Quantitative PCR (qPCR)
วันที่เขียน 25/9/2566 13:14:19     แก้ไขล่าสุดเมื่อ 11/9/2569 15:44:56
เปิดอ่าน: 631 ครั้ง

PCR (Polymerase chain reaction) เป็นเทคนิคที่มีการเพิ่มจำนวนสารพันธุกรรม หรือ ดีเอ็นเอของสิ่งมีชีวิต จากปริมาณ DNA ตั้งต้น เพิ่มขึ้นเป็นล้านล้านสำเนา ภายในระยะเวลาอันสั้น ขั้นตอนในการทำ PCR แบบดั้งเดิม ได้แก่ การทำให้ DNA เสียสภาพที่อุณหภูมิสูงและแยกตัวออกเป็นสายเดี่ยว (Denatulation) การจับกันของไพรเมอร์และดีเอ็นเอ โดยการลดอุณหภูมิลง ไพรเมอร์จะเข้าไปจับกับดีเอ็นเอแม่พิมพ์ (Annealing) และการสังเคราะห์ดีเอ็นเอ โดย Taq DNA polymerase จะนำเบสต่างๆ (A, T, C, G) ไปสังเคราะห์ต่อจากไพรเมอร์จนได้ดีเอ็นเอสายคู่เหมือนเดิม (Extension) Quantitative PCR (QPCR) หรือ PCR เชิงปริมาณ เหมาะสำหรับใช้ในหาปริมาณ DNA และสามารถตรวจสอบการขยายตัวของโมเลกุล DNA ได้ในระหว่างการทำ PCR ในเวลาจริง เป็นเทคนิคที่ถูกพัฒนามาจากการทำ PCR แบบดั้งเดิม โดยใช้การติดฉลากด้วยสารเรืองแสงประเภท fluorochrome ทำให้สามารถวัดปริมาณของดีเอ็นเอเป้าหมายตั้งต้นจากสิ่งต้องการตรวจวัดได้และสามารถวัดปริมาณดีเอ็นเอที่เพิ่มขึ้นมาได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องรอให้กระบวนการเสร็จสิ้นก่อน

PCR (Polymerase chain reaction) เป็นเทคนิคที่มีการเพิ่มจำนวนสารพันธุกรรม หรือ ดีเอ็นเอของสิ่งมีชีวิต จากปริมาณ DNA ตั้งต้น เพิ่มขึ้นเป็นล้านล้านสำเนา ภายในระยะเวลาอันสั้น ขั้นตอนในการทำ PCR แบบดั้งเดิม ได้แก่ การทำให้ DNA เสียสภาพที่อุณหภูมิสูงและแยกตัวออกเป็นสายเดี่ยว (Denatulation) การจับกันของไพรเมอร์และดีเอ็นเอ โดยการลดอุณหภูมิลง ไพรเมอร์จะเข้าไปจับกับดีเอ็นเอแม่พิมพ์ (Annealing) และการสังเคราะห์ดีเอ็นเอ โดย Taq DNA polymerase จะนำเบสต่างๆ (A, T, C, G) ไปสังเคราะห์ต่อจากไพรเมอร์จนได้ดีเอ็นเอสายคู่เหมือนเดิม (Extension) Quantitative PCR (QPCR) หรือ PCR เชิงปริมาณ เหมาะสำหรับใช้ในหาปริมาณ DNA และสามารถตรวจสอบการขยายตัวของโมเลกุล DNA ได้ในระหว่างการทำ PCR ในเวลาจริง เป็นเทคนิคที่ถูกพัฒนามาจากการทำ PCR แบบดั้งเดิม โดยใช้การติดฉลากด้วยสารเรืองแสงประเภท fluorochrome ทำให้สามารถวัดปริมาณของดีเอ็นเอเป้าหมายตั้งต้นจากสิ่งต้องการตรวจวัดได้และสามารถวัดปริมาณดีเอ็นเอที่เพิ่มขึ้นมาได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องรอให้กระบวนการเสร็จสิ้นก่อน วิธีการตรวจสอบปริมาณของดีเอ็นเอ 1. ใช้สีฟลูออเรสเซนต์ที่สามารถแทรกจับกับเส้นดีเอ็นเอ ได้แก่ SYBR-Green ซึ่งเป็นสีฟลูออเรสเซนต์ที่สามารถเข้าจับกับดีเอ็นเอตรงตำแหน่ง minor groove ของดีเอ็นเอสายคู่ได้ เมื่อสารนี้ถูกกระตุ้นด้วยแสงอัตราไวโอเลต จะมีการคายพลังงานออกมาเป็นแสงของฟลูออเรสเซนต์ โมเลกุลของสีจะจับได้มากน้อยขึ้นกับความยาวของ PCR product 2. ใช้ probe ที่ติดฉลากด้วยสีฟลูออเรสเซนต์ซึ่งเป็นสารเรืองแสง ในการตรวจสอบ วิธีมีความจำเพาะสูงกว่าการใช้สี SYBR Green โดยการนำ fluorchrome หรือสีฟลูออเรสเซนต์ 2 ประเภท ติดฉลากเข้ากับสาย probe เมื่อ probe ถูกกระตุ้นด้วยแสงพลังงานสูง fluorochrome ตัวแรก (Quencher) จะดูดพลังงานเอาไว้ และถ่ายทอดพลังงานให้ fluorochrome ตัวที่สอง (reporter dye) โดยไม่สูญเสียพลังงานออกมาสู่ระบบภายนอกในรูปของแสง การติดฉลากด้วยฟลูออเรสเซนต์และนำมาใช้ในการไฮบริไดเซซันมี 3 แบบคือ TaqMan hybridization probes, Molecular beacon probes, Scorpion probes 3. ใช้ hybridization probe เป็น probe ที่อาศัยการถ่ายเทพลังงานจากสีฟลูออเรสเซนต์ไปยังอีกสิ่งหนึ่ง โดยมีโอลิโกนิวคลีโอไทด์ ที่มีลำดับเบสจำเพาะ 2 สาย ติดฉลากด้วยสีฟลูออเรสเซนต์ เส้นแรกเป็น upstream probe ซึ่งเป็นโมเลกุลผู้ให้ทางปลาย 3’ ส่วนอีกเส้นเป็น downstream probe ซึ่งเป็นโมเลกุลผู้รับ ทางปลาย 5’ probes ทั้งสองเส้น มีการออกแบบให้ไฮบริไดซ์ที่บริเวณใกล้กันบนโมเลกุลดีเอ็นเอเป้าหมาย ซึ่งทำให้ฟลูออเรสเซนต์ที่ติดอยู่บนโมเลกุลของ probes ทั้งสองเส้น เข้ามาใกล้กันและเกิดการถ่ายเทพลังงาน ทำให้สามารถตรวจสอบแสงฟลูเรสเซนต์ได้ การแปลผลการทดสอบ 1. ผล qPCR จะแสดงในรูปของกราฟ (Amplification plot) โดย แกน x แสดงจำนวนรอบของ PCR แกน Y แสดง Fluorescence intensity 2. Amplification plot แบ่งเป็น 3 ช่วง (Phase) ได้แก่ Initial phase ช่วงที่แสง fluorescence ต่ำ กว่าที่เครื่องจะตรวจวัดได้ Exponential phase เป็นช่วงที่ fluorescence เพิ่มขึ้นแบบ exponential และ Plateau phase เป็นช่วงที่ fluorescence เริ่มคงที่ 3. Threshold หมายถึงเส้นตรงที่ลากขนานกับแกนจำนวนรอบของการทำงานของ real time PCR บน กราฟของ real time PCR ซึ่งเป็นเส้นที่อยู่เหนือเส้น baseline 4. Ct (cycle threshold) values หมายถึง ค่าจำนวนรอบของการทำงานของ real time PCR ที่ให้ค่า แสงฟลูออเรสเซ็นต์ตัดกับเส้น Threshold เป็นค่าที่บ่งชี้ความเข้มข้นของดีเอ็นเอเป้าหมายที่ต้องการทดสอบ

คำสำคัญ :
กลุ่มบทความ :
หมวดหมู่ :
แชร์ :
https://erp.mju.ac.th/acticleDetail.aspx?qid=1382
ความคิดเห็นทั้งหมด (0)
ไม่มีข้อมูลตามเงื่อนไขที่ท่านกำหนด
รายการบทความการแลกเปลี่ยนเรียนรู้หมวดหมู่ : กลุ่มงานช่วยวิชาการ
IDP-พัฒนารายบุคคล » การยกระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานด้วยการรู้เท่าทันดิจิทัล (Digital Literacy for Operational Excellence)
การยกระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานด้วยการรู้เท่าทันดิจิทัล (Digital Literacy for Operational Excellence) ในยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT)...
Digital Literacy  IDP  การรู้เท่าทันดิจิทัล  แผนการพัฒนารายบุคคล  ภัยไซเบอร์ (cyberbullying)  ภาวะข้อมูลข่าวสารอันไร้ระเบียบ  สามเหลี่ยม C.I.A.  สุขอนามัยในโลกดิจิทัล (Digital Hygiene)     กลุ่มงานตามสมรรถนะบุคลากร   กลุ่มงานช่วยวิชาการ
ผู้เขียน นงคราญ พงศ์ตระกุล  วันที่เขียน 3/9/2569 19:27:32  แก้ไขล่าสุดเมื่อ 11/9/2569 11:26:02   เปิดอ่าน 32  ครั้ง | แสดงความคิดเห็น 0  ครั้ง
IDP-พัฒนารายบุคคล » การประยุกต์ใช้ทักษะการเล่าเรื่อง (Storytelling Skills) เพื่อการสื่อสารองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ
ในยุคเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) และการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล การสื่อสารข้อมูลเชิงวิชาการและการประชาสัมพันธ์องค์กรจำเป็นต้องอาศัยกลยุทธ์ที่สามารถสร้างการรับรู้และความผูกพันกับผู้รับสารไ...
IDP  Storytelling Skills  การสื่อสารองค์กรเพื่อมหาวิทยาลัยแม่โจ้ 100 ปี  ทักษะการเล่าเรื่อง  แผนการพัฒนารายบุคคล     กลุ่มงานตามสมรรถนะบุคลากร   กลุ่มงานช่วยวิชาการ
ผู้เขียน นงคราญ พงศ์ตระกุล  วันที่เขียน 3/9/2569 18:11:05  แก้ไขล่าสุดเมื่อ 11/9/2569 13:44:17   เปิดอ่าน 36  ครั้ง | แสดงความคิดเห็น 0  ครั้ง
อาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการดูแลและการใช้สัตว์เพื่องานทางวิทยาศาสตร์ » อาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการดูแลและการใช้สัตว์เพื่องานทางวิทยาศาสตร์
การดูแลและการใช้สัตว์เพื่องานทางวิทยาศาสตร์เป็นองค์ประกอบสำคัญของการศึกษาวิจัยและการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงหลายประการ ทั้งต่อผู...
  กลุ่มงานตามสมรรถนะบุคลากร   กลุ่มงานช่วยวิชาการ
ผู้เขียน ภานรินทร์ ปรีชาวัฒนากร  วันที่เขียน 3/9/2569 15:34:42  แก้ไขล่าสุดเมื่อ 11/9/2569 6:32:34   เปิดอ่าน 30  ครั้ง | แสดงความคิดเห็น 0  ครั้ง
พัฒนาตนเอง -นงคราญ » ยกระดับงานเอกสารและกระบวนการทำงานด้วย AI (AI Integration for Workflow Excellence)
การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการกระบวนการทำงานในองค์กร โดยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบ Flowchart และ Workflow เพื่อยกระดับมาตรฐานงานเอกสารและขั้นตอนปฏิบัต...
AI  ChatGPT  Flowchat  Workflow  กลุ่มงานช่วยวิชาการ  เครื่องมือ AI  งานเอกสาร  ผังงาน  องค์กรยุคใหม่     กลุ่มงานตามสมรรถนะบุคลากร   กลุ่มงานช่วยวิชาการ
ผู้เขียน นงคราญ พงศ์ตระกุล  วันที่เขียน 31/8/2569 18:38:55  แก้ไขล่าสุดเมื่อ 11/9/2569 14:33:10   เปิดอ่าน 48  ครั้ง | แสดงความคิดเห็น 0  ครั้ง