|
การ KM เพื่อเผยแพร่ผลของการนำความรู้ที่ได้จากการเข้าร่วมอบรมสัมมนา
»
ผ้าซิ่นตีนจกพญาเมืองลองไทยโทนคราม
|
|
การบูรณาการวิทยาศาสตร์สีธรรมชาติกับภูมิปัญญาสิ่งทอเพื่อสร้างคุณค่าและอัตลักษณ์ท้องถิ่น
ผ้าซิ่นตีนจกพญาเมืองลองนับเป็นหนึ่งในมรดกทางภูมิปัญญาด้านสิ่งทอที่สะท้อนอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของเมืองลอง จังหวัดแพร่ ทั้งในด้านลวดลาย เทคนิคการทอ และองค์ความรู้ที่สั่งสมและถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางบริบทของการเปลี่ยนแปลงด้านรสนิยมและตลาดผลิตภัณฑ์สิ่งทอร่วมสมัย การอนุรักษ์ภูมิปัญญาเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการทำให้ผ้าพื้นถิ่นสามารถดำรงอยู่และสร้างคุณค่าได้อย่างต่อเนื่อง จึงเกิดแนวคิดในการนำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และการออกแบบมาบูรณาการกับภูมิปัญญาการทอผ้าพื้นถิ่น เพื่อพัฒนาผ้าซิ่นตีนจกให้สามารถสื่อสารอัตลักษณ์ของพื้นที่ในรูปแบบที่ร่วมสมัยมากขึ้น
แนวคิดสำคัญของการพัฒนาครั้งนี้ คือการนำ “ห้อม” ซึ่งเป็นพืชและทุนทางวัฒนธรรมสำคัญของจังหวัดแพร่ มาพัฒนาเป็นฐานขององค์ความรู้ด้านสีธรรมชาติ โดยบูรณาการความรู้เกี่ยวกับพืชห้อม วิทยาศาสตร์ของสี กระบวนการเตรียมสี การย้อม และภูมิปัญญาการทอผ้าพื้นถิ่น เข้าด้วยกัน กระบวนการดังกล่าวนำไปสู่การพัฒนาแนวคิด “ไทยโทนคราม” ซึ่งมิได้หมายถึงสีครามเพียงสีเดียว แต่เป็นการสร้างชุดเฉดสีที่มีความหลากหลายของน้ำหนักและมิติของสี เพื่อให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับผ้าซิ่นตีนจกพญาเมืองลองได้อย่างเหมาะสม
องค์ความรู้ที่เกิดขึ้นจึงอยู่ที่การเชื่อมโยงระหว่าง ทรัพยากรธรรมชาติ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ โดยใช้กระบวนการทดลองและพัฒนาเฉดสีอย่างเป็นระบบ จนได้ สีไทยโทนครามจำนวน 10 เฉดสี ที่สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์สิ่งทอได้จริง การกำหนดชุดสีดังกล่าวช่วยให้การใช้สีธรรมชาติมีทิศทางและสามารถสื่อสารเป็นระบบมากขึ้น ขณะเดียวกันยังเปิดโอกาสให้ช่างทอสามารถนำชุดสีไปประยุกต์ร่วมกับโครงสร้าง ลวดลาย และเทคนิคการทอของผ้าซิ่นตีนจกพญาเมืองลอง โดยยังคงรักษารากฐานของภูมิปัญญาดั้งเดิมไว้
จากองค์ความรู้ดังกล่าว ได้มีการนำสีไทยโทนครามทั้ง 10 เฉดมาประยุกต์ใช้จริงในการสร้างสรรค์ “ผ้าซิ่นตีนจกพญาเมืองลองไทยโทนคราม” โดยกำหนดให้เฉดสีครามเป็นองค์ประกอบสำคัญของผืนผ้า พร้อมผสานเข้ากับลวดลายและเทคนิคการทออันเป็นเอกลักษณ์ของเมืองลอง ผลงานที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนสีของผ้าซิ่นตีนจก แต่เป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง “ลวดลายพญาเมืองลอง” “สีครามจากห้อม” และ “ภูมิปัญญาการทอพื้นถิ่น” ให้เกิดเป็นผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ที่มีเรื่องราวและความหมายเฉพาะพื้นที่
ความสำคัญขององค์ความรู้นี้จึงอยู่ที่ กระบวนการยกระดับภูมิปัญญาด้วยองค์ความรู้ทางวิชาการ กล่าวคือ วิทยาศาสตร์ไม่ได้เข้ามาแทนที่ภูมิปัญญาท้องถิ่น แต่ทำหน้าที่สนับสนุนให้ภูมิปัญญาสามารถพัฒนาและสร้างคุณค่าในบริบทใหม่ได้มากขึ้น การนำความรู้ด้านสีธรรมชาติเข้ามาศึกษาและทดลองอย่างเป็นระบบ ช่วยให้ทรัพยากรท้องถิ่นอย่างห้อมสามารถถูกนำมาใช้ในมิติที่กว้างกว่าเดิม ขณะเดียวกันภูมิปัญญาการทอผ้าก็ทำหน้าที่เป็นฐานในการแปลงองค์ความรู้เรื่องสีให้กลายเป็นผลงานสิ่งทอที่มีคุณค่าทั้งด้านความงาม วัฒนธรรม และการใช้ประโยชน์
องค์ความรู้ดังกล่าวยังมีความสำคัญในมิติของ การสร้างอัตลักษณ์สีของพื้นที่ เพราะ “ครามจากห้อม” สามารถทำหน้าที่เป็นมากกว่าสีที่ใช้ในกระบวนการผลิต หากได้รับการพัฒนาและสื่อสารอย่างต่อเนื่อง สีครามสามารถกลายเป็นองค์ประกอบหนึ่งของภาพจำด้านวัฒนธรรมของจังหวัดแพร่และเมืองลอง เชื่อมโยงผู้คน ทรัพยากรธรรมชาติ ภูมิปัญญา และผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นเข้าด้วยกัน การพัฒนาชุดสีไทยโทนครามจึงเป็นการสร้าง “ภาษาของสี” ที่ช่วยให้ผลิตภัณฑ์สามารถสื่อสารเรื่องราวของท้องถิ่นได้อย่างเป็นรูปธรรม
ในด้านการถ่ายทอด องค์ความรู้ไม่ได้หยุดอยู่ที่การสร้างผลงานต้นแบบ แต่สามารถนำไปแลกเปลี่ยนและถ่ายทอดแก่ผู้เกี่ยวข้องในกระบวนการผลิต ตั้งแต่ผู้ผลิตสีธรรมชาติ ช่างทอ ผู้พัฒนาผลิตภัณฑ์ ตลอดจนกลุ่มผู้ประกอบการและชุมชน การถ่ายทอดดังกล่าวทำให้องค์ความรู้เกิดการหมุนเวียนจาก ห้องปฏิบัติการและกระบวนการวิชาการไปสู่การปฏิบัติจริงในชุมชน และในทางกลับกัน ประสบการณ์จากผู้ปฏิบัติยังสามารถนำกลับมาใช้ในการปรับปรุงและพัฒนาองค์ความรู้ให้เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่
ผลจากการพัฒนาจึงก่อให้เกิดต้นแบบ ผ้าซิ่นตีนจกพญาเมืองลองไทยโทนคราม ที่มีองค์ประกอบของอัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่างชัดเจน พร้อมชุดสีไทยโทนคราม 10 เฉด และหลักฐานของกระบวนการพัฒนาและการนำองค์ความรู้ไปใช้ประโยชน์ ผลงานดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านจาก “ผ้าพื้นถิ่น” สู่ “ผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมเชิงสร้างสรรค์” โดยยังคงรักษารากฐานทางภูมิปัญญาไว้ ขณะเดียวกันก็เพิ่มศักยภาพในการสร้างความแตกต่างและมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์
ในมิติทางเศรษฐกิจ องค์ความรู้เรื่องไทยโทนครามสามารถต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์สิ่งทอร่วมสมัยได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งผ้าซิ่น เสื้อผ้า ผ้าคลุมไหล่ ผ้าพันคอ และผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์อื่น ๆ ซึ่งสามารถพัฒนาให้ตอบสนองกลุ่มผู้บริโภคสมัยใหม่โดยยังคงเรื่องราวของท้องถิ่นไว้ ส่วนในมิติทางวัฒนธรรม การใช้สีครามจากห้อมร่วมกับลวดลายพญาเมืองลองช่วยสร้างเรื่องเล่าใหม่ให้กับผืนผ้า ทำให้ผู้บริโภคสามารถรับรู้ถึงที่มาและอัตลักษณ์ของพื้นที่ผ่านผลิตภัณฑ์ได้มากกว่าการรับรู้ในฐานะ “ผ้าทอที่มีความสวยงาม” เพียงอย่างเดียว
องค์ความรู้จากการพัฒนาผ้าซิ่นตีนจกพญาเมืองลองไทยโทนครามจึงสามารถสรุปเป็นกระบวนการสำคัญได้ว่า
ห้อม → วิทยาศาสตร์สีธรรมชาติ → ไทยโทนคราม 10 เฉด → ภูมิปัญญาการทอ → ผ้าซิ่นตีนจกพญาเมืองลอง → ผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมสร้างสรรค์ → คุณค่าทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม
กระบวนการนี้แสดงให้เห็นว่า การพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างยั่งยืนไม่ใช่การหยุดอยู่กับการอนุรักษ์รูปแบบเดิม แต่คือการนำองค์ความรู้ใหม่เข้ามาเสริมศักยภาพ โดยไม่ทำลายรากฐานและความหมายของภูมิปัญญาเดิม องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์สีจึงทำหน้าที่เป็นเครื่องมือในการเพิ่มศักยภาพให้กับภูมิปัญญาการทอ ขณะที่ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นฐานสำคัญในการสร้างคุณค่าและความหมายให้กับองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์
ท้ายที่สุด “ผ้าซิ่นตีนจกพญาเมืองลองไทยโทนคราม” จึงมิใช่เพียงผลิตภัณฑ์ต้นแบบหนึ่งผืน หากแต่เป็น ผลลัพธ์ของการบูรณาการศาสตร์ระหว่างวิทยาศาสตร์ ศิลปะ การออกแบบ และภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่นำไปสู่การสร้างนวัตกรรมจากฐานวัฒนธรรม สามารถถ่ายทอด ใช้ประโยชน์ และต่อยอดได้จริง ทั้งในระดับชุมชน ระดับผลิตภัณฑ์ และระดับการสร้างอัตลักษณ์ของพื้นที่ อันเป็นแนวทางสำคัญในการยกระดับทุนทางวัฒนธรรมให้สามารถดำรงอยู่และสร้างคุณค่าได้ในสังคมร่วมสมัย
ประโยคสรุปสำหรับเผยแพร่
“ผ้าซิ่นตีนจกพญาเมืองลองไทยโทนคราม คือการบูรณาการวิทยาศาสตร์สีจากห้อมเข้ากับภูมิปัญญาการทอผ้าพื้นถิ่น พัฒนาสู่ชุดสีไทยโทนคราม 10 เฉด และสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมร่วมสมัยที่สะท้อนอัตลักษณ์เมืองลอง เพิ่มคุณค่าให้ภูมิปัญญาท้องถิ่น และสร้างโอกาสในการต่อยอดสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน”
การบูรณาการวิทยาศาสตร์สีธรรมชาติกับภูมิปัญญาสิ่งทอเพื่อสร้างคุณค่าและอัตลักษณ์ท้องถิ่น
ผ้าซิ่นตีนจกพญาเมืองลองนับเป็นหนึ่งในมรดกทางภูมิปัญญาด้านสิ่งทอที่สะท้อนอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของเมืองลอง จังหวัดแพร่ ทั้งในด้านลวดลาย เทคนิคการทอ และองค์ความรู้ที่สั่งสมและถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางบริบทของการเปลี่ยนแปลงด้านรสนิยมและตลาดผลิตภัณฑ์สิ่งทอร่วมสมัย การอนุรักษ์ภูมิปัญญาเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการทำให้ผ้าพื้นถิ่นสามารถดำรงอยู่และสร้างคุณค่าได้อย่างต่อเนื่อง จึงเกิดแนวคิดในการนำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และการออกแบบมาบูรณาการกับภูมิปัญญาการทอผ้าพื้นถิ่น เพื่อพัฒนาผ้าซิ่นตีนจกให้สามารถสื่อสารอัตลักษณ์ของพื้นที่ในรูปแบบที่ร่วมสมัยมากขึ้น
แนวคิดสำคัญของการพัฒนาครั้งนี้ คือการนำ “ห้อม” ซึ่งเป็นพืชและทุนทางวัฒนธรรมสำคัญของจังหวัดแพร่ มาพัฒนาเป็นฐานขององค์ความรู้ด้านสีธรรมชาติ โดยบูรณาการความรู้เกี่ยวกับพืชห้อม วิทยาศาสตร์ของสี กระบวนการเตรียมสี การย้อม และภูมิปัญญาการทอผ้าพื้นถิ่น เข้าด้วยกัน กระบวนการดังกล่าวนำไปสู่การพัฒนาแนวคิด “ไทยโทนคราม” ซึ่งมิได้หมายถึงสีครามเพียงสีเดียว แต่เป็นการสร้างชุดเฉดสีที่มีความหลากหลายของน้ำหนักและมิติของสี เพื่อให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับผ้าซิ่นตีนจกพญาเมืองลองได้อย่างเหมาะสม
องค์ความรู้ที่เกิดขึ้นจึงอยู่ที่การเชื่อมโยงระหว่าง ทรัพยากรธรรมชาติ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ โดยใช้กระบวนการทดลองและพัฒนาเฉดสีอย่างเป็นระบบ จนได้ สีไทยโทนครามจำนวน 10 เฉดสี ที่สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์สิ่งทอได้จริง การกำหนดชุดสีดังกล่าวช่วยให้การใช้สีธรรมชาติมีทิศทางและสามารถสื่อสารเป็นระบบมากขึ้น ขณะเดียวกันยังเปิดโอกาสให้ช่างทอสามารถนำชุดสีไปประยุกต์ร่วมกับโครงสร้าง ลวดลาย และเทคนิคการทอของผ้าซิ่นตีนจกพญาเมืองลอง โดยยังคงรักษารากฐานของภูมิปัญญาดั้งเดิมไว้
จากองค์ความรู้ดังกล่าว ได้มีการนำสีไทยโทนครามทั้ง 10 เฉดมาประยุกต์ใช้จริงในการสร้างสรรค์ “ผ้าซิ่นตีนจกพญาเมืองลองไทยโทนคราม” โดยกำหนดให้เฉดสีครามเป็นองค์ประกอบสำคัญของผืนผ้า พร้อมผสานเข้ากับลวดลายและเทคนิคการทออันเป็นเอกลักษณ์ของเมืองลอง ผลงานที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนสีของผ้าซิ่นตีนจก แต่เป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง “ลวดลายพญาเมืองลอง” “สีครามจากห้อม” และ “ภูมิปัญญาการทอพื้นถิ่น” ให้เกิดเป็นผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ที่มีเรื่องราวและความหมายเฉพาะพื้นที่
ความสำคัญขององค์ความรู้นี้จึงอยู่ที่ กระบวนการยกระดับภูมิปัญญาด้วยองค์ความรู้ทางวิชาการ กล่าวคือ วิทยาศาสตร์ไม่ได้เข้ามาแทนที่ภูมิปัญญาท้องถิ่น แต่ทำหน้าที่สนับสนุนให้ภูมิปัญญาสามารถพัฒนาและสร้างคุณค่าในบริบทใหม่ได้มากขึ้น การนำความรู้ด้านสีธรรมชาติเข้ามาศึกษาและทดลองอย่างเป็นระบบ ช่วยให้ทรัพยากรท้องถิ่นอย่างห้อมสามารถถูกนำมาใช้ในมิติที่กว้างกว่าเดิม ขณะเดียวกันภูมิปัญญาการทอผ้าก็ทำหน้าที่เป็นฐานในการแปลงองค์ความรู้เรื่องสีให้กลายเป็นผลงานสิ่งทอที่มีคุณค่าทั้งด้านความงาม วัฒนธรรม และการใช้ประโยชน์
องค์ความรู้ดังกล่าวยังมีความสำคัญในมิติของ การสร้างอัตลักษณ์สีของพื้นที่ เพราะ “ครามจากห้อม” สามารถทำหน้าที่เป็นมากกว่าสีที่ใช้ในกระบวนการผลิต หากได้รับการพัฒนาและสื่อสารอย่างต่อเนื่อง สีครามสามารถกลายเป็นองค์ประกอบหนึ่งของภาพจำด้านวัฒนธรรมของจังหวัดแพร่และเมืองลอง เชื่อมโยงผู้คน ทรัพยากรธรรมชาติ ภูมิปัญญา และผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นเข้าด้วยกัน การพัฒนาชุดสีไทยโทนครามจึงเป็นการสร้าง “ภาษาของสี” ที่ช่วยให้ผลิตภัณฑ์สามารถสื่อสารเรื่องราวของท้องถิ่นได้อย่างเป็นรูปธรรม
ในด้านการถ่ายทอด องค์ความรู้ไม่ได้หยุดอยู่ที่การสร้างผลงานต้นแบบ แต่สามารถนำไปแลกเปลี่ยนและถ่ายทอดแก่ผู้เกี่ยวข้องในกระบวนการผลิต ตั้งแต่ผู้ผลิตสีธรรมชาติ ช่างทอ ผู้พัฒนาผลิตภัณฑ์ ตลอดจนกลุ่มผู้ประกอบการและชุมชน การถ่ายทอดดังกล่าวทำให้องค์ความรู้เกิดการหมุนเวียนจาก ห้องปฏิบัติการและกระบวนการวิชาการไปสู่การปฏิบัติจริงในชุมชน และในทางกลับกัน ประสบการณ์จากผู้ปฏิบัติยังสามารถนำกลับมาใช้ในการปรับปรุงและพัฒนาองค์ความรู้ให้เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่
ผลจากการพัฒนาจึงก่อให้เกิดต้นแบบ ผ้าซิ่นตีนจกพญาเมืองลองไทยโทนคราม ที่มีองค์ประกอบของอัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่างชัดเจน พร้อมชุดสีไทยโทนคราม 10 เฉด และหลักฐานของกระบวนการพัฒนาและการนำองค์ความรู้ไปใช้ประโยชน์ ผลงานดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านจาก “ผ้าพื้นถิ่น” สู่ “ผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมเชิงสร้างสรรค์” โดยยังคงรักษารากฐานทางภูมิปัญญาไว้ ขณะเดียวกันก็เพิ่มศักยภาพในการสร้างความแตกต่างและมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์
ในมิติทางเศรษฐกิจ องค์ความรู้เรื่องไทยโทนครามสามารถต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์สิ่งทอร่วมสมัยได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งผ้าซิ่น เสื้อผ้า ผ้าคลุมไหล่ ผ้าพันคอ และผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์อื่น ๆ ซึ่งสามารถพัฒนาให้ตอบสนองกลุ่มผู้บริโภคสมัยใหม่โดยยังคงเรื่องราวของท้องถิ่นไว้ ส่วนในมิติทางวัฒนธรรม การใช้สีครามจากห้อมร่วมกับลวดลายพญาเมืองลองช่วยสร้างเรื่องเล่าใหม่ให้กับผืนผ้า ทำให้ผู้บริโภคสามารถรับรู้ถึงที่มาและอัตลักษณ์ของพื้นที่ผ่านผลิตภัณฑ์ได้มากกว่าการรับรู้ในฐานะ “ผ้าทอที่มีความสวยงาม” เพียงอย่างเดียว
องค์ความรู้จากการพัฒนาผ้าซิ่นตีนจกพญาเมืองลองไทยโทนครามจึงสามารถสรุปเป็นกระบวนการสำคัญได้ว่า
ห้อม → วิทยาศาสตร์สีธรรมชาติ → ไทยโทนคราม 10 เฉด → ภูมิปัญญาการทอ → ผ้าซิ่นตีนจกพญาเมืองลอง → ผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมสร้างสรรค์ → คุณค่าทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม
กระบวนการนี้แสดงให้เห็นว่า การพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างยั่งยืนไม่ใช่การหยุดอยู่กับการอนุรักษ์รูปแบบเดิม แต่คือการนำองค์ความรู้ใหม่เข้ามาเสริมศักยภาพ โดยไม่ทำลายรากฐานและความหมายของภูมิปัญญาเดิม องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์สีจึงทำหน้าที่เป็นเครื่องมือในการเพิ่มศักยภาพให้กับภูมิปัญญาการทอ ขณะที่ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นฐานสำคัญในการสร้างคุณค่าและความหมายให้กับองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์
ท้ายที่สุด “ผ้าซิ่นตีนจกพญาเมืองลองไทยโทนคราม” จึงมิใช่เพียงผลิตภัณฑ์ต้นแบบหนึ่งผืน หากแต่เป็น ผลลัพธ์ของการบูรณาการศาสตร์ระหว่างวิทยาศาสตร์ ศิลปะ การออกแบบ และภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่นำไปสู่การสร้างนวัตกรรมจากฐานวัฒนธรรม สามารถถ่ายทอด ใช้ประโยชน์ และต่อยอดได้จริง ทั้งในระดับชุมชน ระดับผลิตภัณฑ์ และระดับการสร้างอัตลักษณ์ของพื้นที่ อันเป็นแนวทางสำคัญในการยกระดับทุนทางวัฒนธรรมให้สามารถดำรงอยู่และสร้างคุณค่าได้ในสังคมร่วมสมัย
ประโยคสรุปสำหรับเผยแพร่
“ผ้าซิ่นตีนจกพญาเมืองลองไทยโทนคราม คือการบูรณาการวิทยาศาสตร์สีจากห้อมเข้ากับภูมิปัญญาการทอผ้าพื้นถิ่น พัฒนาสู่ชุดสีไทยโทนคราม 10 เฉด และสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมร่วมสมัยที่สะท้อนอัตลักษณ์เมืองลอง เพิ่มคุณค่าให้ภูมิปัญญาท้องถิ่น และสร้างโอกาสในการต่อยอดสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน”
|
|
คำสำคัญ :
ผ้าซิ่นตีนจกพญาเมืองลองไทยโทนคราม หม้อห้อมย้อมธรรมชาติ พญาเมืองลอง ไทยโทนคราม
|
|
กลุ่มบทความ :
บทความการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั่วไป
|
|
หมวดหมู่ :
วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี
|
|
สถิติการเข้าถึง :
เปิดอ่าน
6
ครั้ง | แสดงความคิดเห็น
0
ครั้ง
|
|
ผู้เขียน
ณัฐพร จันทร์ฉาย
วันที่เขียน
12/9/2569 11:56:57
แก้ไขล่าสุดเมื่อ
13/9/2569 0:35:48
|
|
|
การ KM เพื่อเผยแพร่ผลของการนำความรู้ที่ได้จากการเข้าร่วมอบรมสัมมนา
»
การสร้างอัตลักษณ์ชุมชนตำบลแม่ทรายผ่านเครื่องแต่งกายพื้นถิ่นผ้าหม้อห้อมลาย “แม่ทราย”
|
|
องค์ความรู้จากโครงการนี้เกิดจากการนำ ทุนทางวัฒนธรรมของจังหวัดแพร่ คือ “ผ้าหม้อห้อม” มาผสมผสานกับ เรื่องราวและบริบททางสังคมของตำบลแม่ทราย ซึ่งเป็นชุมชนที่เกิดจากการอพยพและการตั้งถิ่นฐานของผู้คนจากหลากหลายพื้นที่ จึงนำไปสู่แนวคิดการสร้างอัตลักษณ์ร่วมขึ้นใหม่ผ่านเครื่องแต่งกายและลวดลายประจำชุมชน
1. องค์ความรู้ด้านการสร้างอัตลักษณ์ชุมชน
การสร้างอัตลักษณ์ไม่จำเป็นต้องเกิดจากประเพณีที่มีมาแต่ดั้งเดิมเท่านั้น แต่สามารถพัฒนาขึ้นจาก ประวัติศาสตร์ ความทรงจำ และประสบการณ์ร่วมของคนในชุมชน โดยนำเรื่องราวการย้ายถิ่นและการสร้างบ้านแปงเมืองของชาวแม่ทรายมาถ่ายทอดเป็นสัญลักษณ์ “แม่และลูก” ซึ่งสื่อถึงความผูกพัน การดูแล การสืบทอด และการอยู่ร่วมกันของผู้คนต่างถิ่นจนกลายเป็นชุมชนเดียวกัน
2. องค์ความรู้ด้านการออกแบบลวดลาย
ลวดลาย “แม่ทรายคู่ลูก” เป็นการพัฒนาลวดลายเฉพาะถิ่นจากแนวคิดเชิงสัญลักษณ์ โดยผสมผสานรูปแบบศิลปวัฒนธรรมล้านนาเข้ากับอัตลักษณ์ร่วมสมัยของชุมชน ลวดลายสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับบริเวณ ตีนซิ่น ชายเสื้อ ผ้าพาดไหล่ หรือผ้าคล้องคอ เพื่อทำหน้าที่เป็นเครื่องหมายที่บ่งบอกความเป็น “แม่ทราย”
3. องค์ความรู้ด้านการพัฒนาผ้าหม้อห้อม
ผ้าหม้อห้อมไม่ได้เป็นเพียงวัสดุสำหรับการตัดเย็บเครื่องแต่งกาย แต่สามารถทำหน้าที่เป็น สื่อกลางในการเล่าเรื่องและสร้างความหมายทางวัฒนธรรม การนำลายแม่ทรายมาพิมพ์ สกรีน หรือประยุกต์บนผ้าหม้อห้อม ช่วยเพิ่มคุณค่าจาก “ผ้าพื้นถิ่น” ให้กลายเป็น “ผลิตภัณฑ์ที่มีเรื่องราวและอัตลักษณ์เฉพาะพื้นที่”
4. องค์ความรู้ด้านการออกแบบเครื่องแต่งกาย
เครื่องแต่งกายแม่ทรายควรมีองค์ประกอบที่สะท้อนทั้ง ความเป็นพื้นถิ่น ความร่วมสมัย และการสวมใส่ได้จริง โดยต้นแบบประกอบด้วย
ชุดสตรี เช่น เสื้อพื้นถิ่นและซิ่นหม้อห้อมที่มีลายแม่ทรายบริเวณตีนซิ่น
ชุดบุรุษ ที่ใช้ผ้าหม้อห้อมเป็นองค์ประกอบหลัก และสามารถประยุกต์ผ้าทอหรือลวดลายท้องถิ่นเป็นผ้าคาดเอว
ผ้าพาดไหล่/ผ้าคล้องคอ สำหรับใช้เป็นองค์ประกอบร่วมของชุด
การกำหนด สี ลวดลาย และรูปแบบการแต่งกายร่วมกัน เพื่อให้เกิดภาพจำของชุมชน
5. องค์ความรู้ด้านการมีส่วนร่วมของชุมชน
หัวใจสำคัญของการสร้างอัตลักษณ์คือ การให้คนในพื้นที่มีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นทาง ตั้งแต่การรวบรวมประวัติและเรื่องเล่า การสนทนากลุ่ม การออกแบบลวดลาย การทดลองผลิต การตัดเย็บ และการจัดกิจกรรมประเพณี การมีส่วนร่วมดังกล่าวทำให้เครื่องแต่งกายไม่ได้เป็นเพียงผลงานที่ออกแบบโดยบุคคลภายนอก แต่เป็น “อัตลักษณ์ที่ชุมชนร่วมกันสร้างและยอมรับ”
6. องค์ความรู้ด้านการสร้างประเพณีใหม่
เครื่องแต่งกายสามารถเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้าง “ประเพณีแม่ทราย” โดยกำหนดให้มีการสวมใส่ชุดแม่ทรายในวันสำคัญของชุมชน การจัดขบวนแห่ การเล่าเรื่องประวัติการตั้งถิ่นฐาน การย้อมห้อมร่วมกัน และการแสดงพื้นบ้านประยุกต์ กิจกรรมเหล่านี้จะช่วยสร้างพื้นที่ให้คนในชุมชนได้เรียนรู้และถ่ายทอดเรื่องราวร่วมกัน จนเกิดเป็นกิจกรรมที่สามารถสืบทอดต่อไปได้
7. องค์ความรู้ด้านการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์
เมื่อเครื่องแต่งกายและลวดลายแม่ทรายได้รับการพัฒนาเป็นอัตลักษณ์ของพื้นที่ สามารถต่อยอดเป็น ผลิตภัณฑ์ชุมชนและสินค้า OTOP เช่น เสื้อผ้า ผ้าพันคอ กระเป๋า ของที่ระลึก และผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ รวมถึงพัฒนาเป็นกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เช่น การเรียนรู้การย้อมห้อม การทดลองพิมพ์ลาย และการเรียนรู้เรื่องราวของชุมชน
กล่าวได้ว่า องค์ความรู้สำคัญของโครงการคือ การเปลี่ยน “ความหลากหลายของผู้คน” ให้กลายเป็น “ความเป็นหนึ่งเดียวของชุมชน” ผ่านการออกแบบอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม โดยใช้ผ้าหม้อห้อมเป็นฐาน และใช้ลวดลาย “แม่ทรายคู่ลูก” เป็นสัญลักษณ์แทนความสัมพันธ์ การตั้งถิ่นฐาน และการสืบทอดของคนในตำบลแม่ทราย
ผลลัพธ์จึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่การได้ “ชุดประจำตำบล” เท่านั้น แต่เป็นกระบวนการสร้าง ความหมาย ความทรงจำ และความภาคภูมิใจร่วมของคนในพื้นที่ ซึ่งสามารถพัฒนาไปสู่ประเพณีใหม่ ผลิตภัณฑ์ชุมชน และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมได้อย่างต่อเนื่อง
สรุปเป็น “โมเดลองค์ความรู้แม่ทราย”
MAE SAI MODEL
M – Meaning : สร้างความหมายจากเรื่องราวของชุมชน
A – Art & Identity : สร้างศิลปะและอัตลักษณ์ผ่านลวดลาย
E – Engagement : ให้ชุมชนมีส่วนร่วม
S – Symbol : ใช้ “แม่ทรายคู่ลูก” เป็นสัญลักษณ์
A – Apparel : พัฒนาเป็นเครื่องแต่งกาย
I – Inheritance : ถ่ายทอดและสืบทอดเป็นประเพณี
S – Sustainability : ต่อยอดสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน
|
|
คำสำคัญ :
หม้อห้อม บาติก แม่ทราย กาวกั้นลาย
|
|
กลุ่มบทความ :
บทความการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั่วไป
|
|
หมวดหมู่ :
วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี
|
|
สถิติการเข้าถึง :
เปิดอ่าน
5
ครั้ง | แสดงความคิดเห็น
0
ครั้ง
|
|
ผู้เขียน
ณัฐพร จันทร์ฉาย
วันที่เขียน
12/9/2569 11:52:52
แก้ไขล่าสุดเมื่อ
13/9/2569 0:34:59
|
|
|
การ KM เพื่อเผยแพร่ผลของการนำความรู้ที่ได้จากการเข้าร่วมอบรมสัมมนา
»
องค์ความรู้จากการประเมินมาตรฐานสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ส้มโอขาวน้ำผึ้งเมืองลอง
|
|
จากการตรวจประเมินมาตรฐานสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของส้มโอขาวน้ำผึ้งเมืองลองจากเกษตรกรจำนวน 6 ราย ในพื้นที่อำเภอลอง จังหวัดแพร่ พบว่า ผลผลิตมีอัตลักษณ์ด้านคุณภาพที่โดดเด่น โดยเฉพาะน้ำหนักผล รูปทรง สีเปลือก และคุณภาพการบริโภค ผลส้มโอส่วนใหญ่มีน้ำหนักมากกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ 1.5 กิโลกรัม และมีรูปทรงค่อนข้างกลมนูนสูงตามลักษณะที่กำหนด นอกจากนี้ ยังพบว่าผลผลิตส่วนใหญ่มีเนื้อกุ้งขนาดใหญ่ สีคล้ายน้ำผึ้ง เนื้อแน่น แห้ง และมีความกรอบ ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญที่สะท้อนเอกลักษณ์ของส้มโอขาวน้ำผึ้งเมืองลอง
ผลการประเมินยังแสดงให้เห็นว่า ค่า TSS หรือความหวานของผลผลิตอยู่ในระดับที่ผ่านเกณฑ์ โดยมีค่าประมาณ 10–11 °Brix อย่างไรก็ตาม คุณภาพทางเคมีบางประการยังไม่สอดคล้องกับมาตรฐาน โดยเฉพาะค่า pH และปริมาณกรดซิตริก ซึ่งพบว่ามีความเป็นกรดต่ำกว่าช่วงที่กำหนด ส่งผลให้ค่า TSS/TA ของผลผลิตหลายแหล่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน สะท้อนถึงความจำเป็นในการควบคุมระยะเก็บเกี่ยวและการจัดการน้ำและธาตุอาหาร เพื่อสร้างสมดุลระหว่างน้ำตาลและกรดในผล
ด้านลักษณะทางกายภาพ พบว่าความหนาของเปลือกเป็นประเด็นที่ควรได้รับการปรับปรุง เนื่องจากหลายแหล่งมีความหนามากกว่าช่วงมาตรฐาน 0.8–1.2 เซนติเมตร ขณะที่จำนวนต่อมน้ำมันของบางแหล่งมีค่าเกินเกณฑ์ที่กำหนด นอกจากนี้ ยังพบความไม่สม่ำเสมอของสีเปลือก ก้นผล และลักษณะผิวผล รวมถึงรอยเหลืองจากการเบียดกันและรอยสนิมกระจก ซึ่งอาจลดคุณภาพด้านรูปลักษณ์และมูลค่าทางการตลาด
อีกองค์ความรู้สำคัญจากการประเมิน คือ ปริมาณแคโรทีนอยด์ของตัวอย่างส่วนใหญ่ต่ำกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนดอย่างมาก จึงควรศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการสะสมสารสำคัญกับอายุผล การได้รับแสง สภาพแวดล้อม และการจัดการธาตุอาหารในสวน ควบคู่กับการตรวจวัดค่าสี L*, a* และ b* เพื่อสร้างหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
โดยสรุป การประเมินครั้งนี้ทำให้เกิดองค์ความรู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสภาพการผลิต การจัดการสวน และคุณภาพของส้มโอขาวน้ำผึ้งเมืองลอง ทั้งด้านกายภาพ เคมี และประสาทสัมผัส ซึ่งสามารถนำไปใช้กำหนดดัชนีการเก็บเกี่ยว ปรับปรุงระบบการผลิต และพัฒนาระบบควบคุมคุณภาพระดับแปลงได้อย่างเป็นรูปธรรม องค์ความรู้ดังกล่าวยังเป็นข้อมูลพื้นฐานสำคัญสำหรับการจัดทำฐานข้อมูลคุณภาพและการพัฒนามาตรฐาน GI ให้สอดคล้องกับสภาพการผลิตจริงของพื้นที่ ตลอดจนช่วยสร้างความสม่ำเสมอของผลผลิต รักษาอัตลักษณ์ท้องถิ่น และเพิ่มมูลค่าของส้มโอขาวน้ำผึ้งเมืองลองในตลาดคุณภาพสูงและตลาดในอนาคต
|
|
คำสำคัญ :
ส้มโอขาวน้ำผึ้งเมืองลอง GI ความหวาน ไม่เฝื่อนไม่ขมไม่ซ่าลิ้น
|
|
กลุ่มบทความ :
บทความการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั่วไป
|
|
หมวดหมู่ :
วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี
|
|
สถิติการเข้าถึง :
เปิดอ่าน
3
ครั้ง | แสดงความคิดเห็น
0
ครั้ง
|
|
ผู้เขียน
ณัฐพร จันทร์ฉาย
วันที่เขียน
12/9/2569 11:46:25
แก้ไขล่าสุดเมื่อ
12/9/2569 14:42:28
|
|
|
การ KM เพื่อเผยแพร่ผลของการนำความรู้ที่ได้จากการเข้าร่วมอบรมสัมมนา
»
องค์ความรู้ (KM) เรื่องกาวกั้นสีจากกลอย
|
|
องค์ความรู้เรื่องการพัฒนากาวกั้นสีจากกลอย
การพัฒนากาวกั้นสีจากกลอยเป็นการนำทรัพยากรท้องถิ่นของจังหวัดแพร่มาประยุกต์ใช้ร่วมกับองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และชีวนวัตกรรม เพื่อสร้างวัสดุกั้นสีจากธรรมชาติสำหรับใช้ในการผลิตผ้าหม้อห้อมและผ้าบาติก โดยมีแนวคิดสำคัญในการลดการใช้เทียนและวัสดุสังเคราะห์ พร้อมทั้งเพิ่มมูลค่าให้กับวัตถุดิบในท้องถิ่น
องค์ความรู้เริ่มจากการคัดเลือกหัวกลอยแก่จัด นำมาปอกเปลือก ล้างทำความสะอาด และลดสารพิษด้วยการแช่น้ำปูนใสเป็นเวลา 24 ชั่วโมง จากนั้นนำมาบด กรอง และทำแห้งที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 24 ชั่วโมง จนได้แป้งกลอยดิบที่มีคุณภาพเหมาะสมสำหรับนำไปพัฒนาต่อ กระบวนการดังกล่าวช่วยลดสารพิษในหัวกลอยและทำให้ได้แป้งที่มีเนื้อเนียน สีอ่อน และมีกลิ่นลดลง
จากนั้นนำแป้งกลอยมาดัดแปรด้วยเอนไซม์กลุ่มอะไมเลส เพื่อปรับคุณสมบัติของแป้งให้สามารถขึ้นรูปเป็นกาวกั้นสีได้ โดยศึกษาปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ปริมาณแป้งกลอย ปริมาณเอนไซม์ และปริมาณน้ำมันพืช ผ่านการออกแบบการทดลองแบบ CCD ผลการทดลองพบว่าสูตรที่เหมาะสมประกอบด้วยแป้งกลอย 15% (w/v) เอนไซม์ 0.75 U/mL และน้ำมันพืช 5% (v/v) โดยใช้เวลาในการย่อย 24 ชั่วโมง สูตรดังกล่าวให้สมบัติด้านการยึดเกาะ การหลุดล้าง และความเข้มของสีที่เหมาะสม และเมื่อนำไปทดลองผลิตจริงและขยายขนาดการผลิต 1 กิโลกรัม พบว่าค่าที่ได้มีความใกล้เคียงกับค่าที่แบบจำลองคาดการณ์ แสดงถึงความเหมาะสมและเสถียรภาพของสูตร
องค์ความรู้ด้านการใช้กาวกั้นสีจากกลอยสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการพิมพ์ลายผ้าได้ทั้งการสกรีนผ่านบล็อกฉลุลายและการใช้แป้นไม้ปั๊มลายแบบดั้งเดิม เมื่อนำกาวไปพิมพ์บนผ้าแล้วต้องผึ่งลมในที่ร่มจนกาวแห้ง จากนั้นจึงนำผ้าไปย้อมด้วยสีหม้อห้อมธรรมชาติ เมื่อย้อมได้สีตามต้องการจึงล้างกาวออกด้วยน้ำสะอาด ทำให้เกิดลวดลายบนผ้าที่มีความแตกต่างระหว่างบริเวณที่กาวกั้นสีกับบริเวณที่รับสี
องค์ความรู้ดังกล่าวยังถูกนำไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบ ได้แก่ ผ้าเช็ดหน้า BANDANA และ “ย่ามน้อย” โดยใช้ลาย “ดอกยมหิน” ซึ่งเป็นดอกไม้ประจำจังหวัดแพร่ เป็นลวดลายอัตลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ยังมีการทดลองนำกาวกลอยไปใช้กับแม่พิมพ์ไม้แกะสำหรับปั๊มลายแทนการใช้เทียน เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้กับกระบวนการผลิตของชุมชน
องค์ความรู้ที่ได้จากการดำเนินงานประกอบด้วย 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ การผลิตกาวกั้นสีจากแป้งกลอยด้วยเอนไซม์ การออกแบบและหาสภาวะที่เหมาะสมของสูตรกาวด้วยการทดลองแบบ CCD การใช้ชีวนวัตกรรมในกระบวนการก่อหม้อย้อมธรรมชาติ การเตรียมผ้าก่อนย้อมด้วยกระบวนการทางชีวภาพ และการออกแบบลวดลายที่สะท้อนอัตลักษณ์ของจังหวัดแพร่ โดยองค์ความรู้เหล่านี้สามารถจัดทำเป็นขั้นตอนมาตรฐานและถ่ายทอดให้ผู้ผลิตในชุมชนสามารถนำไปใช้ได้จริง
ผลที่ได้รับจากการพัฒนาองค์ความรู้ คือ ได้สูตรกาวกั้นสีจากกลอยที่สามารถนำไปใช้ในการผลิตผ้าหม้อห้อมและผลิตภัณฑ์สิ่งทอได้จริง สามารถผลิตผลิตภัณฑ์ต้นแบบและขยายการผลิตในระดับ 1 กิโลกรัมได้ อีกทั้งยังได้ผลิตภัณฑ์ผ้าเช็ดหน้า BANDANA และย่ามน้อยที่ใช้ลายดอกยมหิน และสามารถนำองค์ความรู้ไปถ่ายทอดให้กับนวัตกรจากวิสาหกิจชุมชนจำนวน 3 คน เพื่อให้เกิดการนำไปใช้และต่อยอดในอาชีพ
การถ่ายทอดองค์ความรู้ถือเป็นส่วนสำคัญของการพัฒนา เนื่องจากช่วยเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์กับภูมิปัญญาท้องถิ่น ทำให้ชุมชนสามารถนำวัสดุธรรมชาติที่มีอยู่ในพื้นที่มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม ลดการพึ่งพาวัสดุจากภายนอก และสร้างทางเลือกในการผลิตสิ่งทอที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังมีศักยภาพในการพัฒนาต่อยอดสู่การผลิตเชิงพาณิชย์และการสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนในอนาคต
โดยสรุป องค์ความรู้เรื่องกาวกั้นสีจากกลอยเป็นองค์ความรู้ที่เกิดจากการผสมผสานระหว่างทรัพยากรท้องถิ่น ภูมิปัญญาการทำผ้าหม้อห้อม และเทคโนโลยีชีวภาพ สามารถพัฒนาหัวกลอยให้เป็นผลิตภัณฑ์กาวกั้นสีจากธรรมชาติที่นำไปใช้สร้างลวดลายบนผ้าได้จริง องค์ความรู้นี้จึงมีทั้งคุณค่าด้านการอนุรักษ์ภูมิปัญญา การเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบท้องถิ่น การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน และการส่งเสริมการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามแนวทางเศรษฐกิจ BCG
|
|
คำสำคัญ :
หม้อหม้อบาติก กาวกลอย เอนไซม์ CCD
|
|
กลุ่มบทความ :
บทความการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั่วไป
|
|
หมวดหมู่ :
วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี
|
|
สถิติการเข้าถึง :
เปิดอ่าน
5
ครั้ง | แสดงความคิดเห็น
0
ครั้ง
|
|
ผู้เขียน
ณัฐพร จันทร์ฉาย
วันที่เขียน
12/9/2569 11:33:31
แก้ไขล่าสุดเมื่อ
13/9/2569 0:36:14
|
|
|
การ KM เพื่อเผยแพร่ผลของการนำความรู้ที่ได้จากการเข้าร่วมอบรมสัมมนา
»
ชีวนวัตกรรมการผลิตหม้อห้อมบาติก ด้วยการพัฒนากาวกั้นสีจากหัวกลอยท้องถิ่นจังหวัดเเพร่
|
|
โครงการ ชีวนวัตกรรมการผลิตหม้อห้อมบาติก ด้วยการพัฒนากาวกั้นสีจากหัวกลอยท้องถิ่นจังหวัดแพร่ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากระบวนการผลิตผ้าหม้อห้อมให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการใช้สารเคมี และยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาท้องถิ่นให้มีความทันสมัยและสามารถแข่งขันทางการตลาดได้มากขึ้น โดยโครงการสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์จากกาวกั้นลายจากธรรมชาติที่ได้จากหัวกลอย และผ่านการทดสอบประสิทธิภาพการใช้งานของกาวกั้นลายในกระบวนการผลิตผ้าหม้อห้อมจำนวน 5 กระบวนการ อีกทั้งสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์สิ่งทอจากกระบวนการกั้นลายและการย้อมหม้อห้อมด้วยชีวนวัตกรรม ซึ่งได้ผลิตภัณฑ์ต้นแบบจำนวน 2 รายการ ได้แก่ ย่ามน้อย และผ้าเช็ดหน้าBANDANA นอกจากนี้ยังสามารถพัฒนาลวดลายใหม่และผลิตชิ้นงานต้นแบบรวมจำนวน 400 ชิ้น มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านนวัตกรรมการผลิตผ้าหม้อห้อมจำนวน 20 คน ส่งผลให้เกิดนวัตกรรมการผลิตผ้าหม้อห้อมในระดับชุมชนจำนวน 3 คน และมีการจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ออนไลน์เพจเฟซบุ๊ก เพื่อเผยแพร่ผลงานของโครงการจำนวน 2 รูปแบบ ทั้งนี้ โครงการได้นำทรัพยากรท้องถิ่น คือ หัวกลอย มาพัฒนาเป็นกาวกั้นลายจากธรรมชาติทดแทนการใช้เทียน บาติก ซึ่งช่วยลดขยะจากกระบวนการผลิตและลดปัญหาสีซีดหลังการต้มลอกเทียน ควบคู่กับการใช้ ชีวนวัตกรรมหม้อห้อมไบโอเทค โดยใช้เอนไซม์ชีวภาพและหัวเชื้อจุลินทรีย์บริสุทธิ์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการย้อม ทำให้สีติดสม่ำเสมอ สีคงทน ลดระยะเวลาในกระบวนการผลิต และยังคงเอกลักษณ์ของจังหวัดแพร่ อันนำไปสู่การเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ เสริมสร้างรายได้และความเข้มแข็งให้กับวิสาหกิจชุมชนอย่างยั่งยืน และอยากที่จะทำโครงการที่ต่อยอด คือ โครงการพัฒนาชีวนวัตกรรมนาโนด้านกลิ่นอัตลักษณ์ผ้าหม้อห้อมเพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชน โครงการนี้เป็นการพัฒนาชีวนวัตกรรมนาโนเพื่อคงอยู่ของกลิ่นอัตลักษณ์ผ้าหม้อห้อม โดยต่อยอดจากโครงการพัฒนากาวกั้นสีจากหัวกลอย มุ่งยกระดับผ้าหม้อห้อมจากผลิตภัณฑ์เชิงลวดลายไปสู่ผลิตภัณฑ์เชิงประสบการณ์ทางประสาทสัมผัส ผ่านการพัฒนาสารให้กลิ่นในรูปแบบนาโนที่มีความคงตัวและปลดปล่อยกลิ่นได้ยาวนาน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และนวัตกรรมเชิงสังคมอย่างยั่งยืน
|
|
คำสำคัญ :
กลอย กาวกลอย บาติก บาดานา ชีวนวัตกรรม
|
|
กลุ่มบทความ :
บทความการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั่วไป
|
|
หมวดหมู่ :
วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี
|
|
สถิติการเข้าถึง :
เปิดอ่าน
3
ครั้ง | แสดงความคิดเห็น
0
ครั้ง
|
|
ผู้เขียน
ณัฐพร จันทร์ฉาย
วันที่เขียน
12/9/2569 11:27:39
แก้ไขล่าสุดเมื่อ
13/9/2569 0:35:02
|
|
|
การ KM เพื่อเผยแพร่ผลของการนำความรู้ที่ได้จากการเข้าร่วมอบรมสัมมนา
»
การสกัดสารสำคัญพร้อมใช้ Tryptanthrin จากพืชห้อมจากกระบวนการ Metagenomic ด้วยไมโครเวฟร่วมเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบแผ่นเจลสมุนไพรบรรเทาอาการหวัด ลดไข้ ตามหลัก BCG Model
|
|
การถ่ายทอดองค์ความรู้จากงานวิจัยดำเนินการในพื้นที่จังหวัดแพร่ ได้แก่ บ้านนาตองและบ้านนาคูหา ตำบลสวนเขื่อน บ้านแม่ลัว ตำบลป่าแดง บ้านน้ำจ้อม ตำบลช่อแฮ และตำบลทุ่งโฮ้ง อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นเกษตรกรและชุมชนผู้ปลูกพืชให้สีครามและพืชห้อม ซึ่งเป็นทรัพยากรชีวภาพที่มีความสำคัญต่อวิถีชีวิตและเศรษฐกิจของพื้นที่ การถ่ายทอดมุ่งให้ชุมชนสามารถนำองค์ความรู้จากงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในการเพิ่มมูลค่าพืชห้อมและพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่มีศักยภาพต่อยอดในอนาคต
องค์ความรู้ที่ถ่ายทอดครอบคลุมกระบวนการนำพืชห้อมมาใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับการสกัดสารสำคัญ Tryptanthrin โดยให้ความรู้เกี่ยวกับการเตรียมวัตถุดิบ การสกัดสารสำคัญด้วยเทคโนโลยีไมโครเวฟร่วม การเลือกใช้ตัวทำละลายที่เหมาะสม ตลอดจนการนำสารสกัดที่ได้มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบแผ่นเจลสมุนไพรบรรเทาอาการหวัดและลดไข้ โดยถ่ายทอดขั้นตอนการเตรียมตำรับ การกำหนดสัดส่วนของส่วนประกอบ การผสมสารสกัดให้กระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ การเตรียมเนื้อเจลและการขึ้นรูปเป็นแผ่นเจล รวมถึงการควบคุมคุณสมบัติทางกายภาพของผลิตภัณฑ์ เช่น ความสม่ำเสมอ ความยืดหยุ่น ความชุ่มชื้น ความสามารถในการยึดเกาะ และความคงรูป เพื่อให้เหมาะสมต่อการใช้งาน ทั้งนี้ ผลการพัฒนาพบว่าสูตร H8 มีศักยภาพด้านคุณสมบัติทางกายภาพและความเหมาะสมในการใช้งาน จึงสามารถนำมาใช้เป็นต้นแบบสำหรับการถ่ายทอดองค์ความรู้แก่ชุมชน นอกจากนี้ ยังถ่ายทอดหลักการวิเคราะห์ต้นทุนและผลตอบแทน เพื่อให้เกษตรกรสามารถประเมินความคุ้มค่าของการนำพืชห้อมมาแปรรูปและพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม รวมถึงแนวคิดการพัฒนากระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามแนวทาง BCG Model
ผลที่ได้รับจากการถ่ายทอดองค์ความรู้ทำให้เกษตรกรและชุมชนเกิดความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการเพิ่มมูลค่าพืชห้อมจากวัตถุดิบทางการเกษตรไปสู่สารสกัดและผลิตภัณฑ์สมุนไพร สามารถเรียนรู้กระบวนการผลิตแผ่นเจลสมุนไพรต้นแบบและเห็นแนวทางการนำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ร่วมกับทรัพยากรและภูมิปัญญาท้องถิ่น นอกจากนี้ ชุมชนยังมีความรู้ด้านการคำนวณต้นทุนและผลตอบแทน ซึ่งช่วยให้สามารถพิจารณาความเป็นไปได้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในเชิงเศรษฐกิจ เกิดแนวคิดในการสร้างมูลค่าเพิ่มและพัฒนาผลิตภัณฑ์จากพืชห้อมอย่างเป็นระบบ อันนำไปสู่การสร้างโอกาสในการเพิ่มรายได้และความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก ทั้งยังสอดคล้องกับ BCG Model ในด้านการใช้ทรัพยากรชีวภาพอย่างคุ้มค่า การเพิ่มมูลค่าผลผลิต และการพัฒนากระบวนการผลิตที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นพื้นฐานในการเสริมสร้างความสามารถของชุมชนในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสนับสนุนเป้าหมาย SDG 13: Climate Action
|
|
คำสำคัญ :
Tryptanthrin ห้อม (Strobilanthes cusia) เมตาจีโนมิกส์ การสกัดด้วยไมโครเวฟ เจลสมุนไพร
|
|
กลุ่มบทความ :
บทความการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั่วไป
|
|
หมวดหมู่ :
วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี
|
|
สถิติการเข้าถึง :
เปิดอ่าน
3
ครั้ง | แสดงความคิดเห็น
0
ครั้ง
|
|
ผู้เขียน
ณัฐพร จันทร์ฉาย
วันที่เขียน
12/9/2569 11:21:56
แก้ไขล่าสุดเมื่อ
13/9/2569 0:34:20
|
|
|
การ KM เพื่อเผยแพร่ผลของการนำความรู้ที่ได้จากการเข้าร่วมอบรมสัมมนา
»
การสกัดพฤกษเคมีจากพืชให้สีครามและศึกษาสภาวะที่เหมาะสมในการทำเป็นผงสำหรับใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์
|
|
โครงการวิจัยเรื่องการสกัดพฤกษเคมีจากพืชให้สีครามและศึกษาสภาวะที่เหมาะสมในการทำเป็นผงสำหรับใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ พบว่า สภาวะที่เหมาะสมต่อการผลิตโดยผงพฤกษเคมีควรมีอัตราส่วนของมอลโตเด็กซ์ตรินเข้มข้น 10 เปอร์เซ็นต์ และสีของผงพฤกษเคมีจากครามมีสีน้ำเงินเข้มไปอ่อน คือ คราม ห้อมใบใหญ่ ห้อมใบเล็ก และเบิก ตามลำดับ จากการวิเคราะห์ L* a* b* และสีที่เห็นได้จากตาเปล่า และมีความสามารถในการละลาย อยู่ระหว่าง 99.96-99.97 % ความหนืด เท่ากับ 2.71-2.95 และความหนาแน่น 1.49-1.52 g/cm3 ซึ่งหมายความว่ามีความสามารถในการละลายได้ดี ด้านความเป็นกรดด่าง พบว่า มีคุณสมบัติเป็นกลาง (pH 6.5-7.0) ความชื้น 10 เปอร์เซ็นต์ และมีปริมาณน้ำอิสระ 0.2533-0.3767 ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ด้วยวิธี DPPH ABTS และ MDA พบว่า ผงพฤกษเคมีพร้อมใช้จากห้อมใบใหญ่ ห้อมใบเล็ก คราม และเบิกมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระเฉลี่ย 77.34, 7.66, 55.86 และ 23.18 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ มีปริมาณฟีนอลลิกสูงที่สุด เท่ากับ 13.9219 และปริมาณแคโรทีนอยด์ทั้งหมด สูงที่สุด เท่ากับ 30.1623 เปอร์เซ็นต์ ปริมาณทริปแทนทริน อินดิรูบิน และอินดิโกติน พบว่าในห้อมใบใหญ่สูงที่สุด 4.3317 2.0380 และ 6.3479 (mg/g) ตามลำดับ ต่อมาศึกษาปริมาณจุลินทรีย์ทั้งหมด พบจุลินทรีย์จำนวน มากกว่า 100 CFU/µl เมื่อทำการวิเคราะห์ปริมาณยีสต์และราพบว่า ไม่พบว่าเป็นยีสต์และรา และศึกษาการประสิทธิภาพของสารสกัดจากพืชให้สีครามต่อการยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์ที่ก่อโรคผิวหนังบางชนิด ได้แก่ Staphylocaccus aureus, Streptococus sp. และ Escherichia coli สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียก่อโรคได้ ซึ่งสามารถต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ได้ ด้วยเหตุนี้การพัฒนาพฤกษเคมีพร้อมใช้จึงสามารถช่วยเพิ่มมูลค่า และขยายตลาดเพิ่มความต้องการให้แก่ห้อม หรือพืชให้สีครามอื่น ๆ ที่เป็นทรัพยากรท้องถิ่นในจังหวัดแพร่ให้คงอยู่ต่อไป
|
|
คำสำคัญ :
คำสำคัญ: ผงพฤกษเคมี ห้อม คราม เบิก คุณสมบัติทางเคมี
|
|
กลุ่มบทความ :
บทความการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั่วไป
|
|
หมวดหมู่ :
วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี
|
|
สถิติการเข้าถึง :
เปิดอ่าน
9
ครั้ง | แสดงความคิดเห็น
0
ครั้ง
|
|
ผู้เขียน
ณัฐพร จันทร์ฉาย
วันที่เขียน
11/9/2569 6:12:25
แก้ไขล่าสุดเมื่อ
12/9/2569 17:41:04
|
|
|
การ KM เพื่อเผยแพร่ผลของการนำความรู้ที่ได้จากการเข้าร่วมอบรมสัมมนา
»
พันธุ์ห้อมในประเทศไทย และการใช้ Microwave/Ultrasonic ในการสกัดสารสำคัญ
|
|
พืชห้อม (Strobilanthes spp.) เป็นทรัพยากรชีวภาพท้องถิ่นที่มีความสำคัญต่อภูมิปัญญาการย้อมสีครามของประเทศไทย และมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นวัตถุดิบชีวภาพมูลค่าสูงจากสารสำคัญ ได้แก่ indigo, indirubin และ tryptanthrin อย่างไรก็ตาม ข้อมูลด้านความหลากหลายทางพันธุกรรม การจำแนกชนิดพันธุ์ และศักยภาพการสะสมสารสำคัญของห้อมไทยยังมีจำกัด งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจทรัพยากรพันธุกรรม จำแนกชนิดพันธุ์ด้วยเทคนิค DNA barcoding พัฒนาฐานข้อมูลพันธุกรรม และประเมินศักยภาพการสกัดสารสำคัญด้วยเทคนิค Microwave-assisted extraction (MAE) และ Ultrasonic-assisted extraction (UAE) ร่วมกับการวิเคราะห์ด้วย HPLC-DAD โดยรวบรวมตัวอย่างห้อมจาก 8 จังหวัดภาคเหนือ และวิเคราะห์บริเวณคลอโรพลาสต์ psbA–trnH ผลการศึกษาจากตัวอย่าง 9 ตัวอย่างสามารถจำแนกได้ 3 กลุ่ม ได้แก่ Strobilanthes cusia (Nees) Kuntze, Baphicacanthus cusia (Nees) Bremek. และ Strobilanthes auriculata Bremek. โดยมีความคล้ายคลึงของลำดับเบส 97–99% และผลการวิเคราะห์สายสัมพันธ์ทางวิวัฒนาการสอดคล้องกับการจำแนกชนิดพันธุ์ นอกจากนี้ ได้จัดทำ Hom Genetic Database ซึ่งรวบรวมข้อมูลแหล่งที่มา ลักษณะสัณฐานวิทยา และข้อมูลทางพันธุกรรมเพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์และตรวจสอบอัตลักษณ์วัตถุดิบ ผลการสกัดพบว่า UAE มีประสิทธิภาพสูงกว่า MAE โดยให้ปริมาณสารสูงกว่าเฉลี่ย 11.4% สภาวะที่เหมาะสมคือเอทานอล 70% อุณหภูมิ 30°C เป็นเวลา 60 นาที ให้สารสกัดหยาบ 19.62% และพบ indigo, indirubin และ tryptanthrin ในปริมาณ 24.4492 ± 0.0251, 9.0568 ± 0.0028 และ 0.5384 ± 0.0028 mg/g crude extract ตามลำดับ ผลการศึกษาสะท้อนศักยภาพของพืชห้อมไทยทั้งด้านความหลากหลายทางพันธุกรรมและการเป็นแหล่งสารชีวภาพมูลค่าสูง ซึ่งสามารถนำไปใช้สนับสนุนการอนุรักษ์ทรัพยากรพันธุกรรมพืชและการพัฒนาเศรษฐกิจ BCG อย่างยั่งยืน
|
|
คำสำคัญ :
คำสำคัญ: ห้อม, Strobilanthes cusia, DNA Barcoding, psbA–trnH, Tryptanthrin, ฐานข้อมูลพันธุกรรม, การสกัดสารชีวภาพ
|
|
กลุ่มบทความ :
บทความการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั่วไป
|
|
หมวดหมู่ :
วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี
|
|
สถิติการเข้าถึง :
เปิดอ่าน
7
ครั้ง | แสดงความคิดเห็น
0
ครั้ง
|
|
ผู้เขียน
ณัฐพร จันทร์ฉาย
วันที่เขียน
11/9/2569 6:10:45
แก้ไขล่าสุดเมื่อ
12/9/2569 11:34:29
|
|
|
|