การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีดิจิทัล โดยเฉพาะการเกิดขึ้นของปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ (Generative AI) ได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อระบบการศึกษาและกระบวนการวิจัยในระดับอุดมศึกษา อาจารย์ในยุคปัจจุบันจึงมิได้มีบทบาทเพียงผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้ แต่จำเป็นต้องปรับตัวเป็น “ผู้ออกแบบการเรียนรู้” และ “ผู้ขับเคลื่อนงานวิจัยเชิงนวัตกรรม” การเข้าร่วมอบรมออนไลน์กับหน่วยงานวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในวันที่ 28 เมษายน 2569 จึงนับเป็นโอกาสสำคัญที่ช่วยเปิดมุมมองใหม่เกี่ยวกับการทบทวนวรรณกรรมและการประยุกต์ใช้เครื่องมือ AI ในงานวิจัย
ในช่วงภาคเช้า การบรรยายเรื่อง “แนวคิดและหลักการในการเข้าถึง สืบค้น คัดกรอง และสรุปเนื้อหาจากการทบทวนวรรณกรรมแบบดั้งเดิม” ได้เน้นย้ำถึงแก่นแท้ของการทบทวนวรรณกรรมว่า มิใช่เพียงการรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ แต่เป็นกระบวนการเชิงระบบที่ประกอบด้วยการเข้าถึงข้อมูล (Access) การสืบค้น (Search) การคัดกรอง (Screening) และการสังเคราะห์ (Synthesis) ซึ่งต้องดำเนินการอย่างมีเหตุผลและมีหลักเกณฑ์ การเรียนรู้ในส่วนนี้ทำให้ผู้เขียนตระหนักว่า คุณภาพของงานวิจัยเริ่มต้นตั้งแต่การเลือกแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ และการกำหนดคำค้น (keywords) ที่เหมาะสม ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความครอบคลุมและความถูกต้องขององค์ความรู้ที่นำมาศึกษา
ยิ่งไปกว่านั้น การทบทวนวรรณกรรมยังมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้นักวิจัยเข้าใจ “สถานะองค์ความรู้ในปัจจุบัน” (state of knowledge) และสามารถระบุ “ช่องว่างของงานวิจัย” (research gap) ได้อย่างชัดเจน อันเป็นจุดตั้งต้นของการสร้างองค์ความรู้ใหม่ การตระหนักในประเด็นนี้ทำให้ผู้เขียนเปลี่ยนมุมมองจากการมอง Literature Review เป็นเพียง “ขั้นตอนก่อนการวิจัย” ไปสู่การมองว่าเป็น “หัวใจของกระบวนการวิจัยทั้งหมด” ซึ่งต้องอาศัยทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์และการเชื่อมโยงองค์ความรู้อย่างลึกซึ้ง
ในช่วงภาคบ่าย การอบรมเรื่อง “การเลือกและการฝึกใช้เครื่องมือในการสืบค้นและสังเคราะห์วรรณกรรมโดยผู้ช่วย GenAI” ได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเทคโนโลยี AI ในการสนับสนุนงานวิจัย โดยเฉพาะการใช้ ChatGPT เป็นเครื่องมือช่วยวิเคราะห์ข้อมูล สรุปภาพรวมของงานวิจัย (state of knowledge) และช่วยระบุแนวโน้มของประเด็นวิจัยที่สำคัญ การใช้ AI สามารถลดระยะเวลาในการค้นคว้าและเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงข้อมูลได้อย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม การใช้ Generative AI มิได้หมายความว่านักวิจัยสามารถพึ่งพาเครื่องมือดังกล่าวได้โดยปราศจากการตรวจสอบ เนื่องจาก AI อาจให้ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนหรือคลาดเคลื่อน หากขาดการพิจารณาอย่างรอบคอบ ดังนั้น บทบาทของอาจารย์จึงเปลี่ยนจาก “ผู้ค้นหาความรู้” เป็น “ผู้ควบคุมคุณภาพของความรู้” โดยต้องใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง วิเคราะห์ และตรวจสอบข้อมูลที่ได้จาก AI ก่อนนำไปใช้ในการวิจัยหรือการเรียนการสอน
เมื่อพิจารณาเชิงบูรณาการ จะเห็นได้ว่าการทบทวนวรรณกรรมแบบดั้งเดิมและการใช้ GenAI มิได้เป็นสิ่งที่ขัดแย้งกัน หากแต่เป็นองค์ประกอบที่เสริมกัน กล่าวคือ Traditional Literature Review เป็นกระบวนการที่สร้าง “ความลึก” ขององค์ความรู้ ขณะที่ GenAI เป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่ม “ความเร็ว” และ “ประสิทธิภาพ” ในการเข้าถึงข้อมูล ดังนั้น การผสมผสานทั้งสองแนวทางอย่างเหมาะสมจะนำไปสู่การพัฒนางานวิจัยที่มีคุณภาพสูงขึ้น
จากการสะท้อนการเรียนรู้ในครั้งนี้ ผู้เขียนเห็นว่า อาจารย์ยุคใหม่ควรปรับบทบาทใน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่
ประการแรก การพัฒนาทักษะด้านการคิดวิเคราะห์และการสังเคราะห์องค์ความรู้ เพื่อให้สามารถใช้ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ประการที่สอง การออกแบบการเรียนการสอนที่บูรณาการ AI เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ โดยเน้นให้นักศึกษาฝึกคิดและตั้งคำถามมากกว่าการรับข้อมูล และ
ประการที่สาม การยกระดับงานวิจัยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยใช้ AI เป็นเครื่องมือสนับสนุนในการวิเคราะห์ข้อมูลและพัฒนาแนวคิดวิจัย
โดยสรุป การอบรมครั้งนี้มิได้ให้เพียงความรู้เชิงเทคนิคเกี่ยวกับการทบทวนวรรณกรรมและการใช้ AI เท่านั้น แต่ยังช่วยปรับเปลี่ยนวิธีคิดของผู้เขียนในฐานะอาจารย์และนักวิจัยให้สอดคล้องกับบริบทของโลกยุคดิจิทัล กล่าวคือ อาจารย์ที่มีคุณค่าในยุคปัจจุบันไม่ใช่ผู้ที่มีความรู้มากที่สุด แต่คือผู้ที่สามารถใช้ความรู้และเทคโนโลยีได้อย่างมีวิจารณญาณ เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่และพัฒนาผู้เรียนให้เป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิต