ตอนที่ 1 : ข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก
รหัสอ้างอิง : 2537
ชื่อสมาชิก : พรพรรณ อุตมัง
เพศ : หญิง
อีเมล์ : pornpan_um@mju.ac.th
ประเภทสมาชิก : บุคลากรภายใน[สังกัด]
ลงทะเบียนเมื่อ : 31/3/2563 10:01:00
แก้ไขล่าสุดเมื่อ : 31/3/2563 10:01:00


ตอนที่ 2 : ประวัติการเขียนบทความของสมาชิก
เกษตรอินทรีย์ตามมาตรฐานสหพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ (International Federation of Organic Agriculture Movements (IFOAM)) คือ การทำการเกษตรที่เน้นความสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ สุขภาพ นิเวศวิทยา ความเป็นธรรม และความเอาใจใส่ หรืออาจกล่าวได้ว่าการทำเกษตรอินทรีย์ไม่ได้มุ่งประโยชน์ที่การได้กำไรสูงสุดแต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังใส่ใจด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกิดระบบการเกษตรแบบยั่งยืน มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ คือ ข้อกำหนด และเงื่อนไขขั้นต่ำที่ผู้ผลิตและผู้ประกอบการต้องปฏิบัติตามเพื่อให้ได้การรับรองมาตรฐาน โดยมีหัวใจสำคัญ คือ หลีกเลี่ยงการปลอมปนระหว่างผลผลิตอินทรีย์กับผลผลิตทั่วไป และการปนเปื้อนจากสิ่งที่ไม่อนุญาตตามมาตรฐาน รวมถึงสารเคมีสังเคราะห์ และสายพันธุ์ที่มีการตัดต่อพันธุกรรม การขอรับรองการเป็นเกษตรอินทรีย์จะต้องมีการตรวจสอบความเป็นเกษตรอินทรีย์ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมพื้นที่ในการทำกิจกรรมการเกษตร การเลือกสายพันธุ์พืช-สัตว์ กิจกรรมการที่เกี่ยวข้องกับการปลูก-ดูแล การเก็บเกี่ยวผลผลิต การรักษาผลผลิต การบรรจุและการขนส่ง ซึ่งทุกกระบวนการต้องมีการเก็บหลักฐานเชิงประจักร และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ประโยชน์ของผู้ที่ได้รับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ 1. มีสิทธิ์ขอใช้ตรารับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์บนบรรจุภัณฑ์ และเพื่อการโฆษณา 2. ได้ใบแสดงตนเพื่อการค้า 3. ผลผลิตที่ได้รับรองมาตรฐานใดสามารถส่งออกไปยังตลาดที่ยอมรับมาตรฐานเกษตรอินทรีย์นั้น สรุป การเข้าอบรมอบรมความรู้มาตรฐานเกษตรอินทรีย์สากล หลักสูตร “ความรู้มาตรฐานเกษตรอินทรีย์สากล ด้านพืช ด้านปศุสัตว์ และด้านประมง” ทำให้ทราบเกี่ยวกับกฎ ระเบียบ ข้อบังคับของมาตรฐานเกษตรอินทรีย์สากล และสร้างความเข้าใจถึงความสำคัญของการพัฒนาพื้นที่เกษตรอินทรีย์ให้ได้รับการรับรองตามมาตรฐานอินทรีย์สากล
- ยังไม่มีรายการคำถาม
ตามที่ข้าพเจ้าได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการ หัวข้อ “การใช้ AI ในการพัฒนางานวิจัย” ภายใต้ โครงการการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การนำไปใช้ประโยชน์ในวันพุธที่ 5 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 08.30 – 16.30 น. ณ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ นั้น บัดนี้ ข้าพเจ้าได้เข้าขอรายงานสรุปเนื้อหาและประโยชน์ที่ได้รับ ดังนี้ ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) กำลังกลายเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการวิจัยและพัฒนาในหลากหลายสาขาวิชา การเข้าอบรมการใช้ AI เพื่อการวิจัยช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรวบรวม วิเคราะห์ และประมวลผลข้อมูล ตลอดจนช่วยให้เกิดแนวทางใหม่ ๆ ในการศึกษาวิจัย 1. การเพิ่มประสิทธิภาพการวิเคราะห์ข้อมูล AI สามารถช่วยนักวิจัยในการจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถใช้ในการจำแนก วิเคราะห์ และพยากรณ์ข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว ลดเวลาการประมวลผล และช่วยให้ได้ข้อสรุปที่แม่นยำมากขึ้น 2. การปรับปรุงกระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูล การใช้ AI สามารถช่วยในกระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูล เช่น วิเคราะห์ภาพและการสืบค้นงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ได้ครอบคลุมและแม่นยำมากขึ้น 3. การลดภาระงานที่ซ้ำซ้อน AI สามารถช่วยลดภาระงานที่ซ้ำซ้อน เช่น การจัดการข้อมูล การสร้างเอกสารอัตโนมัติ การสร้างเอกสารการนำเสนอผลงาน 4. การสนับสนุนการตีพิมพ์และเผยแพร่ผลงานวิจัย AI สามารถช่วยนักวิจัยในการวิเคราะห์แนวโน้มของหัวข้อวิจัยที่ได้รับความนิยม แนะนำวารสารที่เหมาะสมสำหรับการตีพิมพ์ และช่วยตรวจสอบการอ้างอิงและการใช้ภาษาที่ถูกต้องเพื่อเพิ่มโอกาสในการเผยแพร่ผลงานวิชาการ สรุป การเข้าอบรมการใช้ AI ในการพัฒนางานวิจัยเป็นสิ่งที่มีประโยชน์อย่างมาก เนื่องจากช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดเวลาการทำงาน และช่วยให้การวิเคราะห์ข้อมูลมีความแม่นยำมากขึ้น ดังนั้น นักวิจัยควรให้ความสำคัญกับการเรียนรู้และใช้ AI เพื่อให้สามารถปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และเพิ่มศักยภาพของงานวิจัยให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน ประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานในตำแหน่งหน้าที่ • เพิ่มพูนความรู้และถ่ายทอดแก่นักศึกษาและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง การเข้าร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้เป็นการเพิ่มพูนและเสริมสร้างความรู้และทักษะใหม่ด้าน AI ที่สามารถนำมาช่วยในการพัฒนาการเรียนการสอนและการจัดทำรายงานฉบับ โดยข้าพเจ้านำความรู้จากการอบรมมาใช้ในการทำรายงานฉบับนี้โดยทำการร่างรายงานด้วยโปรแกรม Chat GPT และแก้ไขปรับปรุงโดยตัวเอง ตลอดจนการนำความรู้ที่ได้รับการอบรมไปถ่ายทอดแก่นักศึกษา ซึ่งจะเป็นส่วนช่วยให้นักศึกษาประสบความสำเร็จในการศึกษาได้ตาม PLO ของหลักสูตร