ระบบการดูแลช่วยเหลือป้องกันการฆ่าตัวตายในสถาบันอุดมศึกษา โดยนายแพทย์ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต
วันที่เขียน 10/10/2562 10:59:10     แก้ไขล่าสุดเมื่อ 12/11/2562 7:35:19
เปิดอ่าน: 101 ครั้ง

ความรู้ความเข้าใจถึงแนวทางการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักศึกษาต่อการแก้ไขปัญหาการฆ่าตัวตายและมีส่วนร่วมต่อการพัฒนาแนวทางการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักศึกษาต่อการแก้ไขปัญหาการฆ่าตัวตาย กลุ่มนักศึกษาในมหาวิทยาลัยให้มีความครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ

  1. ระบบการดูแลช่วยเหลือป้องกันการฆ่าตัวตายในสถาบันอุดมศึกษา 

สถานการณ์ปัญหาในปัจจุบันที่มีความรุนแรงมากที่สุด คือ การฆ่าตัวตาย ซึ่งในทางจิตวิทยาไม่ใช่การนำตนเองไปสู่จุดจบ แต่ที่จริงเป็นการนำตนเองออกจากความเจ็บปวด แสดงว่านักศึกษาเหล่านี้มีปัญหาและสะสมมามากจนรู้สึกว่าตนเองไม่มีค่า หรือเป็นภาระกับผู้อื่น ทั้งนี้การฆ่าตัวตายจึงเป็นเหมือนภูเขาน้ำแข็งที่โผล่เหนือน้ำ แต่ใต้น้ำที่ใหญ่กว่าก็คือ ปัญหาสุขภาพจิตหรือความไม่เป็นสุขของนักศึกษา เมื่อมีความเครียดจากเหตุต่าง ๆ ก็จะแสดงออกเป็นพฤติกรรม เช่น การไม่เข้าเรียน มาสาย ผลการเรียนต่ำ เปลี่ยนสายการเรียน รวมทั้งการเล่นเกมส์ ดื่มสุรา ใช้สารเสพติด จากนั้นก็ลุกลามเป็นการเจ็บป่วยทางสุขภาพจิต เช่น ซึมเศร้า ติดสุรา/สารเสพติด และที่รุนแรงที่สุดก็คือการฆ่าตัวตาย การป้องกันการฆ่าตัวตายจึงเป็นการช่วยดูแลปัญหาสุขภาพจิตของนักศึกษานั้นเอง การที่นักศึกษามีปัญหาในการปรับตัวเป็นเรื่องที่พบได้บ่อย ซึ่งหากเขาผ่านพ้นไปได้ก็จะมีความเข้มแข็งทางใจ เป็นพลังสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตตนเอง ครอบครัว และสังคมต่อไป การจบชีวิตด้วยการฆ่าตัวตายหรือเจ็บป่วยด้วยโรคทางสุขภาพจิต จึงควรได้รับการป้องกันและช่วยเหลือแต่เนิ่น ๆ โดยมีระบบดูแลช่วยเหลือนิสิตนักศึกษาเป็นระบบสำคัญ มหาวิทยาลัยทั่วโลกจึงถือว่าเป็นส่วนสำคัญของการประกันคุณภาพการจัดการศึกษาของมหาวิทยาลัย

ปัจจุบันปัญหาการฆ่าตัวตาย เป็นปัญหาสำคัญปัญหาหนึ่งของประเทศไทย โดยอัตราการฆ่าตัวตายในปี 2561 จำแนกตามช่วงอายุ พบว่า ช่วงอายุ 70-74 ปี มีอัตราการฆ่าตัวตายมากที่สุด (ร้อยละ 9.51) รองลงมาคือ ช่วงอายุ 35-39 ปี (ร้อยละ 9.13) และอัตราการฆ่าตัวตายตั้งแต่ปี 2557-2561 ในช่วงอายุ 10 -19 ปี และช่วงอายุ 20-24 ปี มีอัตราเพิ่มขึ้นทุก ๆ ปี โดยใช้วิธีการแขวนคอ (ร้อยละ 74.5), กินยาฆ่าแมลง/ยากำจัดวัชพืช (ร้อยละ 8.6), ปืน (ร้อยละ 5.9), เครื่องยาและชีววัตถุ
(ร้อยละ 3.8) และวิธีอื่น ๆ เช่น กระโดดน้ำ กระโดดตึก เป็นต้น ซึ่งปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการฆ่าตัวตาย คือ ความสัมพันธ์, การใช้สุรา, มีอาการมึนเมาขณะทำร้ายตนเอง, โรคทางจิตเวช, โรคทางกาย และเศรษฐกิจ เป็นต้น

และในปี 2562 สถานการณ์การฆ่าตัวตายจากการนำเสนอข่าว ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 27 เมษายน 2562 พบว่ามีคนฆ่าตัวตาย จำนวน 129 คน โดยใช้วิธีการในการฆ่าตัวตาย ดังนี้ 1. วิธีผูกคอตาย จำนวน 44 คน, 2. วิธีใช้ปืนยิงตัวตาย จำนวน 34 คน,3. วิธีรมควัน จำนวน 22 คน, 4. วิธีกระโดดตึก จำนวน 15 คน และวิธีการอื่น ๆ เช่น กระโดดน้ำ, มีด, กินยา, จุดไฟเผา จำนวน 14 คน ซึ่งมีสาเหตุมากจากปัญหาด้านสุขภาพจิต, ด้านสัมพันธภาพ, ปัญหาการเรียน/งาน, การใช้สุรา/สารเสพติด และการใช้ความรุนแรง (ข้อมูลจากไทยรัฐออนไลน์ wwwthairath.co.th/home

จากสถิติดังกล่าวเป็นที่น่าสังเกตว่า ระยะนี้มีข่าวนักศึกษาฆ่าตัวตายหลายราย โดยจะใช้วิธีการที่เหมือนกันซึ่งในทางวิชาการเรียกว่า Copycat หรือการเลียนแบบ เหตุการณ์ลักษณะนี้สะท้อนให้เห็นว่ามีปัญหา 2 ด้าน คือ ด้านกลุ่มคนที่มีปัญหาการฆ่าตัวตาย โดยระบบดูแลช่วยเหลืออาจไม่สมบูรณ์ และด้านวิธีการเสนอข่าวที่ไม่เหมาะสม ทำให้เกิดการฆ่าตัวตายตาม ซึ่งจากการศึกษาเรื่องการฆ่าตัวตายนั้น พบว่า ไม่มีนักศึกษาฆ่าตัวตายเพราะ สาเหตุเดียว ส่วนใหญ่จะมีปัญหาที่ซ้ำซ้อน และการเสนอข่าวอาจเป็นฟางเส้นสุดท้าย เพราะการพาดหัวข่าวที่เด่นชัดและแรง เป็นการกระตุ้นให้กลุ่มคนที่มีปัญหามากอยู่แล้ว อาจเลือกทางออกเลียนที่เป็นการฆ่าตัวตาย ดังนั้นจึงต้องแก้ปัญหาในทั้ง 2 ด้าน  ด้านหนึ่งดูแลกลุ่มเสี่ยงให้ดีขึ้น คือ ทำระบบดูแลนักศึกษาให้ดีขึ้น ซึ่งถ้าทำได้ปัญหาก็จะลดลง ขณะเดียวกันก็ต้องมีการสื่อสารให้ดีขึ้นด้วย ปัญหาการฆ่าตัวตายเป็นเหมือน Tip of Iceberg ที่ด้านล่างใต้ผิวน้ำของภูเขาน้ำแข็ง คือ ปัญหาต่างๆ มากมาย เช่น ปัญหาสุขภาพจิต ปัญหาสัมพันธภาพ ความรุนแรง การใช้สารเสพติด ปัญหาการเรียน ปัญหาการทำงาน ซึ่งมีเป็นจำนวนมาก ส่วนด้านบนที่โผล่เหนือผิวน้ำของภูเขาน้ำแข็ง เป็นการฆ่าตัวตาย มหาวิทยาลัยทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ก็มีเป็นข่าว จึงเป็นสิ่งบอกเหตุว่าระบบดูแลช่วยเหลือนักศึกษาในมหาวิทยาลัยยังต้องพัฒนา

องค์การอนามัยโลกเสนอว่า การฆ่าตัวตายสามารถลดลงได้ต้องมีสองด้าน คือ การบริหารจัดการกับ Intervention สำหรับการจัดการ ผู้นำต้องมีภาวะผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ในเรื่องการดูแลคุณภาพชีวิตของนักศึกษา มี Intervention ที่ดี มีการประเมินผลที่ดี เขียนสรุปได้เป็น Leadership Intervention Vision Evaluation ส่วนด้าน Intervention มี 4 องค์ประกอบที่สำคัญ คือ

1) การหาทางลดวิธีการที่นักศึกษาใช้ฆ่าตัวตาย เช่น กรณีการกระโดดตึก โรงแรมสมัยใหม่อาคารจะไม่มีส่วนที่สามารถใช้ออกไปกระโดดได้

2) Interaction with media องค์ประกอบนี้เป็นหน้าที่ของกรมสุขภาพจิตในการจัดสัมมนาสื่อ เรื่องวิธีการลงข่าวที่เหมาะสม 

3) Life skills คือ ทำได้ทั้งในวิชาหมวดการศึกษาทั่วไปให้มีเนื้อหา Life skills หรืออยู่ในคาบ Home room นักศึกษาก็จะได้มีทักษะการแก้ปัญหาที่ดี

4) ระบบการดูแลนักศึกษาต้องมี Early Identification ว่าใครเป็นกลุ่มเสี่ยง

จากข้อเสนอของกรณีการฆ่าตัวตายดังกล่าว การป้องกันต้องดำเนินการทั้งในระดับรายบุคคล คือ การให้ความรู้กับเพื่อนนักศึกษา ครูอาจารย์ ผู้ปกครอง ให้รู้จัก 3 ส และหลัก ACT ส่วนในอีกระดับหนึ่งได้แก่ ระดับประชากรทั้งสังคม คือ เรื่อง Do/Don’t ของสื่อ เรื่องการปรับปรุงระบบดูแลนักศึกษา โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ขณะนี้กำลังมีการมองถอดบทเรียนจากมหาวิทยาลัยต้นแบบลักษณะต่าง ๆ คือ จากกลุ่มมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ มหาวิทยาลัยขนาดกลาง และมหาวิทยาลัยขนาดเล็ก โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยราชภัฏ และสุดท้ายคือเรื่อง Postvention ที่มาจากคำว่า Post + Intervention ซึ่งเป็นศัพท์ใหม่กำหนดขึ้นมา คือ เมื่อเกิดปัญหาการฆ่าตัวตาย ก็ต้องมีการจัดการและทบทวนระบบใหม่ 

       ระบบดูแลช่วยเหลือนักศึกษาใหม่ที่ควรปรับปรุงขึ้นนี้ หัวใจสำคัญคือ ต้องมีการออกแบบและทำตามระบบจริง อาจารย์ต้องรู้จักนักศึกษาเป็นรายบุคคลจริง ต้องมีการจัดกิจกรรม Homeroom ก็จะทำให้ทราบว่ามีนักศึกษาคนไหนต้องการการให้คำปรึกษา ซึ่งจะทำให้มีการให้คำปรึกษาเพิ่มขึ้น และมีการส่งต่อตามลำดับ เริ่มจากมี Counselors ภายในมหาวิทยาลัยขึ้นมาก่อน การส่งต่อไปยังจิตแพทย์เลยนั้นจะล่าช้าและไม่ค่อยครอบคลุม ควรจะมีตัวกลางคั่นคือ Counselors ที่จะสามารถดูแลได้มากกว่าเร็วกว่าที่จะส่งไปยังจิตแพทย์เลยทันที คือต้องมีระบบภายในและค่อยส่งต่อภายนอกตามลำดับ เช่น มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึงมีโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชจอมบึง ที่มีกลุ่มงานสุขภาพจิตโดยนักจิตวิทยา และนักวิชาชีพเฉพาะที่เชี่ยวชาญ ถ้ารุนแรงกว่านั้นก็จะส่งไปโรงพยายาลศูนย์ราชบุรีที่มีแผนกจิตเวชและจิตแพทย์ ถ้ามหาวิทยาลัยมีระบบแล้ว ถ้านักศึกษาไม่มีปัญหาก็ดูแลต่อเนื่องโดยอาจารย์ที่ปรึกษา แต่ถ้ามีปัญหาเกิดขึ้นอีก ก็จะต้องมี Postvention คือ ต้องมีมาตราการชัดเจนว่าจะต้องทำอะไรบ้าง จากนั้นต้องมีการจัดทำรายงาน และประเมินผล

 

ระบบดูแลช่วยเหลือนักศึกษาเป็นส่วนสำคัญของการประกันคุณภาพมหาวิทยาลัย ควบคู่ไปกับระบบการเรียนการสอน ดังนั้นมหาวิทยาลัยจึงต้องจัดทำมาตรฐานที่เป็นหลักประกันว่าจะมีการจัดระบบให้มีคุณภาพตามที่ตั้งใจไว้ จากนั้นการวางระบบทำตามระบบอย่างที่กล่าวมาจะต้องเป็นการสะท้อนคุณภาพตามมาตรฐาน โดยมีการทบทวน ปรับปรุงเป็นระยะทุกภาคการศึกษา ควบคู่ไปกับการมีวงแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Professional Learning Community หรือ PLC) ทั้งในระดับคณะและมหาวิทยาลัย เพื่อการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ในส่วนงานเอกสารและบันทึกที่บางมหาวิทยาลัยมีอยู่นั้นไม่ได้มีการนำมาใช้และวิเคราะห์จริง ดังนั้นงานส่วนต่าง ๆ ควรมีการเขียน Work Instruction ใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานที่สำคัญ คือการรู้จักนักศึกษาเป็นรายบุคคล เพื่อจะได้ทราบว่าใครอยู่ในกลุ่มเสี่ยง อาจทำเป็นแบบ Check list พฤติกรรม ได้แก่ 1) พฤติกรรมการเรียน เช่น มาสาย ขาดเรียน หลับในห้องเรียน ผลการเรียนตก เปลี่ยนสายการเรียน 2) อาการและพฤติกรรมอื่น ๆ เช่น มีการแยกตัว ซึมเศร้า บ่นไม่อยากมีชีวิต เสพสุรา ยาเสพติด ติดเกมส์ เป็นต้น ซึ่งอาการหรือพฤติกรรมเหล่านี้เป็นอาการของปัญหาที่ค่อนข้างรุนแรงแล้ว จริง ๆ แล้วถ้าเพื่อนรู้และรู้ว่าเรื่องแบบนี้ต้องแจ้งอาจารย์ที่ปรึกษา การฆ่าตัวตายอาจจะลดน้อยลงมาก สิ่งนี้คือสิ่งที่เรียกว่า Early Identification ที่ต้องรู้ว่าใครเสี่ยง ซึ่งก็ครอบคลุมปัญหาสุขภาพจิตต่าง ๆ นั่นเอง ที่สำคัญคือการเชื่อมโยงระหว่างอาจารย์ผู้สอนและอาจารย์ที่ปรึกษา เพราะในหลายกรณีของข้อแรก อาจารย์ผู้สอนรู้แต่ไม่มีการเชื่อมโยงกับอาจารย์ที่ปรึกษาที่จะแก้ไขแต่เนิ่น ระบบจึงควรจัดให้เกิดการสื่อสารระหว่างกันได้ง่ายและทันกาล

ส่วน Life Skills คือ การทำให้นักศึกษามีความเข้มแข็ง โดยเริ่มต้นจากนักศึกษาต้องมีความคิดสร้างสรรค์ ความคิดวิเคราะห์วิจารณ์ มีการตระหนักในตนเอง เข้าใจผู้อื่น ภูมิใจในตนเอง รับผิดชอบต่อสังคม และที่สำคัญคือ ทักษะการสร้างสัมพันธภาพ การสื่อสาร การตัดสินใจ การแก้ปัญหา
การจัดการกับอารมณ์ และการจัดการความเครียด บางมหาวิทยาลัยจัดให้มีกิจกรรม Homeroom
แต่คู่มือการจัด Homeroom ยังไม่ได้เน้นเรื่องทักษะชีวิต เป็นที่น่าสังเกตว่ามีนักศึกษาที่ฆ่าตัวตายส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาที่ศึกษาอยู่ในชั้นปีที่ 3 และชั้นปีที่ 4 ซึ่งเป็นช่วงที่อาจกังวลว่าจะไม่จบการศึกษา รู้สึกคล้ายกับว่าตนเองมาถึงเกือบปลายทางแล้วแต่ไม่สามารถไปต่อได้ ซึ่งถ้าระบบมีความเข้มแข็งก็จะมีการให้ทักษะที่สร้างความเข้มแข็งให้นักศึกษาสามารถจัดการกับปัญหาชีวิตได้ดีกว่า ปรับตัวได้ดีขึ้น  การมีระบบนี้ไม่ใช่เป็นการป้องกันการฆ่าตัวตายอย่างเดียว แต่เรื่องนี้เป็นผลพลอยได้มากกว่า

หลักการให้คำปรึกษาเบื้องต้นสำหรับอาจารย์ที่ปรึกษาในการดูแลสุขภาพจิตทุกปัญหา คือ 3 ส ซึ่งเป็นวิธีการช่วยเหลือทางจิตใจเบื้องต้น มีดังนี้

  1. อดส่อง มองหา คือ ต้องรู้ว่า ใครเป็นกลุ่มเสี่ยง คนใกล้ชิดที่เป็นกลุ่มเสี่ยง
  2. ใส่ใจ รับฟัง คือ การฟังอย่างใส่ใจ ช่วยให้เกิดความไว้วางใจ เช่น คำที่กล่าวว่า อย่าคิดมาก แท้จริงแล้วเป็นการตัดบท ดังนั้นผู้ที่เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาต้องเข้าใจเรื่องนี้
  3. ส่งต่อ เชื่อมโยง คือ ถ้าเห็นว่ามีปัญหาเกินกว่าจะช่วยได้ ต้องส่ง Counselors ให้เป็นฝ่ายชักชวน/นำพาเข้าสู่ระบบรักษา

ถ้าเป็น Counselor และอาจารย์ที่ปรึกษาทำได้ ต้องมีทักษะ ACT คือ Ask, Care, Treat

A: Ask คือ การถามความคิดฆ่าตัวตาย นอกจากไม่ซ้ำเติม ยังช่วยได้ตรงจุดว่า นักศึกษาเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายหรือไม่

- มีความคิดไม่อยาก (มีชีวิต) อยู่ไหม (ประเมินความเสี่ยงของคิดทำร้ายตัวเอง)

- เคยคิดจะทำอย่างไร (วิธีการ) (ประเมินความรุนแรง)

- มีอะไรช่วยให้ยังไม่ทำ (ค้นหาปัจจัยปกป้อง)

C: Care คือ การฟังอย่างใส่ใจ และแสดงความห่วงใยเพื่อลดความคิดลบ (ว่าไม่มีคุณค่า ไม่เป็นภาระ) 

- สบตาพยักหน้า

- ย้ำว่าเราพร้อมอยู่เป็นเพื่อน/ไม่เป็นภาระ

- ส่งเสริมคุณค่าที่เขามี

T: Treat คือ การนำไปสู่การดูแลรักษา เป็นสิ่งสำคัญเพราะกลุ่มเสี่ยงมักไม่มีพลังพอจะไปด้วยตนเอง

- รู้แหล่งช่วยเหลือตามระดับความรุนแรง

- นำพาและอยู่ร่วมในการรักษา

- ติดตามจนเขาพ้นวิกฤต

อย่างไรก็ตามความช่วยเหลือที่นักศึกษาเข้าถึงได้ง่ายที่นอกเหนือจากอาจารย์ที่ปรึกษา โดยเฉพาะการสร้างเสริมให้มีกิจกรรมนักศึกษา ในลักษณะชมรม เพื่อนช่วยเพื่อน และระบบการให้คำปรึกษาแบบ online ผ่านทาง Facebook หรือ Chatboard รวมทั้งการเผยแพร่บริการให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์ ทั้งหมดนี้ถ้ายึดโยงกับอาจารย์ที่ปรึกษาในระบบดูแลช่วยเหลือนักศึกษา ก็จะเพิ่มประสิทธิภาพและการเข้าถึงบริการ

 

 

 

ไม่ว่าระบบดีแค่ไหนก็ตาม ก็มีโอกาสเกิดอุบัติการณ์ได้ เมื่อใดที่เกิดเหตุจะต้องมี Postvention คือ 

1. การเยียวยาผู้ใกล้ชิด ได้แก่ เพื่อนนักศึกษา, ผู้ปกครอง รวมทั้งอาจารย์ที่ปรึกษา

1. ให้ระบายความรู้สึก รวมทั้งความรู้สึกผิดที่คนใกล้ชิดมักจะรู้สึกตำหนิตนเองที่ไม่สามารถยับยั้งการฆ่าตัวตาย

2. ทำความเข้าใจสาเหตุที่ซับซ้อนของการฆ่าตัวตายจึงไม่ใช่ความผิดของใครและให้กำลังใจ

3. ส่งเสริมทำสิ่งที่ลดความรู้สึกผิด เพื่อให้ก้าวไปข้างหน้าโดยไม่ต้องรู้สึกผิด เช่น ร่วมจัดงานรำลึก จัดพิธีกรรมทางศาสนา

         2. การป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ ได้แก่

  1. ทบทวนระบบดูแลนักศึกษา

2. ค้นหาจุดที่เป็นช่องว่าง

3. ปรับปรุงระบบที่เป็นจุดอ่อน

 

********************************************************************************************************************

 

 

 

คำสำคัญ :
กลุ่มบทความ :
หมวดหมู่ :
แชร์ :
https://erp.mju.ac.th/acticleDetail.aspx?qid=1068
ความคิดเห็นทั้งหมด (0)
ไม่มีข้อมูลตามเงื่อนไขที่ท่านกำหนด
รายการบทความการแลกเปลี่ยนเรียนรู้หมวดหมู่ : การบริหารจัดการ การจัดการความรู้
ถ่านชีวภาพ » การผลิตถ่านชีวภาพและแนวทางการใช้ประโยชน์
ถ่านชีวภาพ หรือ ไบโอชาร์ (Biochar) คือวัสดุที่อุดมด้วยคาร์บอน ผลิตจากชีวมวล หรือสารอินทรีย์ที่ย่อยสลายได้จากธรรมชาติ หรือวัสดุเหลือใช้จากการเกษตร เช่น ใบไม้ กิ่งไม้ หญ้า ฟางข้าว เหง้ามันสําปะหลัง ซ...
biochar  kiln  กราฟีน  ความร้อน  ดูดซับ  ตัวเร่ง  เตา  เตาไบโอชาร์  ถ่าน  ถ่านชีวภาพ  บำบัดน้ำเสีย  ไบโอชาร์  ปนเปื้อน  ปรับปรุงดิน  ปุ๋ยหมัก  ผักสวนครัว  ไม้ผล  โลหะหนัก  สมุนไพร  สารเคมีปนเปื้อน     บทความการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั่วไป   การบริหารจัดการ การจัดการความรู้
ผู้เขียน ธนศิษฏ์ วงศ์ศิริอำนวย  วันที่เขียน 26/10/2562 20:32:24  แก้ไขล่าสุดเมื่อ 11/11/2562 21:35:54   เปิดอ่าน 292  ครั้ง | แสดงความคิดเห็น 0  ครั้ง
สรุปองค์ความรู้ในการเข้าร่วมอบรม เรื่อง "บล็อกเชน" » บล็อกเชน (Blockchain) กับการใช้งานประโยชน์
เทคโนโลยีบล็อกเชน(Blockchain Technology) เพราะเทคโนโลยีบล็อกเชน คือ ตัวดีเอนเอ ที่เปิดพื้นที่ทางดิจิทัล ที่สร้างความไว้ใจ ความโปร่งใส การกระจายอำนาจ(และการสร้างเครือข่ายสำหรับทุกคนเกิดขึ้นได้อย่าง...
Blockchain  บล็อกเชน     บทความการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั่วไป   การบริหารจัดการ การจัดการความรู้
ผู้เขียน จักรกฤช เตโช  วันที่เขียน 28/9/2562 17:08:04  แก้ไขล่าสุดเมื่อ 12/11/2562 1:57:51   เปิดอ่าน 199  ครั้ง | แสดงความคิดเห็น 0  ครั้ง
งานบริหารและธุรการ » การเขียนข่าวและการถ่ายภาพเพื่อการประชาสัมพันธ์
การเขียนข่าวและการถ่ายภาพเพื่อการประชาสัมพันธ์ เป็นการสื่อสารเนื้อหาที่เกี่ยวกับองค์กร/หน่วยงาน เพื่อรายงานภารกิจ หรือกิจกรรมความก้าวหน้าของหน่วยงาน ให้แก่สาธารณชนหรือบุคคลทั้งภายนอกและภายในองค์กร...
  บทความการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั่วไป   การบริหารจัดการ การจัดการความรู้
ผู้เขียน สาลินี วงศ์แปง  วันที่เขียน 10/9/2562 15:40:44  แก้ไขล่าสุดเมื่อ 12/11/2562 1:57:49   เปิดอ่าน 185  ครั้ง | แสดงความคิดเห็น 0  ครั้ง
KM คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร » องค์ความรู้จากการจัดการความรู้ เรื่อง การนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม
การพัฒนางานวิจัยให้เกิดการนำไปใช้ประโยชน์ ไม่ว่าด้านเศรษฐกิจหรือด้านสังคมควรเริ่มต้นจากกระบวนการคิดโจทย์วิจัยที่สามารถเชื่อมโยงกับองค์ความรู้ หรือศาสตร์อื่นๆ เข้าด้วยกัน เพื่อให้สามารถนำไปใช้เกิดปร...
  บทความการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั่วไป   การบริหารจัดการ การจัดการความรู้
ผู้เขียน เยาวลักษณ์ โหลามนต์  วันที่เขียน 5/9/2562 16:22:25  แก้ไขล่าสุดเมื่อ 10/11/2562 21:38:06   เปิดอ่าน 152  ครั้ง | แสดงความคิดเห็น 0  ครั้ง