่จะได้รับเชิญเป็น Visiting Professor ในระดับนานาชาติ

การเลือกหน่วยงานรับเชิญเป็น Visiting Professor

การรับเชิญเป็น Visiting Professor ครั้งแรกผู้เขียน คือที่ Universitas Gadjah Mada (UGM) ประเทศอินโดนีเซีย UGM เป็นมหาวิทยาลัย Ranking อันดับ 3 ในประเทศอินโดนีเซีย (อันดับ 105 ในเอเชีย) ในขณะที่ Ranking อันดับ 1 ของประเทศได้แก่ Universitas Indonesia (อันดับ 67 ในเอเชีย) และอันดับ 2 ได้แก่ Bandung Institute of Technology (ITB) (อันดับ 86 ในเอเชีย) (QS Top Universities, 2016) โดยภาควิชาที่ผู้เขียนได้รับเชิญไปบรรยายคือ ภาควิชา Agro-industrial Technology คณะ Agricultural Technology ทั้งนี้หลักสูตร Agro-industrial Technology เพิ่งได้รับการรับรองคุณภาพหลักสูตรจาก AUN-QA ดังนั้นในปีการศึกษาหน้าผู้บริหารภาควิชา รวมทั้งคณาจารย์และบุคลากรทุกตำแหน่งเห็นตรงกันว่าน่าจะมุ่งสู้เป้าหมายที่สูงกว่านั่นคือ “ABET Accreditation” ในวันที่ผู้เขียนเดินทางไปนั้น หัวหน้าภาควิชา Agro-industrial Technology รองศาสตราจารย์ ดร. Adi Djoko Guritno ได่ผานการอบรม “ABET Accreditation” ณ ประเทศสหรัฐอเมริกาแล้ว

AUN-QA

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

การเตรียมตัว

  1. เมื่อได้รับหนังสือเชิญอย่างเป็นทางการ (Invitation letter) (ผู้เขียนได้รับทางอีเมล) ก็ทำบันทึกข้อความเสนออธิการบดีเพื่อขออนุมัติเดินทางไปราชการ ณ ต่างประเทศ แนบ

1.1 ส่วนลงนามการขออนุมัติเดินทางไปราชการ ณ ต่างประเทศ

1.2 แบบรายงานการฝึกอบรม /เสนอผลงาน/ดูงาน ณ ต่างประเทศ (ครั้งล่าสุด)

    2. ซื้อตั๋วเครื่องบิน (หากมหาวิทยาลัยเจ้าภาพยินดีให้เราซื้อตั๋วเครื่องบินเอง) ในกรณีของผู้เขียน UGM ให้ผู้เขียนซื้อตั๋วเอง สายการบินใดก็ได้ แต่ต้องเป็น Economy Class

    3. จัดเตรียมของที่ระลึกเพราะต้องไปพบกับคณบดี หัวหน้าภาควิชา คณาจารย์ในสังกัด และบุคคลากรที่ภาควิชากำหนดให้ดูแล Visiting Professor ตลอดระยะเวลาที่ปฏิบติภาระกิจในมหาวิทยาลัยเจ้าภาพ ในส่วนของที่พักส่วนใหญ่มหาวิทยาลัยเจ้าภาพจะจัดหาให้

    4. ตรวจสอบอายุของหนังสือเดินทาง (Passport) สภาพอากาศ และเก็บกระเป๋า เตรียมตัวออกเดินทาง

หนังสือเดินทางราชการ (Official passport)

การถือหนังสือเดินทางราชการ (Official Passport) (เล่มน้ำเงิน) จะได้รับสิทธิ์พิเศษมากมาย อาทิ ผ่านด่วนตรวจคนเข้าเมืองช่องทางพิเศษ (สำหรับประเทศไทยสามารถของของบัตรสิทธิพิเศษให้ผู้ติดตามที่ถือหนังสือเดินทางธรรมดา (เล่มแดง) เข้าด่วนตรวจคนเข้าเมืองช่องทางพิเศษพร้อมกับคนที่ถือหนังสือเดินทางราชการได้ด้วย แต่ต้องของบัตรผ่านพิเศษกับสายการบินตอนที่ทำการโหลดกระเป๋าบริเวณ เคาน์เตอร์เช็คอิน) และเมื่อไปถึงประเทศอินโดนีเซียก็มีช่องทางพิเศษสำหรับคนถือหนังสือเดินทางราชการด้วย ทั้งนี้ในประเทศอินโดนีเซียจะใช้ภาษาอังกฤษว่า “Service passport” ข้อดีของการถือหนังสือเดินทางราชการคือ ประชาชนที่รอต่อแถวมีจำนวนน้อย ทำให้ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองอย่างรวดเร็ว

บรรยากาศการบรรยายในห้องเรียน

โดยปกติมหาวิทยาลัยเจ้าภาพ (Host institutions) จะมีกำหนดให้ Visiting Professor บรรยายทั้ง 2 ระดับคือ ระดับปริญญาตรี (Undergrad) กับระดับบัณฑิตศึกษา (Postgrad) การเลือกหัวข้อบรรยายสำหรับระดับปริญญาตรีนั้นควรเป็นการให้ความรู้ทั่วไป อย่าเน้นข้อมูลวิชาการเชิงลึกมากนัก และหากเป็นไปได้เลือกหัวข้อที่กำลังเป็นกระแส (Hot issue) เพื่อจูงใจให้นักศึกษาเข้าฟังเป็นจำนวนมาก สำหรับผู้เขียนเลือกบรรยายหัวข้อ “University Student Life and Recent Agro-industry in Thailand” ผู้เขียนถูกกำหนดให้เลคเชอร์ในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2559 เวลา 09:00-11:00 น. จำนวน 2 ชั่วโมง มีมีนักศึกษาและผู้ที่สนใจเข้าฟังการบรรยายประมาณ 60 คน หลังจากบรรยายเสร็จก็มีนักศึกษาที่เข้าฟังถามคำถาม (เท่าที่จำได้) ดังนี้

1) อุตสาหกรรมเกษตรในประเทศไทยได้รับการสนับสนุนทางภาครัฐอย่างไร

2) มหาวิทยาลัยในประเทศไทยมีส่วนช่วย SMEs ในประเทศอย่างไรบ้าง

3) ทำไมอุตสาหกรรมทูน่าในประเทศไทยจึงเข้มแข็ง ทั้งๆ ที่ประเทศไทยนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์

4) การแข่งขันด้านการหางานทำสำหรับบัณฑิตจบใหม่ทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติเป็นอย่างไรบ้าง

5) โครงการที่พัฒนาโดยในหลวงรัชกาลที่ 9 สามารถนำไปใช้ได้จริงหรือไม่ และจะยังคงมีความต่อเนื่องหรือไม่หลังจากในหลวงรัชกาลที่ 9 สวรรคต

ในส่วนระดับบัณฑิตศึกษา ควรเลือกหัวข้อที่นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาทุกคนจำเป็นต้องรู้ ต้องใช้ในการเรียนการสอน ซึ่งเป็นแนวทางในการเพิ่มจำนวนผู้เข้าฟัง สำหรับผู้เขียนเลือกบรรยายหัวข้อ “Improving the Quality of the Master Thesis Using Statistical Package” ผู้เขียนถูกกำหนดให้บรรยายในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2559 เวลา 09:00-12:00 น. จำนวน 3 ชั่วโมง มีนักศึกษาและผู้ที่สนใจเข้าฟังการบรรยายประมาณ 20 คน หลังจากบรรยายเสร็จก็มีคำถามดังนี้

1) การใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติในการวิเคราะห์แบบพรรณาสามารถทำได้หรือไม่

2) การแก้ปัญหาหากผู้เขียนบทความ (Authors) เพื่อตีพิมพ์ในระดับนานาชาติไม่มี License โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ

3) ทิศทางของประเทศจะเป็นอย่างไรหลังจากในหลวงรัฐกาลที่ 9 สวรรคต ถึงตอนนี้ผู้เขียนก็ยากที่จะระงับความเศร้าโศกและเสียใจไว้ได้ จึงได้เล่าให้ฟังว่าทำไมคนไทยถึงมีความจงรักภักดีต่อในหลวงรัชกาลที่ 9 ผ่านการเสียชีวิตของมารดาผู้เขียนเอง

ในขณะบรรยายผู้เขียนได้พยายามจัดชั้นเรียนให้ผ่อนคลายเพื่อทำให้นักศึกษากล้าตั้งคำถาม ด้วยการใช้รูปภาพ อาทิ รูปการเกิดอุบัติเหตุจากการปฏิบัติงานสหกิจศึกษาของนักศึกษาไทย รูปการรับปริญญาของมหาวิทยาลัยในประเทศไทย ร่วมกับการแชร์ประสบการณ์จริงของผู้เขียนในขณะที่เป็นนักศึกษาปริญญาเอก ณ ประเทศญี่ปุ่น จากการใช้เวลา 2 วัน บรรยาย 2 หัวข้อ พบว่านักศึกษาอินโดนีเซียมีทักษะการฟังและพูดภาษาอังกฤษค่อนข้างดีถึงดีมาก คิดว่าทักษะนี้น่าจะเกี่ยวกับ ranking ของมหาวิทยาลัยและจำนวนประชากรของประเทศที่มีเป็นจำนวนมากทำให้มีการแข่งขันสูง นักศึกษาทั้งระดับปริญญาตรี และบัณฑิตศึกษามีความกล้าในการตั้งคำถาม ในระดับอุดมศึกษาของประเทศอินโดนีเซีย นักศึกษาทุกระดับไม่ต้องแต่งชุดนักศึกษา (Uniform) แต่ต้องแต่งกายเรียบร้อย ห้ามใส่รองเท้าแตะและเสื้อยืด และสิ่งที่เหมือนกันกับนักศึกษาไทยคือที่นั่งแถวหน้าๆ จะไม่ค่อยมีคนนั่ง คนที่มาทีหลังก็จะไปนั่งแออัดกันอยู่ด้านหลังห้อง และมีการใช้โซเชียลเน็ตเวิร์คในระหว่างฟังการบรรยาย

 

 Postgrad

กิจกรรมความร่วมมือทางวิชาการอื่น ๆ 

  หลังจากการบรรยายเสร็จสิ้นในแต่ละวันก็จะมีกิจกรรมหารือความร่วมมือทางวิชาการ (Collaborative activities) ในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2559 มีการหารือเรื่อง Student Mobility กับ Student Exchange ส่วนวันที่ 28 พฤศจิกายน 2559 เรื่อง International Association for Agro-industry ข้อสรุปที่ได้จากการการหารือเรื่อง Student mobility กับ student exchange มีดังนี้

1. ที่พัก มหาวิทยาลัยทั้งสองแห่งเป็นฝ่ายจัดหาให้ฟรี ซึ่งหากมหาวิทยาลัยผู้มาเยือน (Guest  Institutions) ต้องการที่พักที่อื่น ต้องจ่ายเองเพิ่มเติมจากอัตราที่มหาวิทยาลัยเจ้าภาพเตรียมไว้ให้

2. ค่าขนส่งในประเทศ (Local transportation) ซึ่งไม่ใช่ค่าเครื่องบินภายในประเทศ มหาวิทยาลัยทั้งสองแห่งจัดหาให้ฟรี

3. ค่าลงทะเบียนและ/หรือค่าทำวิจัย มหาวิทยาลัยทั้งสองแห่งจัดหาให้ฟรี

4. ค่าใช้จ่ายส่วนตัวประจำวัน นักศึกษารับผิดชอบเอง

5. ค่าประกันสุขภาพและอุบัติเหตุ นักศึกษารับผิดชอบเอง

6. ค่าตั๋วเครื่องบินระหว่างประเทศและภายในประเทศ นักศึกษารับผิดชอบเอง

7. ค่าคำขอจัดทำวีซ่าและหนังสือเดินทาง นักศึกษารับผิดชอบเอง

ในส่วนการหารือกิจกรรมสำหรับ International Association for Agro-industry นั้นทาง UGM อยากให้มหาวิทยาลัยแม่โจ้เข้ามาเป็นสมาชิก ในปัจจุบันมีสมาชิก 13 มหาวิทยาลัย/สถาบันจาก 8 ประเทศ สำหรับประเทศไทย มหาวิทยาลัยที่เป็นสมาชิกแล้วได้แก่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาตร์ และมหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยกิจกรรมในแต่ละปีที่จัดได้แก่ การจัดประชุมเชิงวิชาการระดับนานาชาติ (International Conference of Agro-industry, ICoA) ซึ่งบทความที่นำเสนอในที่ประชุมนี้จะถูกคัดเลือกให้ตีพิมพ์ในวารสารของประเทศเจ้าภาพ และกิจกรรมแลกเปลี่ยนนักศึกษา โดยกิจกรรมในอนาคตที่คาดว่าจะดำเนินการได้แก่ การอภิปรายแบบซิมโพเซียม (Symposium) ในประเด็นที่กำลังเป็นที่กล่าวถึง ทั้งนี้ผู้เขียนได้เสนอแนะเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Agro-industrial Exhibition ในระหว่างการจัดการประชุมเชิงวิชาการ รวมทั้งการตีพิมพ์ Proceedings ในวารสารที่ index โดยฐานข้อมูลที่เป็นที่ยอมรับในแวดวงวิชาการ เพื่อที่จะดึงดูดนักวิชาการให้นำผลงานมานำเสนอในที่ประชุม

บทเรียนแห่งการเรียนรู้ (Lessons Learned)

  1. นักศึกษาของ UGM สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดี ทั้งๆ ที่มีวิชาบังคับเรียนทางด้านภาษาอังกฤษเพียง 4 หน่วยกิตในระดับมหาวิทยาลัย อาจารย์ของ UGM ให้ข้อมูลว่า นักศึกษาที่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดี ส่วนใหญ่เรียนรู้ด้วยตนเองเพิ่มเติม
  2. การจัดให้มี Visiting professor ใช้ระยะเวลา 1-2 วันเท่านั้นก็สามารถนับเป็นดัชนีชี้วัดผลงานหรือความสำเร็จของงาน (Key Performance Indicator, KPI) ได้ ในขณะที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้จะนับเป็น KPI ได้ก็ต่อเมื่อได้รับเชิญอย่างต่ำ 3 เดือน ซึ่งปฏิบัติได้ยากมาก เนื่องจากอาจารย์แต่ละท่านต้องมีภาระการสอนประจำรอบการขึ้นขั้นเงินเดือน อีกทั้งในอนาคตข้างหน้าช่วงเวลาการเปิด-ปิดเทอมก็จะไม่ตรงกับประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะในอาเซียน ทำให้ภาระกิจด้านการเป็น Visiting Professor แทบจะปฏิบัติไม่ได้เลย นอกจากนี้การได้รับเชิญเป็น Visiting Professor ที่มหาวิทยาลัยเจ้าภาพต้องจ่ายค่าเบื้ยเลี้ยงต่อวันเป็นจำนวนเงินที่มากพอสมควร อย่างในกรณีของผู้เขียนได้รับค่าเบี้ยเลี้ยงวันละประมาณ 4,000 บาท (เฉพาะวันที่บรรยาย) ดังนั้นจึงไม่มีมหาวิทยาลัยเจ้าภาพใดยินดีที่จะจ่ายเงินจำนวนมากขนาดนี้ติดต่อกันเป็นเวลา 3 เดือน นอกจากมหาวิทยาลัยผู้มาเยือนจะจ่ายให้กับบุคลากรของตนเองเพื่อให้ได้รับเชิญไปเป็น Visiting professor จากการสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมพบว่าบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ให้คำจำกัดความคำว่า “ศาสตราจารย์อาคันตุกะที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างส่วนงานกับส่วนงาน/มหาวิทยาลัย/สถาบันอื่น โดยได้รับความเห็นชอบ/แต่งตั้งจากผู้บริหารส่วนงานอย่างเป็นทางการต้องมีระยะเวลาการปฏิบัติงานตั้งแต่ 1 เดือนขึ้นไป หรือมาสอนเป็น Module หรือ Topic ในเนื้อหาของกระบวนวิชานั้นๆ อย่างต่อเนื่องหรือจนจบ Module หรือ Topic นั้นๆ” ดังนั้นหากมหาวิทยาลัยแม่โจ้จะทบทวนระยะเวลาการได้รับเชิญเป็น Visiting Professor ให้สามารถปฏิบัติได้จริงก็จะเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานอย่างยิ่ง
  3. อาคารหอพัก ห้องพัก และสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ที่จัดเตรียมไว้ให้นักศึกษาต่างชาติ มีการจัดการที่ดีทั้งระบบความปลอดภัย การใส่ใจในความเป็นส่วนตัว (1 ห้องพักแค่ 2 คนพร้อมห้องน้ำในตัว) ความใส่ใจในรายละเอียดสำหรับการดำรงชีวิตประจำวัน อาทิ การจัดให้มีร้านสะดวกซื้อ การจัดให้มีบริการซักรีดเสื้อผ้า การจัดให้มี canteen ใต้หอพัก หรือการจัดให้มี Internet ทั้งระบบ Lan ในห้องพัก และระบบ Wifi รอบ ๆ อาคารที่พัก ได้รับการดูแลและบริหารอย่างมืออาชีพ


บทสรุป 

การได้รับเชิญเป็น Visiting Professor เป็นประสบการณ์ที่ดีในชีวิตการเป็นอาจารย์ในระดับอุดมศึกษา ซึ่งจะนำไปสู่ความร่วมมือทางวิชาการอื่น ๆ อีกต่อไป ก่อให้เกิดผลดีทั้งต่อตัวนักศึกษา ตัวอาจารย์ และหน่วยงาน ทั้งนี้มีข้อแนะนำสำหรับ Visiting Professor มือใหม่ควรเลือกประเทศที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการก่อน และควรมีการประเมินผลความพึงพอใจต่อการบรรยายของผู้ฟังเพื่อนำมาปรับปรุงและพัฒนาสำหรับการเป็น Visiting Professor ในคราวต่อไป

คำขอบคุณ 

ผู้เขียนใคร่ขอบคุณ Assoc. Prof. Dr.Adi Djoko Guritno หัวหน้าภาควิชา Agro-industrial Technology คณะ Agricultural Technology, UGM ประเทศอินโดนีเซียที่ไว้ใจและเชื่อมั่นในตัวผู้เขียน ขอขอบคุณภาควิชา Agro-industrial Technology คณะ Agricultural Technology, UGM ประเทศอินโดนีเซีย ที่สนับสนุนงบประมาณในการเดินทาง ขอขอบคุณรองศาสตราจารย์ ดร.ดวงพร เปรมจิต มหาวิทยาลัยนเรศวรที่แนะนำให้ UGM เลือกผู้เขียนเป็น Visiting Professor และขอขอบคุณ รองศาสตราจารย์เพ็ญรัตน์ หงษ์วิทยากร ข้าราชการเกษียณอายุมหาวิทยาลัยแม่โจ้ที่แนะนำการใช้ QS University Rankings รวมทั้งให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ต่อการเขียนบทความนี้ และสุดท้ายขอขอบคุณอาจารย์สุวรรณ เลียงหิรัญถาวร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ที่ให้คำแนะนำในการเขียนบทความนี้

เอกสารอ้างอิง 

สำนักมาตรฐานและคุณภาพอุดมศึกษา. 2557. คู่มือการประกันคุณภาพการศึกษาภายใน ระดับอุดมศึกษา ฉบับปีการศึกษา 2557. สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา.

QS Top Universities. 2016. The QS World University Rankings® 2016-2017 - Asia Region (online). Available at http://www.topuniversities.com/university-rankings/asian-university-rankings/2016 (December 03, 2016).

ความคิดเห็นทั้งหมด (0)
ไม่มีข้อมูลตามเงื่อนไขที่ท่านกำหนด
รายการบทความการแลกเปลี่ยนเรียนรู้หมวดหมู่ : เรื่องทั่วไป
องค์ความรู้ » AI Integration for Enhanced Documentation and Workflow Processes Solution การบูรณาการ AI ในการสร้างผังงานเพื่อยกระดับคุณภาพงานเอกสารและขั้นตอนปฏิบัติงาน
การอบรมเรื่อง การบูรณาการปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อสร้างผังงาน สำหรับเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการทำงานและเอกสารทางวิชาการ เนื้อหาเริ่มต้นจากการปูพื้นฐานความสำคัญของ Flowchart และ Workflow ในฐานะเครื่อ...
การบูรณาการ AI (AI Integration)  การยกระดับคุณภาพงาน (Process Enhancement)  ผังงานและขั้นตอนการทำงาน (Flowchart & Workflow)     บทความการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั่วไป   เรื่องทั่วไป
ผู้เขียน อัมภา สันทราย  วันที่เขียน 18/9/2569 11:35:48  แก้ไขล่าสุดเมื่อ 20/9/2569 22:40:31   เปิดอ่าน 22  ครั้ง | แสดงความคิดเห็น 0  ครั้ง
องค์ความรู้ » เรื่อง “การประยุกต์ใช้ AI ด้วย NotebookLM (Smart Workforce Development)”
บทความนี้นำเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อพัฒนากำลังคนสู่ Smart Workforce โดยมุ่งเน้นการใช้ AI Agent และ NotebookLM เป็นเครื่องมือสนับสนุนการทำงาน การจัดการความรู้ และการวิจัย AI A...
AI Agent  NotebookLM  Smart Workforce     บทความการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั่วไป   เรื่องทั่วไป
ผู้เขียน อัมภา สันทราย  วันที่เขียน 8/9/2569 9:01:30  แก้ไขล่าสุดเมื่อ 20/9/2569 21:45:20   เปิดอ่าน 50  ครั้ง | แสดงความคิดเห็น 0  ครั้ง
Active listening: ฟังอย่างไรให้ได้ยิน » Active listening: ฟังอย่างไรให้ได้ยิน
การฟังเป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสารระหว่างบุคคล หลายครั้งที่การสื่อสารนั้นไม่ได้ผล เพราะ "เราฟังแต่ไม่ได้ยิน" การฟังแต่ไม่ได้ยินเกิดขึ้นหลายครั้ง เพราะเราไม่ได้ให้ความสำคัญกับสิ่งที่ผู้พูดกำลังสื่อ...
  บทความการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั่วไป   เรื่องทั่วไป
ผู้เขียน พูนพัฒน์ พูนน้อย  วันที่เขียน 6/9/2562 16:49:13  แก้ไขล่าสุดเมื่อ 19/9/2569 18:32:25   เปิดอ่าน 3767  ครั้ง | แสดงความคิดเห็น 0  ครั้ง