ไทยไม่เคยล้าหลัง - เทศไม่เคยล้ำสมัย
วันที่เขียน 12/3/2554 12:20:55     แก้ไขล่าสุดเมื่อ 26/9/2563 15:53:34
เปิดอ่าน: 6062 ครั้ง

สังคมไทย ไม่เคยล้าหลัง VS สังคมเทศ ไม่เคยล้ำสมัย ... ยังไงกัน ลองอ่านดูครับ

จริงๆ ชื่อเต็มๆ ของเรื่องนี้คือ สังคมไทย ไม่เคยล้าหลัง (ทางวัตถุ) VS สังคมเทศ ไม่เคยล้ำสมัย (ทางวัตถุ)

"คงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่ปรับตัวเร็ว สามารถรับเอาวัฒนธรรมของต่างชาติ (โดยเฉพาะวัฒนธรรมตะวันตก) มาใช้ได้อย่างรวดเร็ว ... " นั่นคือคำพูดของทุกคน

"แต่ว่าบางครั้งเราก็รู้สึกว่ามันมากเกินไปหรือเปล่า เพราะวัฒนธรรมบางอย่างมันก็ไม่เหมาะสม และขัดแย้งกับวัฒนธรรมอันดีงามของไทย" นี่คือคำพูดของคนบางคน

ครั้งหนึ่งในสมัยที่ผมยังไม่เคยไปต่างประเทศ ชีวิตของผมตั้งแต่เกิดจนโต อยู่แต่ในเมืองไทยมาตลอด เฉกเช่นเดียวกับคนส่วนใหญ่ที่ ไม่ได้มีฐานะร่ำรวยและไม่มีโอกาสแบบนั้นมากนัก ผมก็คิดว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่พัฒนามาก มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย มีตึกสูงๆ มากมาย ถนนหนทางก็ทันสมัย รถราที่แล่นอยู่บนถนนก็หรูๆ ทั้งนั้น ... เห็นฝรั่งมาเที่ยวบ้านเราก็รู้สึกภาคถูมิใจ (ที่จริงต้องพูดว่า ภาคภูมิใจ แทนเจ้าของสิ่งเหล่านั้น) ผมคิดว่าเขาคงทึ่งที่เห็นว่าบ้านเมืองของเรามีทุกอย่าง ไม่ได้ล้าสมัย มีแต่ช้าง ม้า วัว ควาย จักรยานสองล้อ สามล้อ มอเตอร์ไซค์ บนถนนลูกรัง

เคยดูแต่ในหนังภาพยนตร์ เห็นบ้านเมืองฝรั่งสวยงาม ทุกอย่างทันสมัยและไฮเทค ทุกอย่างที่ปรากฏในหนัง ล้วนแล้วแต่หรูหรา ทุกกริยาอาการของผู้คนที่ปรากฏในหนังล้วนแล้วแต่น่าประทับใจ ... ผมก็รู้สึก (ไปเอง) ว่า สังคมของเขาคงต้องเป็นสังคมวัตถุนิยมน่าดู ถ้าเป็นอย่างนั้น เขาคงต้องคิดแต่เรื่อง งาน...งาน...งาน และ เงิน...เงิน...เงิน ทั้งวัน และคงต้องดิ้นรนทำให้สิ่งแวดล้อมรอบตัวของเขามีแต่เครื่องอำนวยความสะดวกไฮเทค

แต่เมื่อผมได้มาสัมผัสกับผู้คนในเมืองนอกจริงๆ ปรากฏว่าสิ่งที่เห็นในหนังภาพยนตร์นั้น เป็นจริงเพียงแค่ครึ่งเดียวครับ ... จริงอยู่ว่ามีคน บางคนที่คิดแต่เรื่อง งาน...งาน...งาน และ เงิน...เงิน...เงิน แต่ว่าก็เป็นส่วนน้อย มีอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นคนส่วนมากเสียด้วย ที่เขาไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนั้นเลย

ฝรั่งส่วนใหญ่แล้ว ใช้ชีวิตธรรมดามากๆ สวมเสื้อผ้าเก่าๆ เดิมๆ ใช้ข้าวของเครื่องใช้เก่าๆ เดิมๆ ไม่สนใจเทคโนโลยีไฮเทคมากนัก เรื่องคอมพิวเตอร์นี้แทบไม่สนใจ (เพราะเขาไม่ได้ใช้เวลา นั่งเล่นโปรแกรมเถื่อนที่มีขายกันเกลื่อนกราด อย่างบ้านเรา) อย่างมากก็อาจจะโทรศัพท์มือถือใช้เครื่องนึง แต่ก็จะใช้จนเก่าจนโทรม และส่วนใหญ่ที่ เห็นใช้ๆ กัน ก็เป็นรุ่นสมัยพระเจ้าเหายังทรงพระเยาว์อยู่

เวลาไปทำงานก็จะพกข้าวปลาอาหารไปคนละกล่อง พกผลไม้และน้ำดื่มไปเอง เอาใส่ในกระเป๋าเก็บความร้อน/ความเย็นได้ ซึ่งก็ใช้จนเก่าจนขาดกันไปข้างนึง รถที่ใช้ก็มักจะซื้อรถมือสองมาขับ บ้านเรือนที่อยู่ก็มัก จะเช่าเขาอยู่ เป็นบ้านชั้นเดียวธรรมดาๆ ข้างในบ้านก็ไม่มีข้าวของอะไรมาก ห้องรับแขกมีแค่โซฟาและทีวี เฟอร์นิเจอร์อื่นๆ ก็แทบไม่มี (ที่ทราบเพราะผมเคยทำงานเป็นคนส่งพิซซ่าไปตามบ้าน และเห็นมาแล้วนับร้อยหลังครับ)
 
ถนนหนทางก็เล็กๆ แต่พื้นผิวถนนดีมาก ทางเท้า-ทางข้ามถนนจะไม่มีทางต่างระดับเลย เพื่อให้คนพิการที่ใช้รถเข็น รวมทั้งแม่ลูกอ่อนที่ต้องใช้รถเข็น สามารถเดินทางไปไหน มาไหนได้โดยสะดวก ฝรั่งส่วนใหญ่เวลาไปไหน ถ้าไม่ไกลมากก็จะเอารถจอดทิ้งไว้ที่บ้าน แล้วเดินไปครับ เวลาว่างก็ใช้ไปกับการทำสวน เลี้ยงหมา พาหมาไปเดิน ทำบาร์บีคิวหลังบ้าน และเชียร์กีฬาครับ

ผมจึงมีข้อสรุปใหม่ว่า วิถีชีวิตของคนในประเทศที่พัฒนาแล้ว เขาไม่สนใจว่าจะล้าหลังทาง วัตถุหรือไม่ เพราะความเจริญทางด้านวัตถุและเศรษฐกิจนั้น ก่อให้เกิดผลประโยชน์กับนายทุนนักธุรกิจไม่กี่คนเท่านั้น และไม่ได้ช่วย ให้ชีวิตความเป็นอยู่ของเขาดีขึ้น ... การทำชีวิตความเป็นอยู่ของเราเรียบง่ายขึ้นต่างหาก ที่จะทำให้เรามีความสุขมากขึ้น

ความคิดเห็นทั้งหมด (1)
สุวรรณ เลียงหิรัญถาวร     วันที่เขียน : 12/3/2554 0:00:00

ชอบเรื่องนี้ค่ะ เห็นด้วยมาก ๆ และเห็นจริงดังที่อาจารย์ว่า

เคยไปอบรมระยะสั้น 4 สัปดาห์ที่เมลเบิร์น

ตอนไปถึง แปลกใจ ที่พบว่า ครูบาอาจารย์ที่มาสอนเป็นระดับ Professor แต่มีชีวิตที่ "ธรรมดา"มากกกกก

เช่น ขึ้นรถไฟต่อรถเมล์มาทำงาน กินอยู่อย่างเรียบง่าย มี lunchbox มานั่งกินในโรงอาหาร  แต่งกายด้วยเสื้อผ้าธรรมด้า..ธรรมดา และใช้โทรศัพท์มือถือรุ่นเก๋ากึ๊ก (จริง ๆ)

 

การหลอกล่อให้ผู้คนประชันขันแข่งกันด้วย"คุณค่าเทียม" เป็นกับดักของ"นายทุน"

หากเรารู้จักใช้สมบัติภายนอกที่"คุณค่าแท้" เราก็จะไม่ตกลงไปใน"กับดัก"นั้น

 

"คุณค่าของคนอยู่ที่สมบัติภายใน หาใช่วัตถุเสริมแต่งภายนอกเท่านั้นไม่" ^^

รายการบทความการแลกเปลี่ยนเรียนรู้หมวดหมู่ : สังคม ครอบครัว ชุมชน เศรษฐกิจ