การจัดการการเรียนรู้แบบ VAK (VAK Learning Model) คือแนวคิดที่ใช้อธิบายรูปแบบการเรียนรู้หรือช่องทางการรับรู้ข้อมูลที่ผู้เรียนแต่ละคนถนัดแตกต่างกัน โดยแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบหลัก เพื่อให้ผู้สอนสามารถออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลายและตอบสนองต่อผู้เรียนได้ดียิ่งขึ้น
ก่อนอื่น ควรทำความเข้าใจก่อนว่า VAK ย่อมาจากอะไรและมีความหมายอย่างไร ดังนี้
V คือ Visual หมายถึง การเรียนรู้ผ่านการมองเห็น
A คือ Auditory หมายถึง การเรียนรู้ผ่านการได้ยิน
K คือ Kinesthetic หมายถึง การเรียนรู้ผ่านการเคลื่อนไหวและการลงมือทำ
ดังนั้น ก่อนที่ผู้สอนจะจัดการเรียนรู้แบบ VAK ผู้สอนควรทำความเข้าใจลักษณะของผู้เรียนเสียก่อน เพื่อให้การจัดการเรียนรู้ให้มีความเหมาะสมกับผู้เรียนแต่ละลักษณะ ซึ่งลักษณะของผู้เรียนแต่ละประเภท มีดังนี้
- Visual (V) ผู้เรียนกลุ่มนี้จะเรียนรู้ได้ดีที่สุดเมื่อพวกเขา "เห็น" ข้อมูล
- ลักษณะเด่นของผู้เรียนกลุ่มนี้ คือ
- ชอบดูรูปภาพ แผนภูมิ กราฟ วิดีโอ หรือการสาธิต
- มักจดจำข้อมูลเป็นภาพ
- ชอบอ่านหนังสือ และมักจะสร้างภาพในหัวขณะอ่าน
- ชอบสภาพแวดล้อมที่เป็นระเบียบเรียบร้อย
- กลยุทธ์การสอนที่เหมาะสมกับผู้เรียนลักษณะนี้ คือ
- ใช้ PowerPoint หรือกระดานไวท์บอร์ด
- แสดงแผนภาพ (Diagrams) Mind Maps
- ใช้สีสันเพื่อเน้นข้อความสำคัญ
- เปิดวิดีโอประกอบการสอน
- Auditory (A) ผู้เรียนกลุ่มนี้เรียนรู้ได้ดีที่สุดผ่านการ "ได้ยิน"
- ลักษณะเด่นของผู้เรียนลักษณะนี้ คือ
- ชอบฟังการบรรยาย การอภิปราย หรือพอดแคสต์
- จดจำได้ดีจากการฟังและพูดทบทวน
- มักจะอ่านออกเสียงเบาๆ หรือขยับปากตามเวลาอ่านหนังสือ
- สามารถเรียนรู้ได้ดีจากการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
- กลยุทธ์การสอนที่เหมาะสมกับผู้เรียนกลุ่มนี้ คือ
- การบรรยาย (Lectures)
- การอภิปรายกลุ่ม (Group discussions)
- การใช้เพลง หรือจังหวะในการช่วยจำ
- การใช้สื่อเสียง (Audiobooks, Podcasts)
- การเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ซักถามและอธิบาย
- Kinesthetic (K) ผู้เรียนกลุ่มนี้เรียนรู้ได้ดีที่สุดเมื่อได้ "ลงมือทำ" หรือ "เคลื่อนไหว" ร่างกาย
- ลักษณะเด่นของผู้เรียนลักษณะนี้ คือ
- เรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรง การทดลอง หรือการสัมผัส
- ชอบกิจกรรมที่ต้องเคลื่อนไหว (Active learning)
- จดจำสิ่งที่ "ได้ทำ" มากกว่าสิ่งที่ "ได้เห็น" หรือ "ได้ยิน"
- อาจรู้สึกอึดอัดหากต้องนั่งนิ่งๆ นานๆ
- กลยุทธ์การสอนที่เหมาะสมกับผู้เรียนลักษณะนี้ คือ
- การทดลองทางวิทยาศาสตร์
- การแสดงบทบาทสมมติ (Role-playing)
- การสร้างแบบจำลอง หรือการปั้น
- การเรียนรู้ผ่านเกม (Gamification)
- การทัศนศึกษา หรือการทำงานภาคสนาม
การนำ VAK ไปใช้ในการจัดการเรียนรู้
หัวใจสำคัญของการใช้โมเดล VAK ไม่ใช่การกำหนดว่านักเรียนคนใดเป็นแบบ V A หรือ K แล้วสอนนักศึกษาเหล่านั้นด้วยวิธีนั้นเพียงวิธีเดียว
แต่ประโยชน์สูงสุดของ VAK คือการเตือนให้ผู้สอนตระหนักว่า ผู้เรียนในชั้นเรียนมีความหลากหลาย ดังนั้น ผู้สอนจึงควรออกแบบ "การสอนแบบผสมผสาน" (Multimodal Instruction) ที่กระตุ้นทุกช่องทางการรับรู้ของผู้เรียนทุกคน ซึ่งขอยกตัวอย่าง ดังนี้
ตัวอย่าง การสอนเรื่อง "วัฏจักรของน้ำ"
- Visual โดยผู้สอนแสดงแผนภาพวัฏจักรของน้ำ เปิดวิดีโอสารคดี
- Auditory โดยผู้สอนบรรยายกระบวนการระเหย การควบแน่น ให้ผู้เรียนจับกลุ่มอภิปรายว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อฝนตก
- Kinesthetic โดยให้ผู้เรียนทำการทดลอง "สร้างเมฆในขวด" หรือแสดงบทบาทสมมติเป็นหยดน้ำที่เดินทางไปในวัฏจักร
ข้อควรพิจารณา
ถึงแม้ว่า VAK จะเป็นโมเดลที่เข้าใจง่ายและนิยมใช้ แต่ในวงการศึกษาปัจจุบันมีข้อถกเถียงว่าการยึดติดกับสไตล์การเรียนรู้ (Learning Styles) อาจไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดเสมอไป เพราะ ทุกคนเรียนรู้แบบผสมผสาน นั่นคือ คนส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้ช่องทางใดช่องทางเดียวในการเรียนรู้ แต่ใช้หลายช่องทางร่วมกัน และ เนื้อหามีผลต่อการเรียนรู้ กล่าวคือ บางรายวิชา เช่น วิชาดนตรี จำเป็นต้องเน้นการฟัง (A) หรือบางรายวิชา เช่น พลศึกษา ต้องเน้นการเคลื่อนไหว (K) โดยธรรมชาติ เป็นต้น
กล่าวโดยสรุป VAK เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์สำหรับผู้สอนในการทบทวน ว่าวิธีการสอนของตนเองมีความหลากหลายหรือไม่ และได้เปิดโอกาสให้ผู้เรียนที่มีความถนัดต่างกันได้เข้าถึงเนื้อหาผ่านช่องทางที่หลากหลายเพียงพอแล้วหรือยัง