การจัดการเรียนรู้ตามความถนัดแบบ VAK เพื่อการส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยการนำตนเอง
วันที่เขียน 27/8/2569 11:40:44     แก้ไขล่าสุดเมื่อ 13/9/2569 21:46:31
เปิดอ่าน: 47 ครั้ง

บทความนี้นำเสนอแนวคิดการจัดการเรียนรู้ตามความถนัดแบบ VAK (VAK Learning Model) ซึ่งอธิบายช่องทางการรับรู้ข้อมูลที่ผู้เรียนแต่ละคนถนัดแตกต่างกัน 3 รูปแบบ ได้แก่ การเรียนรู้ผ่านการมองเห็น (Visual) การเรียนรู้ผ่านการได้ยิน (Auditory) และการเรียนรู้ผ่านการเคลื่อนไหวและการลงมือทำ (Kinesthetic) โดยได้วิเคราะห์ลักษณะเด่นของผู้เรียนแต่ละประเภท พร้อมเสนอกลยุทธ์การสอนที่สอดคล้องกับแต่ละความถนัด เช่น การใช้แผนภาพและวิดีโอสำหรับผู้เรียนแบบ Visual การอภิปรายกลุ่มและสื่อเสียงสำหรับผู้เรียนแบบ Auditory และการทดลอง บทบาทสมมติ หรือการเรียนรู้ผ่านเกมสำหรับผู้เรียนแบบ Kinesthetic บทความเน้นว่าหัวใจสำคัญของการนำ VAK ไปใช้มิใช่การจำแนกผู้เรียนแล้วสอนด้วยวิธีเดียว หากแต่เป็นการตระหนักถึงความหลากหลายของผู้เรียนในชั้นเรียน และออกแบบการสอนแบบผสมผสาน (Multimodal Instruction) ที่กระตุ้นทุกช่องทางการรับรู้ไปพร้อมกัน โดยยกตัวอย่างการจัดกิจกรรมเรื่องวัฏจักรของน้ำที่บูรณาการทั้งสามช่องทาง นอกจากนี้ยังได้อภิปรายข้อควรพิจารณาจากข้อถกเถียงทางวิชาการเกี่ยวกับทฤษฎีรูปแบบการเรียนรู้ (Learning Styles) ว่าผู้เรียนส่วนใหญ่เรียนรู้แบบผสมผสานหลายช่องทาง และธรรมชาติของเนื้อหาวิชาเป็นปัจจัยกำหนดช่องทางการเรียนรู้ที่เหมาะสมด้วย บทความสรุปว่า VAK เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์สำหรับผู้สอนในการทบทวนความหลากหลายของวิธีการสอนของตนเอง และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนที่มีความถนัดต่างกันเข้าถึงเนื้อหาได้อย่างทั่วถึง อันเป็นพื้นฐานสำคัญในการส่งเสริมให้ผู้เรียนรู้จักช่องทางการเรียนรู้ที่เหมาะกับตนเองและพัฒนาไปสู่การเรียนรู้ด้วยการนำตนเอง คำสำคัญ: รูปแบบการเรียนรู้ VAK, การสอนแบบผสมผสาน, ความถนัดในการเรียนรู้, การเรียนรู้ด้วยการนำตนเอง

การจัดการการเรียนรู้แบบ VAK (VAK Learning Model) คือแนวคิดที่ใช้อธิบายรูปแบบการเรียนรู้หรือช่องทางการรับรู้ข้อมูลที่ผู้เรียนแต่ละคนถนัดแตกต่างกัน โดยแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบหลัก เพื่อให้ผู้สอนสามารถออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลายและตอบสนองต่อผู้เรียนได้ดียิ่งขึ้น

ก่อนอื่น ควรทำความเข้าใจก่อนว่า VAK ย่อมาจากอะไรและมีความหมายอย่างไร ดังนี้

V คือ Visual หมายถึง การเรียนรู้ผ่านการมองเห็น

A คือ  Auditory หมายถึง การเรียนรู้ผ่านการได้ยิน

K คือ Kinesthetic หมายถึง การเรียนรู้ผ่านการเคลื่อนไหวและการลงมือทำ

           

ดังนั้น ก่อนที่ผู้สอนจะจัดการเรียนรู้แบบ VAK ผู้สอนควรทำความเข้าใจลักษณะของผู้เรียนเสียก่อน เพื่อให้การจัดการเรียนรู้ให้มีความเหมาะสมกับผู้เรียนแต่ละลักษณะ ซึ่งลักษณะของผู้เรียนแต่ละประเภท มีดังนี้

  1. Visual (V) ผู้เรียนกลุ่มนี้จะเรียนรู้ได้ดีที่สุดเมื่อพวกเขา "เห็น" ข้อมูล
  • ลักษณะเด่นของผู้เรียนกลุ่มนี้ คือ
    • ชอบดูรูปภาพ แผนภูมิ กราฟ วิดีโอ หรือการสาธิต
    • มักจดจำข้อมูลเป็นภาพ
    • ชอบอ่านหนังสือ และมักจะสร้างภาพในหัวขณะอ่าน
    • ชอบสภาพแวดล้อมที่เป็นระเบียบเรียบร้อย
  • กลยุทธ์การสอนที่เหมาะสมกับผู้เรียนลักษณะนี้ คือ
    • ใช้ PowerPoint หรือกระดานไวท์บอร์ด
    • แสดงแผนภาพ (Diagrams) Mind Maps
    • ใช้สีสันเพื่อเน้นข้อความสำคัญ
    • เปิดวิดีโอประกอบการสอน
  1. Auditory (A) ผู้เรียนกลุ่มนี้เรียนรู้ได้ดีที่สุดผ่านการ "ได้ยิน"
  • ลักษณะเด่นของผู้เรียนลักษณะนี้ คือ
    • ชอบฟังการบรรยาย การอภิปราย หรือพอดแคสต์
    • จดจำได้ดีจากการฟังและพูดทบทวน
    • มักจะอ่านออกเสียงเบาๆ หรือขยับปากตามเวลาอ่านหนังสือ
    • สามารถเรียนรู้ได้ดีจากการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
  • กลยุทธ์การสอนที่เหมาะสมกับผู้เรียนกลุ่มนี้ คือ
    • การบรรยาย (Lectures)
    • การอภิปรายกลุ่ม (Group discussions)
    • การใช้เพลง หรือจังหวะในการช่วยจำ
    • การใช้สื่อเสียง (Audiobooks, Podcasts)
    • การเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ซักถามและอธิบาย
  1. Kinesthetic (K) ผู้เรียนกลุ่มนี้เรียนรู้ได้ดีที่สุดเมื่อได้ "ลงมือทำ" หรือ "เคลื่อนไหว" ร่างกาย
  • ลักษณะเด่นของผู้เรียนลักษณะนี้ คือ
    • เรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรง การทดลอง หรือการสัมผัส
    • ชอบกิจกรรมที่ต้องเคลื่อนไหว (Active learning)
    • จดจำสิ่งที่ "ได้ทำ" มากกว่าสิ่งที่ "ได้เห็น" หรือ "ได้ยิน"
    • อาจรู้สึกอึดอัดหากต้องนั่งนิ่งๆ นานๆ
  • กลยุทธ์การสอนที่เหมาะสมกับผู้เรียนลักษณะนี้ คือ
    • การทดลองทางวิทยาศาสตร์
    • การแสดงบทบาทสมมติ (Role-playing)
    • การสร้างแบบจำลอง หรือการปั้น
    • การเรียนรู้ผ่านเกม (Gamification)
    • การทัศนศึกษา หรือการทำงานภาคสนาม

 

การนำ VAK ไปใช้ในการจัดการเรียนรู้

หัวใจสำคัญของการใช้โมเดล VAK ไม่ใช่การกำหนดว่านักเรียนคนใดเป็นแบบ V A หรือ K แล้วสอนนักศึกษาเหล่านั้นด้วยวิธีนั้นเพียงวิธีเดียว

แต่ประโยชน์สูงสุดของ VAK คือการเตือนให้ผู้สอนตระหนักว่า ผู้เรียนในชั้นเรียนมีความหลากหลาย ดังนั้น ผู้สอนจึงควรออกแบบ "การสอนแบบผสมผสาน" (Multimodal Instruction) ที่กระตุ้นทุกช่องทางการรับรู้ของผู้เรียนทุกคน ซึ่งขอยกตัวอย่าง ดังนี้

ตัวอย่าง การสอนเรื่อง "วัฏจักรของน้ำ"

  1. Visual โดยผู้สอนแสดงแผนภาพวัฏจักรของน้ำ เปิดวิดีโอสารคดี
  2. Auditory โดยผู้สอนบรรยายกระบวนการระเหย การควบแน่น ให้ผู้เรียนจับกลุ่มอภิปรายว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อฝนตก
  3. Kinesthetic โดยให้ผู้เรียนทำการทดลอง "สร้างเมฆในขวด" หรือแสดงบทบาทสมมติเป็นหยดน้ำที่เดินทางไปในวัฏจักร

ข้อควรพิจารณา

ถึงแม้ว่า VAK จะเป็นโมเดลที่เข้าใจง่ายและนิยมใช้ แต่ในวงการศึกษาปัจจุบันมีข้อถกเถียงว่าการยึดติดกับสไตล์การเรียนรู้ (Learning Styles) อาจไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดเสมอไป เพราะ ทุกคนเรียนรู้แบบผสมผสาน นั่นคือ คนส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้ช่องทางใดช่องทางเดียวในการเรียนรู้ แต่ใช้หลายช่องทางร่วมกัน และ เนื้อหามีผลต่อการเรียนรู้ กล่าวคือ บางรายวิชา เช่น วิชาดนตรี จำเป็นต้องเน้นการฟัง (A) หรือบางรายวิชา เช่น พลศึกษา ต้องเน้นการเคลื่อนไหว (K) โดยธรรมชาติ เป็นต้น

กล่าวโดยสรุป VAK เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์สำหรับผู้สอนในการทบทวน ว่าวิธีการสอนของตนเองมีความหลากหลายหรือไม่ และได้เปิดโอกาสให้ผู้เรียนที่มีความถนัดต่างกันได้เข้าถึงเนื้อหาผ่านช่องทางที่หลากหลายเพียงพอแล้วหรือยัง

ความคิดเห็นทั้งหมด (0)
ไม่มีข้อมูลตามเงื่อนไขที่ท่านกำหนด
รายการบทความการแลกเปลี่ยนเรียนรู้หมวดหมู่ : การศึกษา การเรียนการสอน
ผลงานวิจัย » “Ethics in action : โปร่งใส ใส่ใจ และใช้จ่ายอย่างรับผิดชอบ”
การบริหารงบประมาณของหน่วยงานภาครัฐจำเป็นต้องยึดหลักธรรมาภิบาล (Good Governance) เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณเป็นไปอย่างโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อสาธารณะ แนวคิดสำคัญของการดำเนินงาน...
  บทความการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั่วไป   การศึกษา การเรียนการสอน
ผู้เขียน หนึ่งหทัย ชัยอาภร  วันที่เขียน 12/3/2569 14:33:30  แก้ไขล่าสุดเมื่อ 13/9/2569 15:59:52   เปิดอ่าน 1213  ครั้ง | แสดงความคิดเห็น 0  ครั้ง