Blog : สรุปเนื้อหาและความรู้จากการเข้าร่วมประชุมทางวิชาการ
รหัสอ้างอิง : 201
ชื่อสมาชิก : มงคล ถิรบุญยานนท์
เพศ : ชาย
อีเมล์ : mongkols@mju.ac.th
ประเภทสมาชิก : บุคลากรภายใน [สังกัด]
ลงทะเบียนเมื่อ : 7/2/2554 10:19:03
แก้ไขล่าสุดเมื่อ : 7/2/2554 10:19:03

รายการบทความการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั้งหมดของ Blog : สรุปเนื้อหาและความรู้จากการเข้าร่วมประชุมทางวิชาการ
การผลิตแก๊ซชีวภาพจากขยะมูลฝอยชุมชนโดยเชื้อจุลินทรีย์จากมูลสุกร รูปแบบการผลิตก๊าซชีวภาพจากขยะมูลฝอยชุมชนมีหลายๆ วิธีการ โดยแต่ละวิธีการจะมีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันออกไป แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละชุมชนและงบประมาณในการดำเนินการ เป็นต้น หนึ่งในวิธีการที่เหมาะสมสำหรับการผลิตก๊าซชีวภาพจากขยะมูลฝอยชุมชนก็คือ การใช้จุลินทรีย์เป็นตัวช่วยในหมักและผลิตก๊าซชีวภาพ จุลินทรีย์ที่ช่วยในการหมักเพื่อผลิตก๊าซชีวภาพจากขยะมูลฝอยชุมชนมีอยู่หลายๆ สายพันธุ์ หรือหลายๆ รูปแบบ ซึ่งถ้าใช้เชื้อจุลินทรีย์บริสุทธิ์อาจจะมีประสิทธิที่ดีได้ แต่อย่างไรก็ตามจะมีความยุ่งยากและมีค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งบุคคลากรที่เกี่ยวข้องจะต้องมีความชำนาญทางด้านจุลินทรีย์เป็นอย่างดี รูปแบบหนึ่งในการผลิตก๊าซชีวภาพจากขยะมูลฝอยชุมชนก็คือ การนำจุลินทรีย์จากมูลสุกรมาเป็นจุลินทรีย์ที่ใช้ในการผลิตก๊าซชีวภาพ และโดยไม่ต้องแยกเป็นเชื้อจุลินทรีย์บริสุทธิ์ แต่จะนำมูลสุกรที่มีทั้งจำนวนและความหลากหลายของจุลินทรีย์มาหมักร่วมกับขยะมูลฝอยชุมชุนเพื่อผลิตก๊าซชีวภาพได้เลย ซึ่งวิธีการดังกล่าวนี้จะเหมาะสมและมีประโยชน์หลายๆ ประการ ดังเช่น 1. มีประสิทธิภาพที่ดี กล่าวคือจุลินทรีย์จากมูลสุกรจะมีจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในการผลิตก๊าซชีวภาพหลายๆ สายพันธุ์ ซึ่งจะช่วยในการหมักและผลิตก๊าซชีวภาพได้ดี 2. ประหยัดค่าใช้จ่าย กล่าวคือไม่จำเป็นต้องซื้อหัวเชื้อจุลินทรีย์บริสุทธ์ ซื้ออาหารของจุลินทรีย์ และซื้ออุปกรณ์ต่างๆ สำหรับการเลี้ยงจุลินทรีย์ 3. มีความสะดวก กล่าวคือบุคลากรไม่จำเป็นต้องมีความชำนาญทางด้านจุลินทรีย์ก็สามารถผลิตก๊าซชีวภาพจากขยะมูลฝอยชุมชนได้ เพราะสามารถเก็บมูลสุกรมาผสมในถังหมักและผลิตก๊าซชีวภาพได้เลย การผลิตก๊าซชีวภาพจากขยะมูลฝอยชุมชน โดยการประยุกต์ใช้จุลินทรีย์จากมูลสุกรมาเป็นจุลินทรีย์ที่ใช้ในการผลิตก๊าซชีวภาพ เป็นรูปแบบหนึ่งในการผลิตก๊าซชีวภาพที่น่าสนใจซึ่งเหมาะสมกับชุมชนขนาดไม่ใหญ่มาก
สรุปเนื้อหาและความรู้จากการเข้าร่วมประชุมทางวิชาการ » การกระตุ้นการผลิตสารออกฤทธ์ทางชีวภาพกับวิธีการเพาะเลี้ยงเห็ดถั่งเช่าสีทอง
เห็ดถั่งเช่าสีทอง (Cordyceps militaris) เป็นเชื้อราในกลุ่มเชื้อราแมลง จัดอยู่ในกลุ่ม Ascomycetes โดยเห็ดถั่งเช่าสีทองมีสรรพคุณทางยามากมายหลายประการ อาทิเช่น กระตุ้นภูมิคุ้มกัน ต้านการอักเสบ ต้านโรคมะเร็ง และกระตุ้นสมรรถนะทางเพศ เป็นต้น ด้วยเหตุที่ถั่งเช่าสีทองมีสรรพคุณทางยาที่ดีหลาย ๆ ประการนั้น ในปัจจุบันจึงมีนักวิจัยที่ได้รายงานถึงสรรพคุณต่าง ๆ ของเห็ดถั่งเช่าสีทองนั้น มีสรรพคุณเทียบเท่ากับเห็ดถั่งเช่าทิเบต (Ophiocordyceps sinensis) เช่นเดียวกัน การเพาะเลี้ยงเห็ดถั่งเช่าสีทองเพื่อใช้เป็นยานั้น มีการเพาะเลี้ยงและพัฒนาวิธีการเพาะเลี้ยงมาอย่างต่อเนื่องในหลาย ๆ ประเทศ เช่น จีนและเกาหลีใต้ เป็นต้น ทั้งนี้เนื่องจากเห็ดถั่งเช่าทิเบตตามธรรมชาติมีจำนวนลดน้อยลงและเพาะเลี้ยงได้ค่อนข้างยากเพราะมีข้อจำกัดหลาย ๆ ประการ ในปัจจุบันการเพาะเลี้ยงเห็ดถั่งเช่าสีทองถือเป็นการเพาะเลี้ยงเห็ดเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทยเรา ถึงแม้เห็ดดังกล่าวจะมีราคาแพง คือ น้ำหนักดอกเห็ดอบแห้งกิโลกรัมละ 40,000 – 50,000 บาท แต่ในปัจจุบันยังไม่มีข้อกำหนดหรือข้อมาตรฐานว่าเห็ดถั่งเช่าดังกล่าวดีจริงเหมาะสมเพียงใด หรือมีสารออกฤทธิ์ทางยาในระดับที่เหมาะสมหรือไม่ หรือผู้บริโภคซื้อในราคาที่เหมาะสมหรือไม่ ทั้งนี้เนื่องปัจจัยต่าง ๆ ในการผลิตสารออกฤทธิ์ทางยาของกระบวนการเพาะเลี้ยงเห็ดถั่งเช่าสีทอง เช่น อาหารและแสง เป็นต้น จากการเข้าร่วมงานประชุมทางวิชาการ ครั้งที่ ๑ ของ ศูนย์ความหลากหลายทางจุลินทรีย์และการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๖๓ ณ สำนักบริการเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่นั้น ได้มีคณะวิจัยที่ทำการศึกษาวิจัยถึงรูปแบบการผลิตเห็ดถั่งเช่าสีทองด้วยการใช้ประโยชน์จากแมลงเศรษฐกิจ เช่น ดักแด้ไหม หนอนไหม และจิ้งหรีด เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อผลิตเห็ดถั่งเช่าสีทองให้มีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพให้สูงขึ้น และเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายอาหารที่ใช้เพาะเลี้ยงในอีกทางหนึ่งด้วย โดยการวิจัยนั้นจะเป็นการวิจัยแบบต่อเนื่องและใช้เวลาหลาย ๆ ปี โดยเริ่มต้นจากการสังเกตการที่ราถั่งเช่านั้นสามารถใช้อาหารจากตัวแมลงในธรรมชาติได้ ดังนั้นจึงได้นำดักแด้ไหม (Bombyx mori L.) เนื่องจากดักแด้ไหมมีกรดอะมิโนมากกว่าแมลงเศรษฐกิจชนิดอื่น ๆ โดยการนำดักแด้ไหม อาทิ พันธุ์หางลายมาประยุกต์ใช้เป็นอาหารโปรตีนของราถั่งเช่าสีทอง ซึ่งในการเพาะเลี้ยงเห็ดถั่งเช่าสีทองโดยใช้ดักแด้ไหมดังกล่าวนี้ ดอกเห็ดถั่งเช่าสีทองที่ได้นี้มีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ คือ cordycepin ในปริมาณที่สูง และได้ศึกษาต่อเนื่องเพื่อดูความเป็นพิษของเห็ดถั่งเช่าสีทองดังกล่าวในหนูทดลอง พบว่า ที่ความเข้มข้นระดับสูง คือ 5,000 มิลลิกรัมต่อน้ำหนัก 1 กิโลกรัม นั้น ไม่มีพิษเฉียบพลันในหนูทดลองเลย ดังนั้นแนวคิดการใช้ประโยชน์จากโปรตีนดักแด้ไหมดังกล่าวนี้ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการเพาะเลี้ยงเห็ดถั่งเช่าสีทองได้
คำสำคัญ :
กลุ่มบทความ : กลุ่มงานตามสมรรถนะบุคลากร
หมวดหมู่ : กลุ่มงานสายวิชาการ
สถิติการเข้าถึง : เปิดอ่าน 217  ครั้ง | แสดงความคิดเห็น 0  ครั้ง
ผู้เขียน มงคล ถิรบุญยานนท์  วันที่เขียน 16/4/2563 12:44:40  แก้ไขล่าสุดเมื่อ 14/7/2563 15:33:29
สรุปเนื้อหาและความรู้จากการเข้าร่วมประชุมทางวิชาการ » การบริโภคแบคทีเรียโปรไบโอติกเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันและป้องกันไข้หวัดใหญ่ในมนุษย์
แบคทีเรียโปรไบโอติก คือ แบคทีเรียที่ยังมีชีวิตและมีประโยชน์ต่อผู้บริโภค โดยปกติแล้วไม่ใช่ว่าแบคทีเรียที่พบโดยทั่ว ๆ ไปนั้น สามารถที่จะนำมาใช้เป็นแบคทีเรียโปรไบโอติกสำหรับมนุษย์เราได้ ทั้งนี้จะต้องมีการทดสอบหรือศึกษาคุณสมบัติของแบคทีเรียเหล่านั้นก่อน ว่ามีคุณสมบัติเป็นแบคทีเรีย โปรไบโอติกหรือไม่ จากนั้นจึงจะสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในมนุษย์เราได้ จากการเข้าร่วมงานประชุมทางวิชาการระดับนานาชาติ เรื่อง ทรัพยากรชีวภาพสู่ผลิตภัณฑ์ระดับโลก ครั้งที่ ๓ The 3rd International Conference on Bioresources toward World Class Products (BWCP2016) โดยในงานประชุมวิชาการนานาชาติในครั้งนี้ ได้มีนักวิจัย ชื่อ Jun NISHIHIRA จาก Department of medical management and informatics, Hokkaido Information University, Hokkaido, Japan ได้นำเสนอผลงานวิจัยในเรื่อง The role of probiotics in boosting immune function for health (บทบาทของแบคทีเรียโปรไบโอติกต่อการกระตุ้นภูมิคุ้มกันในมนุษย์) ซึ่งการนำเสนอครั้งนี้นักวิจัยได้นำเสนอผลการทดลองระดับคลินิกของมนุษย์ที่ได้บริโภคโปรไบโอติกโยเกิร์ต (โยเกิร์ตที่ประกอบด้วยแลคโตบาซิลลัสที่ใช้เป็นแบคทีเรียโปรไบโอติก) ต่อการตอบสนองของแอนติบอดีในมนุษย์ ผลการทดสอบพบว่าปริมาณ IgG และ IgA ในพลาสม่ามีระดับเพิ่มมากขึ้นในกลุ่มที่บริโภคโปรไบโอติกโยเกิร์ตเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม ทั้งยังพบว่าการผลิต sIgA ในน้ำลายก็เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน นอกจากนั้นในผู้ที่บริโภคโปรไบโอติกโยเกิร์ตดังกล่าวยังสามารถกระตุ้นกิจกรรมหรือการทำงานของ natural killer cells อีกด้วย โดยผู้วิจัยได้สรุปโดยรวมว่าการบริโภคโปรไบโอติกโยเกิร์ต L. gasseri SBT2055 นั้น สามารถกระตุ้นระบบภูมคุ้มกันทั้งแบบ innate immunity (ระบบภูมคุ้มกันโดยกำเนิด) และ adaptive immunity (ระบบภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะ) ในมนุษย์ได้ ทั้งนี้ผู้วิจัยได้เสนอแนะว่าการบริโภคโปรไบโอติกโยเกิร์ตดังกล่าวนี้สามารถป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดไหญ่ได้
คำสำคัญ :
กลุ่มบทความ : กลุ่มงานตามสมรรถนะบุคลากร
หมวดหมู่ : กลุ่มงานสายวิชาการ
สถิติการเข้าถึง : เปิดอ่าน 949  ครั้ง | แสดงความคิดเห็น 0  ครั้ง
ผู้เขียน มงคล ถิรบุญยานนท์  วันที่เขียน 28/2/2560 14:17:12  แก้ไขล่าสุดเมื่อ 12/7/2563 21:58:05
สรุปเนื้อหาและความรู้จากการเข้าร่วมประชุมทางวิชาการ » การเปลี่ยนแปลงฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระในกระบวนการแปรรูปและการเก็บรักษาสไปรูลินาแห้ง
การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติมีเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน ทั้งนี้ด้วยอรรถประโยชน์มากมายในทรัพยากรเหล่านี้ หนึ่งในทัพยากรธรรมชาติที่มีอรรถประโยชน์ที่ดีก็คือสาหร่ายสไปรูลินา (Spirulina platensis) ที่สามารถใช้ประโยชน์ทั้งในเชิงอาหารฟังก์ชั่น และหรือรับประทานเพื่อการป้องกันรักษาโรคก็ได้เช่นเดียวกัน แต่อย่างไรก็ตามในกระบวนการแปรรูปสไปรูลินาสดไปเป็นสไปรูลินาแห้ง และรวมไปถึงวิธีการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์เหล่านี้เพื่อการจัดจำหน่ายให้กับผู้บริโภคนั้น จะมีการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติหรือฤทธิ์ในด้านการต้านอนุมูลอิสระได้ ซึ่งคุณสมบัติหรือฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระของสไปรูลินาเหล่านี้เองจะเป็นตัวบ่งชี้ว่าผลิตภัณฑ์สไปรูลินาแห้งนี้ยังมีคุณค่าที่ดีหรือไม่ โดยปกติแล้วการแปรรูปสไปรูลินาสดไปเป็นสไปรูลินาแห้งนั้นจะมีหลากหลายวิธี เช่น การทำแห้งด้วยวิธีอบลมร้อนและการทำแห้งด้วยวิธีอบสุญญากาศ เป็นต้น ซึ่งทั้ง ๒ วิธีดังกล่าวนี้ก็จะใช้ ระยะเวลาในการทำแห้งและรวมไปถึงค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในการแปรรูปก็จะแตกต่างกันไปด้วย ถึงแม้ทั้ง 2 วิธีการดังกล่าวจะแตกต่างกัน แต่สิ่งที่จะต้องพิจารณาในอันดับแรกๆ ก็คือ สไปรูลินาแห้งที่ได้นั้นยังมีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระที่ดีหรือไม่เมื่อทำการเก็บรักษาในระยะเวลาที่นานขึ้น (ผลจากการเข้าร่วมประชุมทางวิชาการประจำปี มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ประจำปี 2558 และการแสดงผลงานทางวิชาการแบบบรรยายในหัวข้อเรื่อง “การเปรียบเทียบสมบัติทางเคมี กายภาพ และความสามารถในการต้านออกซิเดชันของสาหร่ายสไปรูลินาแห้งเมื่อเก็บรักษาเป็นเวลา 0 และ 90 วัน” โดยนางสาวเจนจิรา ผลโภคกุล และคณะ) ฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระจากการแปรรูปและเก็บรักษาสไปรูลินาแห้งจากทั้งโดยวิธีการทำแห้งด้วยวิธีอบลมร้อนและการทำแห้งด้วยวิธีอบสุญญากาศนั้น จะมีฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระแตกต่างกัน โดยการแปรรูปด้วยการทำแห้งโดยวิธีอบสุญญากาศจะยังคงมีฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระ (ซึ่งประกอบด้วยสารประกอบฟีนอลิกทั้งหมด และรวมไปถึงตัวชี้วัดที่บ่งชี้ความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระอื่นๆ เช่น DPPH, FRAP และ ABTS) ได้ดีกว่าวิธีการทำแห้งด้วยวิธีอบลมร้อนเมื่อทำการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์สไปรูลินาแห้งนานถึง ๙๐ วัน ถึงแม้การทำแห้งโดยวิธีอบสุญญากาศจะยังมีฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระได้ดีกว่าวิธีการทำแห้งด้วยวิธีอบลมร้อนในช่วงของการเก็บรักษาสไปรูลินาแห้งนั้น แต่ทั้งนี้ก็จะมีค่าใช้จ่ายในกระบวนการแปรรูปสไปรูลินาแห้งเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน
คำสำคัญ :
กลุ่มบทความ : กลุ่มงานตามสมรรถนะบุคลากร
หมวดหมู่ : กลุ่มงานสายวิชาการ
สถิติการเข้าถึง : เปิดอ่าน 1030  ครั้ง | แสดงความคิดเห็น 0  ครั้ง
ผู้เขียน มงคล ถิรบุญยานนท์  วันที่เขียน 7/3/2559 19:41:15  แก้ไขล่าสุดเมื่อ 14/7/2563 6:27:24
สรุปเนื้อหาและความรู้จากการเข้าร่วมประชุมทางวิชาการ » การผลิตแก๊ซชีวภาพจากขยะมูลฝอยชุมชนโดยเชื้อจุลินทรีย์จากมูลสุกร
การผลิตแก๊ซชีวภาพจากขยะมูลฝอยชุมชนโดยเชื้อจุลินทรีย์จากมูลสุกร รูปแบบการผลิตก๊าซชีวภาพจากขยะมูลฝอยชุมชนมีหลายๆ วิธีการ โดยแต่ละวิธีการจะมีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันออกไป แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละชุมชนและงบประมาณในการดำเนินการ เป็นต้น หนึ่งในวิธีการที่เหมาะสมสำหรับการผลิตก๊าซชีวภาพจากขยะมูลฝอยชุมชนก็คือ การใช้จุลินทรีย์เป็นตัวช่วยในหมักและผลิตก๊าซชีวภาพ จุลินทรีย์ที่ช่วยในการหมักเพื่อผลิตก๊าซชีวภาพจากขยะมูลฝอยชุมชนมีอยู่หลายๆ สายพันธุ์ หรือหลายๆ รูปแบบ ซึ่งถ้าใช้เชื้อจุลินทรีย์บริสุทธิ์อาจจะมีประสิทธิที่ดีได้ แต่อย่างไรก็ตามจะมีความยุ่งยากและมีค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งบุคคลากรที่เกี่ยวข้องจะต้องมีความชำนาญทางด้านจุลินทรีย์เป็นอย่างดี รูปแบบหนึ่งในการผลิตก๊าซชีวภาพจากขยะมูลฝอยชุมชนก็คือ การนำจุลินทรีย์จากมูลสุกรมาเป็นจุลินทรีย์ที่ใช้ในการผลิตก๊าซชีวภาพ และโดยไม่ต้องแยกเป็นเชื้อจุลินทรีย์บริสุทธิ์ แต่จะนำมูลสุกรที่มีทั้งจำนวนและความหลากหลายของจุลินทรีย์มาหมักร่วมกับขยะมูลฝอยชุมชุนเพื่อผลิตก๊าซชีวภาพได้เลย ซึ่งวิธีการดังกล่าวนี้จะเหมาะสมและมีประโยชน์หลายๆ ประการ ดังเช่น 1. มีประสิทธิภาพที่ดี กล่าวคือจุลินทรีย์จากมูลสุกรจะมีจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในการผลิตก๊าซชีวภาพหลายๆ สายพันธุ์ ซึ่งจะช่วยในการหมักและผลิตก๊าซชีวภาพได้ดี 2. ประหยัดค่าใช้จ่าย กล่าวคือไม่จำเป็นต้องซื้อหัวเชื้อจุลินทรีย์บริสุทธ์ ซื้ออาหารของจุลินทรีย์ และซื้ออุปกรณ์ต่างๆ สำหรับการเลี้ยงจุลินทรีย์ 3. มีความสะดวก กล่าวคือบุคลากรไม่จำเป็นต้องมีความชำนาญทางด้านจุลินทรีย์ก็สามารถผลิตก๊าซชีวภาพจากขยะมูลฝอยชุมชนได้ เพราะสามารถเก็บมูลสุกรมาผสมในถังหมักและผลิตก๊าซชีวภาพได้เลย การผลิตก๊าซชีวภาพจากขยะมูลฝอยชุมชน โดยการประยุกต์ใช้จุลินทรีย์จากมูลสุกรมาเป็นจุลินทรีย์ที่ใช้ในการผลิตก๊าซชีวภาพ เป็นรูปแบบหนึ่งในการผลิตก๊าซชีวภาพที่น่าสนใจซึ่งเหมาะสมกับชุมชนขนาดไม่ใหญ่มาก
คำสำคัญ :
กลุ่มบทความ : กลุ่มงานตามสมรรถนะบุคลากร
หมวดหมู่ : กลุ่มงานสายวิชาการ
สถิติการเข้าถึง : เปิดอ่าน 1278  ครั้ง | แสดงความคิดเห็น 0  ครั้ง
ผู้เขียน มงคล ถิรบุญยานนท์  วันที่เขียน 18/3/2558 10:42:40  แก้ไขล่าสุดเมื่อ 14/7/2563 10:37:59

URL สำหรับอ้างอิงถึงหน้านี้