PDPA พ.ร.บ.ข้อมูลส่วนบุคคล ที่ต้องรู้ !!! ทำแล้วผิดกฏหมายมีอะไรบ้าง
วันที่เขียน 2/6/2565 11:39:09     แก้ไขล่าสุดเมื่อ 28/11/2565 22:02:10
เปิดอ่าน: 2709 ครั้ง

ความรู้จากการเข้าร่วมสัมมนา/อบรม

PDPA พ.ร.บ.ข้อมูลส่วนบุคคล ที่ต้องรู้ !!! ทำได้ไม่ผิดกฏหมาย

               ปัจจุบันมีการใช้งานกรอกข้อมูลส่วนบุคคลบนออนไลน์ ทำให้เกิดการหลอกลวงจากแก็งคอลเซนเตอร์ที่มาในทุกรูปแบบ เช่น ส่งข้อความ SMS โทรมาแจ้งพัสดุตกค้าง
โทรมาแจ้งเป็นหนี้บัตร เครดิต เป็นต้น ทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลของเรารั่วไหล ดังนั้นจึงมีกฏหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือที่เราเรียกว่า พ.ร.บ.ข้อมูลส่วนบุคคล ดังนั้นมาทำความรู้จักว่าคืออะไร สิ่งใดที่ทำได้ สิ่งใดทำแล้วผิดกฏหมาย 

               พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ หรือกฎหมาย PDPA ที่ย่อมาจาก Personal Data Protection Act จะเริ่มบังคับใช้เต็มรูปแบบในวันที่ 1 มิถุนายน 2565 กฎหมาย PDPA นี้ให้ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ บัญชีธนาคาร อีเมล ไอดีไลน์ บัญชีผู้ใช้ของเว็บไซต์ ลายนิ้วมือ ประวัติสุขภาพ เป็นต้น ซึ่งข้อมูลเหล่านี้สามารถระบุถึงตัวเจ้าของข้อมูลนั้นได้ อาจเป็นได้ทั้งข้อมูลในรูปแบบเอกสาร กระดาษ หนังสือ หรือจัดเก็บในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้

               กฎหมาย PDPA ถอดแบบมาจากกฎหมายต้นแบบอย่างกฎหมาย GDPR (General Data Protection Regulation) ซึ่งเป็นกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสหภาพยุโรป วัตถุประสงค์ของการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของกฎหมายทั้ง 2 ฉบับ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ไม่ประสงค์ดีทำการแฮ็กข้อมูลหรือละเมิดความเป็นส่วนตัวเพื่อข่มขู่หวังผลประโยชน์จากทั้งจากตัวเจ้าของข้อมูลเองหรือจากบุคคลที่ดูแลข้อมูล

เตรียมความพร้อมตาม PDPA

                     บุคคลที่สำคัญตามกฎหมาย PDPA คือ เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (Data Subject) และผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล (Data Controller) ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลเปรียบเสมือนผู้ดูแลระบบ เป็นฝ่ายปฏิบัติงาน มีหน้าที่เก็บรวบรวม และนำข้อมูลส่วนบุคคลที่ขอความยินยอม (Consent) จากเจ้าของข้อมูลไปใช้ ตัวอย่างเช่น เว็บไซต์ขายของออนไลน์ ผู้จัดทำเว็บไซต์ก็จะต้องขอข้อมูลทั้งชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ ข้อมูลการจ่ายเงิน เพื่อนำไปดำเนินการสั่งซื้อและจัดส่งสินค้าไปยังที่อยู่ของเจ้าของข้อมูล ซึ่ง PDPA เมื่อได้ข้อมูลมาแล้ว ก็ต้องจัดให้มีมาตรการรักษาความปลอดภัยข้อมูลด้วย ขั้นตอนดังนี้

ขั้นตอนที่ 1. การเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล

1.1) จัดทำ Privacy Policy แจ้งให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบ  องค์กรหรือเจ้าของเว็บไซต์สามารถแจ้ง
       เจ้าของข้อมูลผ่าน Privacy Policy บนเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน หรือช่องทางการติดต่ออื่นๆ เช่น การลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ หรือทางโซเชียลมีเดีย 

  • แจ้งว่าจะขอเก็บข้อมูลอะไรบ้าง  เพื่อวัตถุประสงค์ใด
  • แจ้งสิทธิของเจ้าของข้อมูล โดยสามารถถอนความยินยอมได้ทุกเมื่อ

     -   ข้อความอ่านเข้าใจง่าย ชัดเจน ใช้ภาษาไม่กำกวม ไม่มีเงื่อนไขในการยินยอม คลิก PDPA Pro
         เพื่อสร้าง Privacy Policy ที่ถูกต้องตาม PDPA

1.2)  การจัดการเว็บไซต์ แอปพลิเคชัน และ Third-party  นอกจากการจัดทำ Privacy Policy ผ่านเว็บไซต์
        หรือแอปพลิเคชันแล้ว การขอจัดเก็บ Cookie ต้องแจ้งเพื่อขอความยินยอมให้ใช้ข้อมูลส่วนบุคคล
        จากผู้ใช้งานด้วย ซึ่งที่พบเห็นทั่วไป มักแจ้งขอเก็บ Cookie เป็น Pop up เล็ก ๆ ทางด้านล่างเว็บไซต์
        คลิก Cookiewow เพื่อจัดทำ Cookie Consent Banner เพียงไม่กี่นาที ส่วน Third Party ที่
        เก็บข้อมูลส่วนบุคคล เช่น เว็บไซต์โฆษณาที่ทำการตลาด ก็ต้องระบุวัตถุประสงค์และขอความยินยอม
        การเก็บรวบรวมข้อมูลไว้ใน Privacy Policy ด้วย

1.3) การเก็บข้อมูลพนักงาน  สำหรับการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของพนักงานนั้นก็ต้องจัดทำนโยบายความเป็น
        ส่วนตัวสำหรับพนักงานหรือ HR Privacy Policy เพื่อแจ้งวัตถุประสงค์ในการประมวลผลข้อมูลส่วน
        บุคคลของพนักงานเช่นเดียวกัน แนะนำว่าสำหรับพนักงานเก่า ให้แจ้ง Privacy Policy เป็นเอกสารใหม่
        ส่วนพนักงานใหม่ ให้แจ้งในใบสมัคร ๑ ครั้ง และแจ้งในสัญญาจ้าง ๑ ครั้ง คลิก PDPA Pro เพื่อสร้าง
        Privacy Policy สร้าง HR Privacy Policy ถูกต้องตาม PDPA

 ขั้นตอนที่ 2.  การใช้หรือประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล

         แต่ละฝ่ายในองค์กรควรร่วมกำหนดแนวทางหรือนโยบายในการดำเนินการด้านข้อมูลส่วนบุคคล (Standard Operating Procedure) และบันทึกรายการข้อมูลส่วนบุคคลที่มีการเก็บหรือใช้ (Records of Processing Activity: ROPA) ทั้งข้อมูลที่จัดเก็บในฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ข้อมูลเอกสารที่จับต้องได้ ข้อมูลส่วนบุคคลทั่วไป ข้อมูลส่วนบุคคลที่อ่อนไหว (Sensitive Personal Data) ซึ่งเป็นข้อมูลที่ระบุตัวบุคคลได้เฉพาะเจาะจงมากขึ้น เช่น เชื้อชาติ ความคิดเห็นทางการเมือง ศาสนา พฤติกรรมทางเพศ ประวัติอาชญากรรม ข้อมูลสุขภาพ ข้อมูลสหภาพแรงงาน ข้อมูลพันธุกรรม ข้อมูลชีวภาพ (face ID, ลายนิ้วมือ) รวมถึงห้ามเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลให้กับบุคคลที่ไม่มีความรับผิดชอบโดยตรง

สิ่งที่ควรทำ

  • แอด line เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล หลังจากขออนุญาตแล้ว
  • ส่ง Direct Marketing ให้ลูกค้าหลังจากที่ลูกค้ายินยอมแล้ว
  • ส่งข้อมูลลูกค้าจาก Cookie ไป Target Advertising ต่อ หลังจากที่ลูกค้ายินยอมแล้ว
  • ส่งข้อมูลให้ Vendor หลังจากบริษัทได้ทำความตกลงกับ Vendor ที่มีข้อกำหนดเรื่องความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลแล้ว
  • การให้บริการที่ต้องวิเคราะห์ข้อมูลส่วนบุคคลจำนวนมากหรือใช้ Sensitive Personal Data เช่น การสแกนใบหน้า จะต้องขอความยินยอมก่อน
  • รวบรวมสถิติลูกค้าเพื่อพัฒนาบริการ โดยไม่ใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า

ขั้นตอนที่ 3. มาตรการด้านความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล

  • กำหนดแนวทางอย่างน้อยตามมาตรฐานขั้นต่ำด้านการรักษาความปลอดภัยข้อมูลส่วนบุคคล (Minimum Security Requirements) ได้แก่ การรักษาความลับ (Confidentiality) ความถูกต้องครบถ้วน (Integrity) และสภาพพร้อมใช้งาน (Availability) ซึ่งควรครอบคลุมถึงมาตรการป้องกันด้านการบริหารจัดการ (Administrative Safeguard) มาตรการป้องกันด้านเทคนิค (Technical Safeguard) และมาตรการป้องกันทางกายภาพ (Physical Safeguard) ในเรื่องการเข้าถึงหรือควบคุมการใช้งานข้อมูลส่วนบุคคล (Access Control) ตามประกาศกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
  • กำหนดนโยบายรักษาระยะเวลาการเก็บข้อมูล และการทำลายเอกสารที่มีข้อมูลส่วนบุคคล (Data Rentention)
  • มีกระบวนการ Breach Notification Protocol ซึ่งเป็นระบบแจ้งเตือนเพื่อปกป้องข้อมูลจากการโจมตีจากผู้ไม่หวังดี

ขั้นตอนที่ 4. การส่งหรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล

  • ทำสัญญาหรือข้อตกลงกับผู้ให้บริการภายนอก หรือทำ Data Processing Agreement เพื่อคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลให้เป็นไปตามมาตรฐานกฎหมาย PDPA
  • ในกรณีโอนข้อมูลไปต่างประเทศ ให้ทำสัญญากับบริษัทปลายทางเพื่อคุ้มครองข้อมูลตามมาตรฐาน PDPA
  • มีกระบวนการรับคำร้องจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ควรเป็นวิธีที่ง่ายไม่ซับซ้อน และไม่กำหนดเงื่อนไข อาจผ่านการยื่นแบบฟอร์ม ส่งคำร้องผ่านช่อง Chat หรือส่งอีเมลก็ได้

ขั้นตอนที่ 5. การกำกับดูแลข้อมูลส่วนบุคคล

          ในประเทศไทย มีสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งเป็นหน่วยงานภาครัฐเป็นผู้กำกับดูแลกฎหมาย PDPA ให้แต่ละองค์กรต้องปฏิบัติตาม โดย PDPA กำหนดให้องค์กรต้องมีเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูล หรือ DPO (Data Protection Officer) ซึ่งเป็นผู้มีความรู้ด้านกฎหมายPDPA ด้านเทคโนโลยี และเข้าใจบริบทขององค์กรมีหน้าที่ให้คำปรึกษากับองค์กร และดูแลการดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายยิ่งไปกว่านั้น องค์กรควรจัดอบรมแนวปฏิบัติหรือข้อกฎหมาย PDPA เพื่อสร้างความตระหนักรู้ และให้พนักงานมีความรู้ความเข้าใจในการปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้อง

          ถึงเวลาปฏิบัติตาม PDPA แล้ว จะเห็นได้ว่าถ้าศึกษารายละเอียดของกฎหมายให้เข้าใจ องค์กรของเราก็สามารถปฏิบัติตาม PDPA ได้ไม่ยาก ทั้งนี้ก็มีผู้เชี่ยวชาญที่จะช่วยสร้างนโยบายการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าให้เกิดความปลอดภัย และที่สำคัญหากผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลและบุคลากรในองค์กรมีความรู้ความเข้าใจและปฏิบัติตามมาตรการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลตาม PDPA แล้ว ความเสี่ยงกรณีข้อมูลถูกละเมิดก็จะน้อยลง ซึ่งจะสร้างความเชื่อมั่นต่อองค์กรให้กับผู้ใช้งานได้เป็นอย่างดี

 สรุปง่ายๆ การใช้งานบนโลกออนไลน์ ที่ทำแล้วผิดกฎหมาย ดังรูป

ความคิดเห็นทั้งหมด (0)
ไม่มีข้อมูลตามเงื่อนไขที่ท่านกำหนด
รายการบทความการแลกเปลี่ยนเรียนรู้หมวดหมู่ : กลุ่มงานบริการการศึกษา
การศึกษา การแลกเปลี่ยนนักศึกษา ฝึกงาน หรือฝึกอบรมต่างประเทศ » การเดินทางเข้า-ออกราชอาณาจักรไทย ของบุคลากรและนักศึกษาต่างชาติ ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19
จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรรัสโควิด-19 ซึ่งตาม พรก. ฉุกเฉิน และคำสั่ง ศบค. ได้ผ่อนปรนให้ผู้ไม่มีสัญชาติไทยซึ่งมีใบอนุญาตทำงานหรือนักศึกษาต่างชาติได้รับอนุญาตให้เข้ามาทำงานหรือศึกษาในร...
ราชอาณาจักรไทย  โรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19     กลุ่มงานตามสมรรถนะบุคลากร   กลุ่มงานบริการการศึกษา
ผู้เขียน อาจารีย์ สว่างศรี  วันที่เขียน 8/9/2563 14:08:27  แก้ไขล่าสุดเมื่อ 25/11/2565 14:54:32   เปิดอ่าน 2543  ครั้ง | แสดงความคิดเห็น 0  ครั้ง