|
EdPEx เพื่อเพิ่มประสิทธิผลในการทำงานของบุคลากรสายสนับสนุน
»
EdPEx เพื่อเพิ่มประสิทธิผลในการทำงานของบุคลากรสายสนับสนุน
|
|
การนำแนวคิดและเครื่องมือของ EdPEx (Education Criteria for Performance Excellence) มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิผลในการทำงานและพัฒนาความก้าวหน้าในสายอาชีพของบุคลากรสายสนับสนุน โดยมีหลักการสำคัญคือ การทำงานร่วมกันเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายที่ยั่งยืน ดังคำกล่าวที่ว่า "If you want to go fast, go alone. If you want to go far, GO TOGETHER"
1. กรอบแนวคิดพื้นฐาน (3P) EdPEx เชื่อมโยงการทำงานขององค์กรผ่านกรอบ 3 ด้าน คือ:
a)PURPOSE (วัตถุประสงค์)
b)PROCESS (กระบวนการ)
c)PERFORMANCE (ผลลัพธ์)
2. การวางแผนกลยุทธ์และการเชื่อมโยง (Strategic Planning)
บุคลากรสายสนับสนุนควรเข้าใจทิศทางขององค์กรเพื่อนำไปปฏิบัติ:
a)ความสำคัญของแผนกลยุทธ์: ใช้กำหนดทิศทางที่ชัดเจน, เป็นเครื่องมือสื่อสารให้ทุกคนเข้าใจเป้าหมายร่วมกัน, ช่วยให้ใช้ทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ และรองรับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน
ลำดับขั้นของแผน:
แผนยุทธศาสตร์--> คิด "ใหญ่" เพื่อกำหนดทิศทาง (วัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์)
แผนกลยุทธ์--> กำหนด "แนวทาง" เพื่อให้บรรลุทิศทาง (แผนปฏิบัติการ)
แผนปฏิบัติการ--> ลงมือ "ทำจริง" ให้แผนเป็นรูปธรรม (โครงการ)
b)เครื่องมือวิเคราะห์กลยุทธ์: ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลทั้งภายในและภายนอก เช่น SWOT, PEST Analysis, 5 Forces Analysis เพื่อกำหนดกลยุทธ์ และใช้ TOWS Matrix เพื่อสร้างกลยุทธ์หลัก 4 ด้าน (SO, ST, WO, WT)
3. การจัดการกระบวนการและการปรับปรุง (Process Management) การทำงานต้องเป็นระบบและมุ่งเน้นผลลัพธ์:
a)การออกแบบกระบวนการ: ใช้เครื่องมือ เช่น SIPOC Model (Supplier, Input, Process, Output, Customer) และ COPIS Model (Customer, Output, Process, Input, Supplier) ในการทำความเข้าใจและออกแบบกระบวนการทำงานหลักและกระบวนการทำงานย่อย
b)ตัววัดผล: กำหนด Leading Indicators (ตัวชี้วัดนำ) และ Lagging Indicators (ตัวชี้วัดตาม) เพื่อติดตามผลการดำเนินงาน
c)การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง: ใช้เทคนิคการปรับปรุง เช่น Lean Manufacturing, Kaizen, Six Sigma (DMAIC), PDCA, 5 Why, Fishbone เพื่อลดความสูญเสีย ต้นทุน และความซ้ำซ้อน
4. การจัดการบุคลากรและการพัฒนา (HR Development) EdPEx เน้นการพัฒนาขีดความสามารถของบุคลากร:
a)การประเมินขีดความสามารถ: ใช้เครื่องมือ เช่น Competency Framework, 360-Degree Feedback, Skills Gap Analysis, KPIs เพื่อประเมินสมรรถนะของบุคลากร
b)แผนพัฒนารายบุคคล (IDP): ใช้ Competency Gap (ช่องว่างระหว่างทักษะที่มีกับทักษะที่จำเป็น) ในการจัดทำ IDP เพื่อเป็นแผนเฉพาะบุคคลในการพัฒนาความสามารถ
c)การจัดการความรู้ (KM): มีกระบวนการ 5 ขั้นตอน ได้แก่ การบ่งชี้ การสร้าง/แสวงหา การจัดเก็บ การถ่ายทอด/แลกเปลี่ยน และการนำความรู้ไปใช้
5. เทคนิคสำคัญสำหรับสายสนับสนุนสู่ความเป็นเลิศ
เทคนิคสำคัญที่สายสนับสนุนควรนำไปใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิผลในการทำงาน:
a)ปรับปรุงงานอย่างต่อเนื่อง (Continuous Improvement)-->ใช้ PDCA / Kaizen / 5 Why / Fishbone และบันทึก Lesson Learned เพื่อเปลี่ยนปัญหาให้เป็นโอกาสในการพัฒนา
b)จัดการความรู้และเรียนรู้ร่วมกัน (Knowledge Management & Learning Organization)-->แชร์ Best Practice ผ่าน CoP และพัฒนาให้ความรู้ไม่หยุดอยู่ที่บุคคล
c)สร้างวัฒนธรรมบริการที่เป็นเลิศ (Service Mind & Customer Focus)-->ให้บริการด้วยความสุภาพ รวดเร็ว โปร่งใส และรับฟัง Voice of Customer (VOC) เพื่อนำมาปรับปรุง
d)ใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพงาน (Digital Competency)-->ใช้เครื่องมือดิจิทัล (Smart Support Staff) และลดขั้นตอนซ้ำซ้อนด้วยระบบออนไลน์ / Automation
e)พัฒนาตนเองและทีมอย่างต่อเนื่อง (Continuous Self and Team Development)-->จัดทำ IDP เพื่อพัฒนาทักษะที่จำเป็น เข้าร่วมอบรม และเปิดใจรับ Feedback
f)สร้างความร่วมมือและความผูกพัน (Collaboration & Engagement)-->ทำงานแบบร่วมมือ สื่อสารเปิดเผย และสนับสนุนผู้อื่นให้สำเร็จ
g)ยึดมั่นในคุณธรรมและความโปร่งใส (Integrity)-->ปฏิบัติงานอย่างมีจรรยาบรรณ ซื่อสัตย์ โปร่งใส ตรวจสอบได้
|
|
คำสำคัญ :
|
|
กลุ่มบทความ :
กลุ่มงานตามสมรรถนะบุคลากร
|
|
หมวดหมู่ :
กลุ่มงานนโยบายและแผน
|
|
สถิติการเข้าถึง :
เปิดอ่าน
25
ครั้ง | แสดงความคิดเห็น
0
ครั้ง
|
|
ผู้เขียน
นพนิตย์ วงศ์สุ
วันที่เขียน
7/7/2569 11:22:47
แก้ไขล่าสุดเมื่อ
10/7/2569 19:09:50
|
|
|
|