จากการทบทวนวรรณกรรมแบบดั้งเดิมสู่การใช้ GenAI: บทสะท้อนการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาศักยภาพอาจารย์ยุคใหม่
วันที่เขียน 29/4/2569 17:23:17     แก้ไขล่าสุดเมื่อ 30/9/2569 11:56:18
เปิดอ่าน: 176 ครั้ง

การเข้าร่วมอบรมออนไลน์กับหน่วยงานวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในวันที่ 28 เมษายน 2569 ภายใต้หัวข้อ “แนวคิดและหลักการในการเข้าถึง สืบค้น คัดกรอง และสรุปเนื้อหาจากการทบทวนวรรณกรรมแบบดั้งเดิม” และ “การเลือกและการฝึกใช้เครื่องมือในการสืบค้นและสังเคราะห์วรรณกรรมโดยผู้ช่วย GenAI” ได้ก่อให้เกิดการเรียนรู้เชิงลึกที่สำคัญต่อบทบาทของอาจารย์ในยุคดิจิทัล บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสะท้อนการเรียนรู้ และสังเคราะห์องค์ความรู้ที่ได้รับจากการอบรม โดยพบว่า การทบทวนวรรณกรรมแบบดั้งเดิมมิใช่เพียงการรวบรวมข้อมูล แต่เป็นกระบวนการคิด วิเคราะห์ และสังเคราะห์องค์ความรู้เพื่อสร้างความเข้าใจใหม่ และเป็นรากฐานของการพัฒนางานวิจัยที่มีคุณภาพ ขณะเดียวกัน การประยุกต์ใช้ Generative AI เช่น ChatGPT สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงข้อมูล วิเคราะห์แนวโน้ม และระบุช่องว่างงานวิจัยได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม การใช้ AI จำเป็นต้องอยู่ภายใต้การกำกับด้วยวิจารณญาณเชิงวิชาการ เพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจแบบผิวเผินและความคลาดเคลื่อนของข้อมูล บทความบล็อกนี้จึงเสนอว่า อาจารย์ยุคใหม่ควรปรับบทบาทจาก “ผู้ถ่ายทอดความรู้” เป็น “ผู้ออกแบบกระบวนการคิด” และบูรณาการ AI เป็นเครื่องมือสนับสนุนการเรียนรู้และการวิจัยอย่างมีคุณภาพ ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับมาตรฐานงานวิจัยและการเรียนการสอนในระดับสากล

การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีดิจิทัล โดยเฉพาะการเกิดขึ้นของปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ (Generative AI) ได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อระบบการศึกษาและกระบวนการวิจัยในระดับอุดมศึกษา อาจารย์ในยุคปัจจุบันจึงมิได้มีบทบาทเพียงผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้ แต่จำเป็นต้องปรับตัวเป็น “ผู้ออกแบบการเรียนรู้” และ “ผู้ขับเคลื่อนงานวิจัยเชิงนวัตกรรม” การเข้าร่วมอบรมออนไลน์กับหน่วยงานวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในวันที่ 28 เมษายน 2569 จึงนับเป็นโอกาสสำคัญที่ช่วยเปิดมุมมองใหม่เกี่ยวกับการทบทวนวรรณกรรมและการประยุกต์ใช้เครื่องมือ AI ในงานวิจัย

ในช่วงภาคเช้า การบรรยายเรื่อง “แนวคิดและหลักการในการเข้าถึง สืบค้น คัดกรอง และสรุปเนื้อหาจากการทบทวนวรรณกรรมแบบดั้งเดิม” ได้เน้นย้ำถึงแก่นแท้ของการทบทวนวรรณกรรมว่า มิใช่เพียงการรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ แต่เป็นกระบวนการเชิงระบบที่ประกอบด้วยการเข้าถึงข้อมูล (Access) การสืบค้น (Search) การคัดกรอง (Screening) และการสังเคราะห์ (Synthesis) ซึ่งต้องดำเนินการอย่างมีเหตุผลและมีหลักเกณฑ์ การเรียนรู้ในส่วนนี้ทำให้ผู้เขียนตระหนักว่า คุณภาพของงานวิจัยเริ่มต้นตั้งแต่การเลือกแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ และการกำหนดคำค้น (keywords) ที่เหมาะสม ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความครอบคลุมและความถูกต้องขององค์ความรู้ที่นำมาศึกษา

ยิ่งไปกว่านั้น การทบทวนวรรณกรรมยังมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้นักวิจัยเข้าใจ “สถานะองค์ความรู้ในปัจจุบัน” (state of knowledge) และสามารถระบุ “ช่องว่างของงานวิจัย” (research gap) ได้อย่างชัดเจน อันเป็นจุดตั้งต้นของการสร้างองค์ความรู้ใหม่ การตระหนักในประเด็นนี้ทำให้ผู้เขียนเปลี่ยนมุมมองจากการมอง Literature Review เป็นเพียง “ขั้นตอนก่อนการวิจัย” ไปสู่การมองว่าเป็น “หัวใจของกระบวนการวิจัยทั้งหมด” ซึ่งต้องอาศัยทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์และการเชื่อมโยงองค์ความรู้อย่างลึกซึ้ง

ในช่วงภาคบ่าย การอบรมเรื่อง “การเลือกและการฝึกใช้เครื่องมือในการสืบค้นและสังเคราะห์วรรณกรรมโดยผู้ช่วย GenAI” ได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเทคโนโลยี AI ในการสนับสนุนงานวิจัย โดยเฉพาะการใช้ ChatGPT เป็นเครื่องมือช่วยวิเคราะห์ข้อมูล สรุปภาพรวมของงานวิจัย (state of knowledge) และช่วยระบุแนวโน้มของประเด็นวิจัยที่สำคัญ การใช้ AI สามารถลดระยะเวลาในการค้นคว้าและเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงข้อมูลได้อย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม การใช้ Generative AI มิได้หมายความว่านักวิจัยสามารถพึ่งพาเครื่องมือดังกล่าวได้โดยปราศจากการตรวจสอบ เนื่องจาก AI อาจให้ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนหรือคลาดเคลื่อน หากขาดการพิจารณาอย่างรอบคอบ ดังนั้น บทบาทของอาจารย์จึงเปลี่ยนจาก “ผู้ค้นหาความรู้” เป็น “ผู้ควบคุมคุณภาพของความรู้” โดยต้องใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง วิเคราะห์ และตรวจสอบข้อมูลที่ได้จาก AI ก่อนนำไปใช้ในการวิจัยหรือการเรียนการสอน

เมื่อพิจารณาเชิงบูรณาการ จะเห็นได้ว่าการทบทวนวรรณกรรมแบบดั้งเดิมและการใช้ GenAI มิได้เป็นสิ่งที่ขัดแย้งกัน หากแต่เป็นองค์ประกอบที่เสริมกัน กล่าวคือ Traditional Literature Review เป็นกระบวนการที่สร้าง “ความลึก” ขององค์ความรู้ ขณะที่ GenAI เป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่ม “ความเร็ว” และ “ประสิทธิภาพ” ในการเข้าถึงข้อมูล ดังนั้น การผสมผสานทั้งสองแนวทางอย่างเหมาะสมจะนำไปสู่การพัฒนางานวิจัยที่มีคุณภาพสูงขึ้น

จากการสะท้อนการเรียนรู้ในครั้งนี้ ผู้เขียนเห็นว่า อาจารย์ยุคใหม่ควรปรับบทบาทใน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

ประการแรก การพัฒนาทักษะด้านการคิดวิเคราะห์และการสังเคราะห์องค์ความรู้ เพื่อให้สามารถใช้ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประการที่สอง การออกแบบการเรียนการสอนที่บูรณาการ AI เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ โดยเน้นให้นักศึกษาฝึกคิดและตั้งคำถามมากกว่าการรับข้อมูล และ

ประการที่สาม การยกระดับงานวิจัยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยใช้ AI เป็นเครื่องมือสนับสนุนในการวิเคราะห์ข้อมูลและพัฒนาแนวคิดวิจัย

โดยสรุป การอบรมครั้งนี้มิได้ให้เพียงความรู้เชิงเทคนิคเกี่ยวกับการทบทวนวรรณกรรมและการใช้ AI เท่านั้น แต่ยังช่วยปรับเปลี่ยนวิธีคิดของผู้เขียนในฐานะอาจารย์และนักวิจัยให้สอดคล้องกับบริบทของโลกยุคดิจิทัล กล่าวคือ อาจารย์ที่มีคุณค่าในยุคปัจจุบันไม่ใช่ผู้ที่มีความรู้มากที่สุด แต่คือผู้ที่สามารถใช้ความรู้และเทคโนโลยีได้อย่างมีวิจารณญาณ เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่และพัฒนาผู้เรียนให้เป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิต

ความคิดเห็นทั้งหมด (0)
ไม่มีข้อมูลตามเงื่อนไขที่ท่านกำหนด
รายการบทความการแลกเปลี่ยนเรียนรู้หมวดหมู่ : กลุ่มงานสายวิชาการ
การเผยแพร่ความรู้ที่ได้รับจากการอบรม » ความรู้ที่ได้รับจากการเข้าร่วมอบรมในโครงการพัฒนาสมรรถนะด้าน (AI) ให้กับบุคลากรและนักศึกษา มหาวิทยาลัยแม่โจ้
ปัจจุบันปัญญาประดิษฐ์ (AI) มีบทบาทสำคัญในการช่วยพัฒนาการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับผู้เรียนในยุคดิจิทัลมากขึ้น AI สามารถช่วยผู้สอนในการจัดทำเนื้อหา สื่อการเรียนรู้ กิจกรรม และแบบประเม...
การพัฒนาสมรรถนะด้าน (AI)  การพัฒนาสื่อการสอน     กลุ่มงานตามสมรรถนะบุคลากร   กลุ่มงานสายวิชาการ
ผู้เขียน รุ่งกานต์ ใจวงค์ยะ  วันที่เขียน 28/9/2569 9:58:28  แก้ไขล่าสุดเมื่อ 30/9/2569 10:49:29   เปิดอ่าน 24  ครั้ง | แสดงความคิดเห็น 0  ครั้ง
องค์ความรู้ » การเข้าร่วมโครงการพัฒนาสมรรถนะด้าน (AI) ให้กับบุคลากรและนักศึกษา มหาวิทยาลัยแม่โจ้
การเข้าร่วมโครงการพัฒนาสมรรถนะด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) สำหรับบุคลากรและนักศึกษา มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ในหัวข้อ “การประยุกต์ใช้ AI เพื่อการเรียนการสอน การจัดทำเอกสารประกอบการสอนและตำราให้เข้าถึงผู้เรียนยุ...
การใช้ AI  การพัฒนาสื่อการสอน  สมรรถนะด้าน AI     กลุ่มงานตามสมรรถนะบุคลากร   กลุ่มงานสายวิชาการ
ผู้เขียน รัชนีวรรณ วงศ์พระจันทร์  วันที่เขียน 23/9/2569 15:58:21  แก้ไขล่าสุดเมื่อ 29/9/2569 12:34:23   เปิดอ่าน 42  ครั้ง | แสดงความคิดเห็น 0  ครั้ง
เกมการเงิน: นวัตกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความรู้ทางการเงินและส่งเสริมการบริการวิชาการสู่สังคม » บทนำ ในยุคที่สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและการเงินมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ประชาชนจำเป็นต้องเผชิญกับการตัดสินใจทางการเงินที่ซับซ้อนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนการใช้จ่าย การบริหารหนี้สิน การออม การลงทุน และการบริหารความเสี่ยงทางการเงิน ความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) จึงกลายเป็นทักษะที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตและการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของบุคคลและครัวเรือน อย่างไรก็ตาม การพัฒนาความรู้ทางการเงินผ่านการเรียนการสอนแบบบรรยายเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถสร้างความเข้าใจและเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น การนำแนวคิดการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ (Experiential Learning) และการจัดการเรียนรู้แบบเกม (Game-Based Learning) มาประยุกต์ใช้ จึงเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ การคิดวิเคราะห์ และการตัดสินใจในสถานการณ์จำลองที่ใกล้เคียงกับชีวิตจริง เกม การเงิน (Financial Games) จึงได้รับการยอมรับว่าเป็นนวัตกรรมการเรียนรู้ที่ช่วยส่งเสริมความรู้ ทักษะ และพฤติกรรมทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในระบบการศึกษาและการบริการวิชาการแก่สังคม ความสำคัญของเกมการเงิน เกมการเงินเป็นเครื่องมือการเรียนรู้ที่ออกแบบให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาและตัดสินใจทางการเงินภายใต้เงื่อนไขหรือสถานการณ์จำลองต่าง ๆ ซึ่งช่วยให้ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางทฤษฎีกับการประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้อย่างเป็นรูปธรรม การเรียนรู้ผ่านเกมช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจในประเด็นทางการเงินที่สำคัญ ได้แก่ การวางแผนการเงิน การบริหารรายรับรายจ่าย การจัดการหนี้สิน การออม การลงทุน และการบริหารความเสี่ยง นอกจากนี้ยังช่วยพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การตัดสินใจ การแก้ปัญหา และการทำงานร่วมกับผู้อื่น ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในศตวรรษที่ 21 ด้วยเหตุนี้ เกมการเงินจึงไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมเพื่อความสนุกสนาน แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทางการเงินของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิผล บอร์ดเกมการเงินในปัจจุบัน บริษัท ฟินไดซ์ เอ็ดดูเคชั่น จำกัด เป็นผู้พัฒนาเกมการเงินที่มุ่งเน้นการสร้างการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง โดยออกแบบเกมให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางการเงินที่บุคคลต้องเผชิญในชีวิตประจำวัน ซึ่งประกอบด้วยเกมสำคัญ ดังนี้ 1. Calculate your net worth รู้หน้าไม่รู้หนี้ เกมรู้หน้าไม่รู้หนี้มุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับภาระหนี้สินและสถานะทางการเงินที่แท้จริงของบุคคล เกมนี้จะช่วยฝึกทักษะการบริหารสินทรัพย์ การคำนวณความมั่งคั่งสุทธิ และการจัดการสภาพคล่อง ผ่านการจำลองชีวิตจริงได้ 2. Shop Me Please ซื้อฉันเถอะ เกมซื้อฉันเถอะเป็นเกมที่จำลองสถานการณ์การเลือกซื้อสินค้าและบริการภายใต้งบประมาณที่จำกัด ผู้เล่นจะต้องพิจารณาความจำเป็น ความคุ้มค่า และผลกระทบจากการใช้จ่ายแต่ละรายการ เกมนี้ช่วยพัฒนาทักษะการวางแผนการใช้จ่าย การจัดลำดับความสำคัญทางการเงิน และการตัดสินใจบริโภคอย่างมีเหตุผล 3. Risky Lossy มีฉันไว้ อุ่นใจนะ Risky Lossy เป็นเกมที่เสริมสร้างความเข้าใจด้านการบริหารความเสี่ยงและการประกันภัย โดยเฉพาะ ช่วยให้ผู้เล่นเข้าใจว่าการโอนย้ายความเสี่ยงด้วยประกันสามารถปกป้องความมั่งคั่งในชีวิตจริงได้ เน้นการเรียนรู้เรื่องความเสี่ยงและผลตอบแทน 4. The Next Step บันไดภาษี The Next Step เป็นบอร์ดเกมจำลองสถานการณ์ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ออกแบบโดย Findice โดยจำลองกระแสรายได้ รายจ่าย และให้ผู้เล่นวางแผนใช้สิทธิลดหย่อนภาษี เป้าหมายหลักของเกมคือการทำความเข้าใจโครงสร้างอัตราภาษีแบบก้าวหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีเกินความจำเป็น 5. Trade In Trade Out แลกไปแลกมา Trade In Trade Out เป็นการ์ดเกมและบอร์ดเกมจำลองสถานการณ์การแลกเปลี่ยนสิ่งของ (Barter System) ออกแบบมาเพื่อสอนพื้นฐานการเงิน การต่อรอง และความสำคัญของการประเมินมูลค่าสิ่งของ โดยไม่มีเงินตราเป็นสื่อกลาง ผู้เล่นจะต้องสวมบทบาทในยุคที่ยังไม่มีเงินสด และต้องใช้วิธีนำสิ่งของที่มีอยู่ไปแลกเปลี่ยนกับผู้เล่นคนอื่นเพื่อให้ได้ไอเทมที่ต้องการ 6. Trader Hunter หุ้นซิ่งทะลุกระดาน Trader Hunterเป็นเกมจำลองการลงทุนในตลาดหุ้นที่ เกมนี้ช่วยให้ผู้เล่นได้ปูพื้นฐานการลงทุนในหุ้น 8 กลุ่มอุตสาหกรรม เรียนรู้การทำกำไรทั้งสายเก็งกำไรระยะสั้น (Day Trade) และสายออมหุ้นระยะยาวเพื่อรับปันผล (Value Investor) พร้อมสร้างความเข้าใจเรื่องการกระจายความเสี่ยง การวิเคราะห์ข้อมูล และการรับมือกับข่าวสารเหตุการณ์โลกที่มีผลกระทบต่อราคาหุ้น โดยเป้าหมายหลักคือการเรียนรู้วิธีบริหารพอร์ตการลงทุนและเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการลงทุนอย่างมีเหตุผลและการบริหารความเสี่ยงในการลงทุน การประยุกต์ใช้เกมการเงินในงานการศึกษา เกมการเงินสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนทั้งในระดับมัธยมศึกษา อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา โดยเฉพาะในสาขาการเงิน การบัญชี เศรษฐศาสตร์ และบริหารธุรกิจ เนื่องจากช่วยให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริงมากกว่าการจดจำเนื้อหาเชิงทฤษฎี การใช้เกมการเงินในชั้นเรียนช่วยส่งเสริมรูปแบบการเรียนรู้แบบ Active Learning ทำให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้มากขึ้น อีกทั้งยังช่วยพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การสื่อสาร และการทำงานเป็นทีม นอกจากนี้ ผู้สอนยังสามารถใช้เกมเป็นกรณีศึกษาเพื่อเชื่อมโยงกับเนื้อหารายวิชาต่าง ๆ เช่น การวางแผนการเงินส่วนบุคคล การบริหารความเสี่ยง การลงทุน และการเป็นผู้ประกอบการ โดยผลลัพธ์ที่สำคัญคือผู้เรียนสามารถพัฒนาความรู้ทางการเงินควบคู่กับการพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานและการดำรงชีวิตในอนาคต การประยุกต์ใช้เกมการเงินในงานบริการวิชาการ นอกจากประโยชน์ด้านการศึกษาแล้ว เกมการเงินยังสามารถนำไปใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการดำเนินงานบริการวิชาการแก่สังคม โดยเฉพาะการส่งเสริมความรู้ทางการเงินให้แก่ประชาชน นักเรียน ผู้ประกอบการ วิสาหกิจ
  กลุ่มงานตามสมรรถนะบุคลากร   กลุ่มงานสายวิชาการ
ผู้เขียน ประภาพร กิจดำรงธรรม  วันที่เขียน 16/9/2569 15:58:17  แก้ไขล่าสุดเมื่อ 29/9/2569 23:20:48   เปิดอ่าน 63  ครั้ง | แสดงความคิดเห็น 0  ครั้ง