|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
HR for Line Leader : เข้าใจคน เข้าใจงาน
»
HR for Line Leader : เข้าใจคน เข้าใจงาน
|
|
HR for Line Leader : เข้าใจคน เข้าใจงาน บทบาทหน้าที่ ในการบริหารงานทรัพยากรบุคคลของ ผู้จัดการ/ผู้นำ/หัวหน้าสายงาน 1. การบริหาร และวางแผนกำลังคนในสายงานที่รับผิดชอบ 2. มีส่วนร่วมในการสัมภาษณ์ คัดเลือกพนักงาน 3. มีส่วนร่วมในการปฐมนิเทศ และต้อนรับพนักงานใหม่ 4. มีหน้าที่ในการประเมินผลการทดลองงาน 5. เป็นพี่เลี้ยงในการสอนงาน การมอบหมาย การควบคุม ติดตามงาน ตลอดจนการอบรมให้ความรู้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชาในรูปแบบต่าง ๆ เช่น OJT , On-boarding , Focus group ,Learning by doing 6. รับผิดชอบการจัดตารางเวลาทำงาน การใช้สิทธิ์วันหยุด วันลาต่าง ๆ ของพนักงาน 7. เป็นผู้พิจารณาอนุมัติการทำงานล่วงเวลา และการทำงานในวันหยุด 8. มีหน้าที่ในการประเมินผลการปฏิบัติงานประจำปี รวมถึงการพัฒนาผู้ใต้บังคับบัญชาให้ได้รับความก้าวหน้า 9. มีหน้าที่ให้คำปรึกษาแนะนำแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา กรณีผลงานต่ำกว่าประสิทธิภาพ 10. มีส่วนในการสร้างแรงจูงใจ สร้างขวัญกำลังใจให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชาเพื่อให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความสุข 11. มีหน้าที่ในการบริหารจัดการ ควบคุม ดูแลด้านวินัยในการทำงานและวินัยความประพฤติต่าง ๆ ให้อยู่ในกฎระเบียบที่องค์กรกำหนด 12. มีหน้าที่ในการลงโทษทางวินัยอย่างเป็นธรรม กรณีที่ผู้ใต้บังคับบัญชาประพฤติผิด 13. เป็นผู้ที่คอยให้ความช่วยเหลือ และแก้ไขปัญหาเมื่อผู้ใต้บังคับบัญชามาขอคำแนะนำ (ซึ่งอาจหมายรวมถึงเรื่องส่วนตัว) 14. เป็นแบบอย่างที่ดีในทุก ๆ ด้าน เพื่อให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเกิดความศรัทธาและไว้วางใจ 15. เป็นผู้ถ่ายทอดนโยบายต่าง ๆ ของผู้บริหารระดับสูงมายังผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อการรับรู้ ข้อมูลข่าวสารของหน่วยงานและองค์กร กลยุทธ์การพัฒนาบุคลากร มีดังนี้ โมเดลการเรียนรู้และพัฒนา 70:20:10 จึงมีประโยชน์ ต่อการพัฒนาบุคลากร (HRD) • ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนายิ่งขึ้นเรื่อย ๆ และต่อยอดการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง • โมเดลนี้เป็นประโยชน์โดยตรงสำหรับกระบวนการพัฒนาทรัพยากรบุคคล • เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้องค์กรประสบความสำเร็จในการส่งเสริมการเรียนรู้ • ส่งเสริมให้บุคลากรมีความก้าวหน้า เพิ่มพูนศักยภาพ ทั้งในส่วนของการทำงานตามหน้าที่ ความรับผิดชอบ และเน้นการฝึกปฏิบัติงานจริง (OJT : On the Job Training) • สนับสนุนการจัดการความรู้ในองค์กร (KM : Knowledge Management) ที่จะทำให้การพัฒนา เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบและมีรากฐานที่มั่นคง วิธีการรักษาบุคลากรในฐานะเป็นผู้นำ/ผู้จัดการ มีดังนี้ 1. สนับสนุน ส่งเสริม ให้กำลังใจ รวมถึงพัฒนาศักยภาพพนักงานอยู่เสมอ 2. สร้างเส้นทางความก้าวหน้าในวิชาชีพให้ชัดเจน และร่วมผลักดันให้ไปสู่เป้าหมาย 3. นำเสนอ ทบทวนสวัสดิการที่มีประโยชน์และมีคุณค่าต่อพนักงาน 4. ดูแลสภาพแวดล้อม สภาพการทำงานให้มีความพร้อมอย่างเหมาะสม เมื่อร่วมงานด้วยแล้วรู้สึกสบายใจ มีความสุขในการทำงาน มี ความพร้อมที่จะทำงาน ไปสู่ความสำเร็จร่วมกัน การสร้างความผูกพัน (Employee Engagement) การมี ส่วนร่วมและผูกพันของบุคลากร มีความสำคัญอย่างไรกับองค์กร บทบาท Line Manager กับการร่วมสร้าง Engagement 1. สร้างการมีส่วนร่วมของพนักงานในองค์กร 2. กระตุ้นให้เกิดความร่วมมือกับองค์กรในทุก ๆ ด้านอย่างสมัครใจและเต็มใจ 3. ร่วมส่งเสริมและสร้างความรู้สึกให้เป็นส่วนหนึ่งขององค์กรอย่างแท้จริง 4. จูงใจให้เกิดแนวคิด Growth Mindset Employee Experience ยกระดับประสบการณ์ของพนักงาน คือ • การสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่พนักงานรู้สึกมี คุณค่าและมีส่วนร่วมกับองค์กร เน้นการทำงานที่ยืดหยุ่นและการตอบสนองความต้องการของพนักงานที่ หลากหลาย • การเน้นที่การสร้างความผูกพันและความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร
|
|
คำสำคัญ :
-
|
|
กลุ่มบทความ :
กลุ่มงานตามสมรรถนะบุคลากร
|
|
หมวดหมู่ :
กลุ่มงานบริหารงานทั่วไป
|
|
สถิติการเข้าถึง :
เปิดอ่าน
62
ครั้ง | แสดงความคิดเห็น
0
ครั้ง
|
|
ผู้เขียน
สุมิตร ชัยเขตร์
วันที่เขียน
31/7/2569 7:54:53
แก้ไขล่าสุดเมื่อ
17/8/2569 4:09:11
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
หลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติในการเขียนผลงานทางวิชาการ
»
NotebookLM: เครื่องมือ AI สำหรับการจัดการองค์ความรู้และการสร้างสื่อการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล
|
|
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายแนวทางการใช้งาน NotebookLM ซึ่งเป็นเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของ Google ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยอ่าน วิเคราะห์ สรุป และจัดการองค์ความรู้จากข้อมูลของผู้ใช้ เช่น เอกสาร PDF, Google Docs, เว็บไซต์, YouTube และข้อความที่นำเข้า โดยจุดเด่นของ NotebookLM คือการตอบคำถามและสร้างผลลัพธ์โดยอ้างอิงจากแหล่งข้อมูลที่ผู้ใช้กำหนด ทำให้ผลลัพธ์มีความถูกต้องและสอดคล้องกับบริบทของข้อมูลมากกว่าการใช้ AI ทั่วไป บทความได้นำเสนอขั้นตอนการเริ่มต้นใช้งาน ตั้งแต่การสร้าง Notebook การนำเข้าข้อมูล การประมวลผล และการเลือกใช้เครื่องมือต่าง ๆ ภายในระบบ พร้อมอธิบายการประยุกต์ใช้ฟีเจอร์สำคัญ ได้แก่ Audio Overview, Slide Deck, Video Overview, Mind Map, Reports, Flashcards, Quiz, Infographic และ Data Table รวมถึงยกตัวอย่างการใช้งานในบริบทของการศึกษา ธุรกิจ งานสำนักงาน งานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และการผลิตสื่อดิจิทัล นอกจากนี้ยังนำเสนอแนวทางการเขียน Prompt ที่มีประสิทธิภาพและเทคนิคการใช้งานเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของผู้ใช้ ผลการศึกษาพบว่า NotebookLM เป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสรุปข้อมูล การจัดระเบียบองค์ความรู้ และการสร้างสื่อในรูปแบบต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ช่วยลดเวลาในการอ่านเอกสาร การจัดทำรายงาน และการเตรียมสื่อการเรียนการสอนหรือการนำเสนอ อีกทั้งยังสนับสนุนการเรียนรู้ การทำงาน และการตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงนับเป็นเครื่องมือ AI ที่มีศักยภาพในการประยุกต์ใช้ทั้งในภาคการศึกษา ภาคธุรกิจ และองค์กรยุคดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการความรู้และการสื่อสารข้อมูลอย่างเป็นระบบ
|
|
คำสำคัญ :
NotebookLM, ปัญญาประดิษฐ์, การจัดการความรู้, การสรุปเอกสาร, การเรียนรู้ดิจิทัล, Google AI
|
|
กลุ่มบทความ :
กลุ่มงานตามสมรรถนะบุคลากร
|
|
หมวดหมู่ :
กลุ่มงานสายวิชาการ
|
|
สถิติการเข้าถึง :
เปิดอ่าน
76
ครั้ง | แสดงความคิดเห็น
0
ครั้ง
|
|
ผู้เขียน
กัญญ์พัสวี กล่อมธงเจริญ
วันที่เขียน
15/7/2569 15:48:04
แก้ไขล่าสุดเมื่อ
17/8/2569 6:14:11
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
รายงานการอบรม ประชุมวิชาการ
»
สรุปเนื้อหาการเข้าร่วมประชุมวิชาการระดับนานาชาติ The 6th International Conference on Science Technology & Innovation (2026)
|
|
งานวิจัยเรื่อง Enhancing industrial vinegar production from coffee pulp: role of aeration rate on acetic acid formation งานวิจัยนี้ศึกษาบทบาทของอัตราการให้อากาศต่อการสร้างกรดอะซิติกในการผลิตน้ำส้มสายชูจากเนื้อกาแฟ โดยศึกษาผลของอัตราการให้อากาศ (Aeration rate) 3 ระดับ คือ 0.5, 1.0 และ 1.5 vvm ต่อการเจริญเติบโตและการผลิตกรดอะซิติกของแบคทีเรีย Acetobacter pasteurianus TISTR 102 ในถังหมักขนาด 10 ลิตร เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้เนื้อกาแฟที่เป็นผลพลอยได้เหลือทิ้ง ผลการทดลองพบว่า อัตราการให้อากาศที่ 1.0 vvm ให้ผลดีที่สุด โดยได้ความเข้มข้นกรดอะซิติกสูงสุด (5.12%) มีความหนาแน่นเซลล์สูงสุด และใช้เวลาหมักสั้นที่สุด (144 ชั่วโมง) เนื่องจากเป็นระดับที่สมดุลระหว่างออกซิเจนและความเสถียรของจุลินทรีย์ การให้อากาศต่ำไป (0.5 vvm) ทำให้ขาดออกซิเจน ส่วนสูงไป (1.5 vvm) ทำให้เกิดแรงเฉือนและปฏิกิริยาออกซิเดชันที่มากเกินไปจนลดประสิทธิภาพลง เมื่อนำเงื่อนไขการหมักที่เหมาะสม (1.0 vvm) ไปขยายขนาดการผลิต (Scale-up) ในถังหมักขนาด 100 ลิตร พบว่าสามารถผลิตกรดอะซิติกได้ 4.48% ซึ่งผ่านเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัยทางอาหารสำหรับการผลิตน้ำส้มสายชู
งานวิจัยเรื่อง Isolation and characterization of a novel Staphylococcus aureus Bacteriophage against antibiotic-resistant Staphylococcus aureus งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหาแนวทางใหม่ในการรักษาโรคติดเชื้อดื้อยา โดยเฉพาะเชื้อดื้อยาเมทิซิลลิน (MRSA) โดยการแยกแบคเทอริโอฟาจ (Bacteriophage) หรือไวรัสที่ทำลายแบคทีเรียจากน้ำเสีย ซึ่งจากผลการทดลอง สามารถแยกแบคเทอริโอฟาจชนิดไลติก (Lytic phage) ได้สำเร็จ ตั้งชื่อว่า "Phage J" จากการส่องกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน (TEM) พบว่ามีส่วนหัวเป็นรูปทรงเหลี่ยม (Icosahedral head) ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 85 นาโนเมตร Phage J มีความเสถียรสูง สามารถทนอุณหภูมิได้ในช่วง 4°C ถึง 37°C ยาวนานถึง 21 วัน มีประสิทธิภาพและความจำเพาะเจาะจงสูงมาก โดยสามารถยับยั้งและทำลายเชื้อ S. aureus ได้ถึง 88.24% (45 จาก 51 สายพันธุ์ที่ทดสอบ) ค่าความเข้มข้นที่เหมาะสมในการเพิ่มปริมาณฟาจ (Optimal MOI) คือ 0.01 และ 0.001 บนอาหาร soft agar และพบว่า Phage J สามารถลดการเจริญเติบโตของแบคทีเรียได้อย่างมีนัยสำคัญตลอดระยะเวลา 8 ชั่วโมง สรุปได้ว่าเป็นตัวเลือกที่มีศักยภาพสูงในการพัฒนาเป็นสารต้านเชื้อดื้อยา
งานวิจัยเรื่อง Marker–trait association analysis reveals ABA signaling–related genes associated with root System architecture in rice under PEG‑induced osmotic stress งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหายีนเด่นที่มีความสัมพันธ์กับลักษณะระบบราก (ความลึกของรากและจำนวนปลายรากแตกแขนง) เพื่อช่วยให้ข้าวหลบหลีกภัยแล้ง โดยศึกษาในประชากรข้าวรุ่น F2 ที่เกิดจากการผสมข้ามพันธุ์ระหว่างข้าวนาลุ่ม "ปทุมธานี 1" และข้าวไร่พื้นเมือง "ข้าวโป่งใคร้" ภายใต้ภาวะเครียดที่ชักนำด้วยสาร PEG 20% ผลการวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ marker-trait association (MTA) พบ Candidate genes ที่สำคัญ 3 ยีน ได้แก่ OsbZIP23, OsHAP5F และ OsZEP โดย ยีน OsbZIP23 และ OsHAP5F มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับจำนวนของปลายราก ในขณะที่ยีน OsZEP และ OsHAP5F สัมพันธ์กับความลึกของราก ซึ่งยีนเหล่านี้สามารถอธิบายความแปรปรวนของลักษณะปรากฏได้ 10.43% – 21.38% นอกจากนี้ยังพบว่าfavorable alleles ที่ได้รับมาจากพ่อแม่พันธุ์ข้าวไร่ "ข้าวโป่งใคร้" สัมพันธ์กับการเพิ่มการแตกแขนงของรากและการยืดตัวของรากในแนวดิ่ง ซึ่งยีนกลุ่มนี้เกี่ยวข้องกับการตอบสนองต่อสิ่งเร้าทางกายภาพและการส่งสัญญาณของกรดแอบไซซิก (ABA) ทำให้เป็นประโยชน์อย่างมากต่อการคัดเลือกสายพันธุ์ข้าวหอมให้ทนแล้งด้วยเครื่องหมายโมเลกุล (MAS)
|
|
คำสำคัญ :
การประชุมวิชาการ 6thICSTI
|
|
กลุ่มบทความ :
กลุ่มงานตามสมรรถนะบุคลากร
|
|
หมวดหมู่ :
กลุ่มงานสายวิชาการ
|
|
สถิติการเข้าถึง :
เปิดอ่าน
327
ครั้ง | แสดงความคิดเห็น
0
ครั้ง
|
|
ผู้เขียน
นฤมล เข็มกลัดเงิน
วันที่เขียน
30/6/2569 13:01:05
แก้ไขล่าสุดเมื่อ
17/8/2569 0:06:44
|
|
|
|
|
|
|
|
|
การจัดการความรู้ด้านการศึกษา
»
การอบรม AI สำหรับการใช้งานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในงานบริการการศึกษา
|
|
การเข้าร่วมอบรม **โครงการพลิกโฉมการทำงานยุคใหม่ด้วย Generative AI** ระหว่างวันที่ 18–19 ธันวาคม 2568 ณ สำนักบริหารวิชาการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาความรู้และทักษะด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Generative AI) สำหรับการปฏิบัติงาน การบริหารจัดการข้อมูล และการสร้างสรรค์สื่อดิจิทัลให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของการทำงานในยุคดิจิทัล
เนื้อหาการอบรมครอบคลุมการใช้งานเครื่องมือ AI ที่สำคัญ ได้แก่ Gemini, NotebookLM, Google Opal และ Perplexity รวมถึงหลักการเขียน Prompt (Prompt Engineering) เพื่อให้ AI สร้างผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนการประยุกต์ใช้ AI ในการจัดทำรายงาน การเขียนโครงการและ TOR การสร้างสื่อประชาสัมพันธ์ ภาพ เสียง และวิดีโอ นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการใช้งาน AI อย่างมีจริยธรรม ความปลอดภัยของข้อมูล การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และแนวทางธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ (AI Governance)
จากการอบรม ทำให้มีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถเลือกใช้เครื่องมือ Generative AI ให้เหมาะสมกับลักษณะงาน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสืบค้น วิเคราะห์ และสรุปข้อมูล ลดระยะเวลาในการจัดทำเอกสารและสื่อประชาสัมพันธ์ รวมทั้งสามารถประยุกต์ใช้ AI เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานด้านวิชาการและงานบริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้หลักจริยธรรม ความปลอดภัย และการใช้เทคโนโลยีอย่างรับผิดชอบ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพการปฏิบัติงานและการยกระดับการดำเนินงานของหน่วยงานในอนาคต
|
|
คำสำคัญ :
Generative AI
|
|
กลุ่มบทความ :
กลุ่มงานตามสมรรถนะบุคลากร
|
|
หมวดหมู่ :
กลุ่มงานบริการการศึกษา
|
|
สถิติการเข้าถึง :
เปิดอ่าน
111
ครั้ง | แสดงความคิดเห็น
0
ครั้ง
|
|
ผู้เขียน
ขวัญชัย สุขถา
วันที่เขียน
26/6/2569 15:40:19
แก้ไขล่าสุดเมื่อ
15/8/2569 17:00:24
|
|
|
|
|
|
|
งานประชุมวิชาการและการประกวดผลงานนวัตกรรมระดับนานาชาติในงาน International Innovation, Entrepreneurship & Applied Solutions Competition 2026 รูปแบบ online ณ National Ilan University ไต้หวัน
»
ANTIO Plus SESAMIO : Super Boost for Immune System, Anti-inflammatory, Blood Circulation and Alternative Treatment for Diabetic Wound/Diabetic Foot Ulcer
|
|
ANTIO Plus SESAMIO : Super Boost for Immune System, Anti-inflammatory, Blood Circulation and Alternative Treatment for Diabetic Wound/Diabetic Foot Ulcer
ANTIO and SESAMIO are dietary supplement products developed from plant-derived materials and natural honey. ANTIO is formulated from four fresh medicinal plants—kariyat (Andrographis paniculata), elephant garlic (Allium ampeloprasum), butterfly pea (Clitoria ternatea), and turmeric (Curcuma longa)—using an innovative extraction process based on osmotic dehydration, in which natural honey serves as the osmotic agent. SESAMIO is a dietary supplement produced from black sesame seeds (Sesamum indicum) and natural honey using the same innovative extraction technique. Both products were evaluated for their biological and pharmacological activities and further assessed through clinical investigations involving conditions such as diabetic foot ulcers, deep vein thrombosis, and thrombosis (blood clot formation). The innovation underlying ANTIO and SESAMIO lies in the utilization of fresh herbal materials and fresh black sesame seeds, combined with a non-chemical extraction process that preserves natural physicochemical properties and essential nutrients. The production process avoids the use of artificial preservatives, synthetic additives, or chemical extraction agents.
|
|
คำสำคัญ :
เซซามิน แอนไทออกซิแดนท์
|
|
กลุ่มบทความ :
กลุ่มงานตามสมรรถนะบุคลากร
|
|
หมวดหมู่ :
กลุ่มงานสายวิชาการ
|
|
สถิติการเข้าถึง :
เปิดอ่าน
542
ครั้ง | แสดงความคิดเห็น
0
ครั้ง
|
|
ผู้เขียน
ฐิติพรรณ ฉิมสุข
วันที่เขียน
10/6/2569 13:09:21
แก้ไขล่าสุดเมื่อ
16/8/2569 14:01:27
|
|
|
งานประชุมวิชาการและการประกวดผลงานนวัตกรรมระดับนานาชาติในงาน International Innovation, Entrepreneurship & Applied Solutions Competition 2026 รูปแบบ online ณ National Ilan University ไต้หวัน
»
ANTIO Plus SESAMIO : Super Boost for Immune System, Anti-inflammatory, Blood Circulation and Alternative Treatment for Diabetic Wound/Diabetic Foot Ulcer
|
|
ANTIO Plus SESAMIO : Super Boost for Immune System, Anti-inflammatory, Blood Circulation and Alternative Treatment for Diabetic Wound/Diabetic Foot Ulcer
ANTIO and SESAMIO are dietary supplement products developed from plant-derived materials and natural honey. ANTIO is formulated from four fresh medicinal plants—kariyat (Andrographis paniculata), elephant garlic (Allium ampeloprasum), butterfly pea (Clitoria ternatea), and turmeric (Curcuma longa)—using an innovative extraction process based on osmotic dehydration, in which natural honey serves as the osmotic agent. SESAMIO is a dietary supplement produced from black sesame seeds (Sesamum indicum) and natural honey using the same innovative extraction technique. Both products were evaluated for their biological and pharmacological activities and further assessed through clinical investigations involving conditions such as diabetic foot ulcers, deep vein thrombosis, and thrombosis (blood clot formation). The innovation underlying ANTIO and SESAMIO lies in the utilization of fresh herbal materials and fresh black sesame seeds, combined with a non-chemical extraction process that preserves natural physicochemical properties and essential nutrients. The production process avoids the use of artificial preservatives, synthetic additives, or chemical extraction agents.
|
|
คำสำคัญ :
เซซามิน แอนไทออกซิแดนท์
|
|
กลุ่มบทความ :
กลุ่มงานตามสมรรถนะบุคลากร
|
|
หมวดหมู่ :
กลุ่มงานสายวิชาการ
|
|
สถิติการเข้าถึง :
เปิดอ่าน
542
ครั้ง | แสดงความคิดเห็น
0
ครั้ง
|
|
ผู้เขียน
ฐิติพรรณ ฉิมสุข
วันที่เขียน
10/6/2569 13:09:21
แก้ไขล่าสุดเมื่อ
16/8/2569 14:01:27
|
|
|
|